ฉบับที่ 99 การแก้ปัญหาผมร่วงที่ผิดทาง?


สวยอย่างฉลาด
รศ.ดร.พิมลพรรณ พิทยานุกุล : คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล

คนรอบตัวทั้งหญิงและชายมักบ่นให้ฟังว่าผมร่วงทุกวัน ทำให้เป็นกังวลและคอยสอดส่องว่ามียาดีที่ไหนจะได้ไปซื้อหามากินและทา ปัญหาเหล่านี้พบในเกือบทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาวใหญ่และหนุ่มใหญ่ บางคนแทบจะไม่เหลือเส้นผมแล้ว เห็นศีรษะล้านเป็นขุนช้าง แต่ก็ยังพยายามหายาดีมากินและทาทำให้เสียเงินเสียทองไปมากมาย แต่ก็ยังไม่ได้ผล ทั้งหมดนี้เกิดจากความไม่เข้าใจธรรมชาติของร่างกาย 

หลายคนยังมีความหวังทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยที่มีผลต่อการหลุดร่วงของเส้นผม แต่หลายคนที่ศีรษะล้านเป็นขุนช้างและล้านมานานหลายปีแล้ว โอกาสจะสมหวังคงเป็นไปไม่ได้เพราะรากผมฝ่อไปหมดแล้ว การจะไปกินยาหรือทายาเพื่อให้เส้นผมงอกอีกนั้นเป็นไปไม่ได้เพราะไม่มีรากผมเหลือแล้ว

ผมร่วงตามธรรมชาติ
วงจรชีวิตของเส้นผมแต่ละเส้นบนหนังศีรษะจะมี 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ‘ระยะของการเจริญเติบโต’ โดยเส้นผมที่งอกจากรากผมจะเจริญเติบโตประมาณ 1 เซนติเมตรต่อเดือน และจะสามารถคงอยู่บนหนังศีรษะได้ประมาณ 3-7 ปีในคนที่มีสุขภาพปกติ จากนั้นจึงจะเข้าสู่ระยะที่ 2 คือ ‘ระยะพักตัว’ ระยะนี้เส้นผมจะไม่เจริญเติบโตและรากผมจะหดและเริ่มฝ่อ ระยะพักตัวนี้จะใช้เวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์ก่อนจะเข้าสู่ระยะสุดท้ายคือ ‘ระยะหลุดร่วง’ ซึ่งรากผมและเส้นผมจะหลุดร่วงออกจากหนังศีรษะ ระยะนี้จะกินเวลาอีกประมาณ 3-4 เดือน และในที่สุดร่างกายจะมีปัจจัยต่างๆ มากระตุ้นให้เกิดการสร้างรากผมใหม่แทนที่รากผมที่ฝ่อและหลุดร่วงไป ในคนที่มีสุขภาพร่างกายปกติ เส้นผมบนหนังศีรษะส่วนใหญ่ประมาณ 80-95% จะอยู่ในระยะเจริญเติบโต ส่วนที่เหลือ 5-20% จะอยู่ในระยะหลุดร่วง ส่วนระยะพักตัวของเส้นผมจะสั้นมาก ดังนั้นเราจึงพบว่าทุกคนจะมีเส้นผมหลุดร่วงได้ทุกวัน ประมาณ 100-150 เส้นต่อวัน ซึ่งนับเป็นเรื่องปกติ อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์พบว่าผู้หญิง เส้นผมบนหนังศีรษะจะมีระยะที่ 1 คือระยะเจริญงอกงามนานกว่าผู้ชาย ทำให้ผู้หญิงมีเส้นผมดกหนานานกว่าผู้ชาย และในระหว่างตั้งครรภ์ เส้นผมจะยิ่งดก แต่เมื่อหลังคลอดบุตร เส้นผมจะหลุดร่วงมากกว่าปกติตามฮอร์โมนที่ลดลง

นอกจากความเข้าใจในวงจรชีวิตเส้นผมแล้ว ความแตกต่างในวัยยังมีผลต่อการเจริญงอกงามของรากผมและเส้นผมอีกด้วย ในวัยเด็กและวัยรุ่นซึ่งเป็น วัยเจริญพันธุ์ ร่างกายสมบูรณ์มีฮอร์โมนเพศสูงสุด แน่นอนเซลล์ทั่วร่างกายมีการแบ่งตัวและเจริญเติบโตเต็มที่ รากผมก็เช่นกัน จะมีรากผมใหม่เกิดทดแทนรากผมเก่าที่ฝ่อและหลุดร่วงไปทันที โดยมีอัตราการเจริญเติบโตมากกว่าอัตราการตายของรากผมรวมทั้งเซลล์อื่นๆ ทั่วร่างกายก็เช่นกัน ทำให้วัยเด็กและหนุ่มสาวมีเส้นผมดกแม้ว่าจะร่วงทุกวันก็ตาม แต่เมื่อคนเราย่างเข้าสู่วัยกลางคนและวัยชรา อัตราการเกิดของเซลล์ใหม่หรือรากผมน้อยกว่าอัตราการตายและหลุดร่วงของรากผม ทำให้ผมบางลงๆ พร้อมกับอายุที่เพิ่มขึ้น เพราะเส้นผมที่หลุดร่วงทุกวัน แต่รากผมไม่ได้งอกใหม่หรืออัตราการงอกน้อยกว่าอัตราการหลุดร่วงของเส้นผมนั่นเอง

ที่กล่าวไปข้างต้นเป็นเรื่องของธรรมชาติสำหรับคนที่มีสุขภาพสมบรูณ์ ดังนั้นหากพบว่าเราอยู่ในวัยกลางคนหรือวัยชรา หนังศีรษะมีผมบางก็เป็นเรื่องปกติไม่ต้องกังวลใจ และไม่ควรพยายามไปหาซื้อยาหรือวิตามินหรืออาหารเสริมหรือหายาอื่นใดมากินให้เสียเงินเสียทองอีก

ผมร่วงผิดปกติ
ผู้ที่มีเส้นผมร่วงมากผิดปกติจนผมบางลงอย่างสามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจน เกิดได้จากปัจจัยมากมายดังนี้
1 ผมร่วงชนิดชั่วคราว สาเหตุเช่น ความเครียดมากๆ เป็นระยะเวลานานๆ อาการผมร่วงมักจะตามมาโดยไม่รู้ตัว สามารถเกิดได้กับทุกวัยแม้แต่วัยเรียน อาจเกิดจาก การเจ็บป่วย เป็นไข้สูง หรือโรคต่างๆ หรือสาเหตุจากการเป็นโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน หรือ เกิดกับ หญิงหลังคลอดบุตร หรือใน ผู้ที่มีการกินยาบางชนิด เช่น ยาคุมกำเนิด เป็นต้น
การรักษา อาการผมร่วงชนิดชั่วคราวนี้ไม่จำเป็นต้องรักษา เพราะจะหายเองได้ เช่นเมื่อ
หายเครียดจากปัญหา หายจากอาการเจ็บป่วยที่เรื้อรังหรือเมื่อหยุดการกินยา เส้นผมจะเจริญหนาแน่นดังเดิมได้

2 ผมร่วงจากกรรมพันธุ์ เกิดจากสาเหตุทางพันธุกรรม และจากระดับของฮอร์โมน ‘เทสโทสเทอร์โรน testosterone’ ในร่างกาย พบได้ในทั้งหญิงและชาย แต่จะพบในชายมากกว่าหญิง
การรักษา ผมร่วงจากสาเหตุนี้แก้ได้ยากมากแม้ว่านักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์จะ
พยายามคิดค้นยาใหม่ๆ แต่ก็ยังไม่ได้ผล แพทย์ผิวหนังมักนิยมจ่ายยา เพื่อลดปริมาณของฮอร์โมนชนิดนี้ในร่างกาย หรือจ่ายยาลดความดันโลหิตซึ่งมีอาการข้างเคียงคือ การงอกของเส้นผม แต่เส้นผมที่งอกจะเป็นเพียงเส้นขนอ่อนๆ บางๆ เท่านั้น หรือแม้แต่ยากลุ่ม สเตรียรอยด์ ที่แพทย์บางท่านก็นิยมจ่าย แต่ผลลัพธ์ว่าจะมีเส้นผมงอกหนาได้นั้น คงเป็นไปได้ยากมากในกรณีของผมร่วงจากสาเหตุของพันธุกรรม แต่ที่แน่ๆ คือจะได้รับอันตรายจากยาอันตรายเหล่านี้

องค์ประกอบเคมีของผลิตภัณฑ์บำรุงผมหรือป้องกันผมร่วง
จะพบสินค้าเหล่านี้ขายดิบขายดี เพราะทุกคนอยากมีความหวังขอให้เส้นผมงอกงามดกหนาเหมือนวัยหนุ่มสาว (แม้ว่าจะใช้มานานปียังไม่ได้ผลแต่ก็ยังยินดีเสียเงินซื้อใช้ต่อไป) องค์ประกอบหลักทางเคมีมักประกอบไปด้วย

1.สารสำคัญในการกระตุ้นให้มีการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงรากผม เพื่อป้องกันผมร่วง มีมากมาย เช่น วิตามินชนิดต่างๆ รวมทั้งสารสกัดจากพืชสมุนไพรชนิดต่างๆ

2.สารอาหารในกลุ่มโปรตีน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้รากผมและเส้นผม

3.สารสำคัญที่มีประสิทธิภาพลดและควบคุมปริมาณไขมันของหนังศีรษะ และลดอาการอักเสบของต่อมไขมัน

4.สารสำคัญในการควบคุมการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์บนหนังศีรษะ

ข้อควรสังเกตและน่าคิด
หากยาและผลิตภัณฑ์ป้องกันผมร่วง มีประสิทธิภาพแก้ปัญหาผมร่วงได้ เราคงไม่ได้เห็นคนหัวเถิกหรือหัวล้านในผู้ชายได้ในทุกประเทศทั่วโลก สาเหตุจากพันธุกรรมคงต้องยอมรับ หรือมิฉะนั้นอาจแก้ปัญหาโดยการใส่วิกผมหรือชนิดถักทอเส้นผมลงบนหนังศีรษะ จะปลอดภัยกว่าการพยายามหาซื้อยาวิเศษที่อันตรายแต่ปราศจากความหวังมาเป็นที่พึ่ง



150 point

LINE it!





  เรื่องเกี่ยวข้อง: นิตยสารออนไลน์ ผมร่วง

ฉบับที่ 242 วิธีบรรเทาอาการร้อนใน

        อาการร้อนใน (Aphthous Ulcers) เป็นกันได้ทุกเพศวัย โดยอาการที่พบบ่อยคือ แผลในปาก (จุดขาวขอบแดงนูน) บริเวณเหงือก กระพุ้งแก้ม อาการร้อนใต้ลิ้นหรือในคอ ซึ่งเป็นอาการที่สร้างความรำคาญและรบกวนใจ ซึ่งสาเหตุแน่ชัดยังไม่สามารถระบุได้ อาจเกิดจากปัจจัยต่างๆ ทั้งปัจจัยภายใน ได้แก่ พักผ่อนน้อย เครียด แพ้อาหารหรือสารเคมี พันธุกรรม ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง หรือปัจจัยจากภายนอก เช่น อากาศร้อน กินอาหารแสลง ดื่มน้ำไม่เพียงพอ         ร้อนในไม่ใช่อาการร้ายแรงมักหายเองได้ในระยะเวลาประมาณสองสัปดาห์ เว้นแต่อาการลุกลามควรรีบพบแพทย์ แม้อาการร้อนในหายเองได้ แต่ก็มีวิธีบรรเทาอาการเพื่อให้ไม่รบกวนกายใจ ดังนี้         การดูแลทั่วไป        -        เลี่ยงอาหารรสจัด        -        การทำความสะอาดฟันควรระวังไมให้กระทบแผล        -        เลี่ยงการใช้น้ำยาบ้วนปากที่รสเผ็ดร้อน ควรใช้แบบอ่อน        -        การดื่มน้ำ อาจใช้หลอดดูดแทนการดื่มเพื่อไม่ให้น้ำโดนแผล        -        การบ้วนน้ำเกลือวันละ 2-3 ครั้ง        -        ดื่มน้ำและพักผ่อนให้เพียงพอ          การใช้ยา        -        ยาที่ใช้บรรเทาอาการร้อนในมีทั้งชนิดป้ายและรับประทาน ทั้งในรูปแบบยาแผนปัจจุบันและยาสมุนไพร ซึ่งสามารถปรึกษาเภสัชกรที่ร้านยาได้ หรือการใช้น้ำยาบ้วนปากชนิดต้านแบคทีเรีย          อาหารและเครื่องดื่มที่แนะนำเพื่อบรรเทาอาการร้อนใน         1.มะระขี้นก มีสรรพคุณแก้ร้อนใน อาจรับประทานในรูปแบบปั่นผลสด หรือใช้แบบผลิตภัณฑ์สกัดเย็นซึ่งรับประทานได้ง่าย        2.ใบบัวบก เครื่องดื่มน้ำใบบัวบก อย่างไรก็ตามใบบัวบกเป็นพืชที่พบว่ามีการใช้สารเคมีเกษตรสูง ควรเลือกแบบที่มั่นใจว่าปลอดภัยหรือล้างให้สะอาด        3.รางจืด ดื่มน้ำต้มรางจืดหรือชารางจืด ช่วยแก้ร้อนในและช่วยถอนพิษเมาต่างๆ        4.เก๊กฮวย ช่วยแก้ร้อนในได้ แต่ไม่ควรชงหวาน และดื่มบ่อยเพราะมีฤทธิ์ขับลมและระบายอ่อนๆ 

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 241 รับมือผดผื่นหน้าร้อน

        เมื่อถึงเดือนเมษา นอกจากต้องเตรียมรับมือเรื่องอาหารเป็นพิษ ลมแดดหรืออาการหมดสติจากอากาศร้อนแล้ว ผดผื่นหน้าร้อนก็เป็นปัญหาที่ก่อความรำคาญด้วยเช่นกัน แม้อาการของผดร้อนไม่ได้ร้ายแรงและจะดีขึ้นเองหากไม่เกิดปัญหาแทรกซ้อน แต่ถ้าไม่เป็นเลยจะดีกว่า         ผดร้อน เกิดจากต่อมเหงื่อที่อุดตันใต้ผิวหนัง กล่าวคือร่างกายคนเรานั้นมีวิธีระบายความร้อนด้วยการขยายหลอดเลือดแดงที่ผิวหนังและต่อมเหงื่อสร้างเหงื่อเพื่อช่วยระบายความร้อนออกทางผิวหนัง ถ้ามีการอุดตันของท่อเหงื่อก็จะเกิดตุ่มน้ำใสๆ หรือตุ่มเนื้อขึ้น โดยเฉพาะบริเวณ รักแร้ หน้าอก ข้อพับ หลังคอ ไหล่ หรือต้นขา บางคนก็แสดงอาการที่ใบหน้าและหนังศีรษะด้วย         แม้ภาวะผดร้อนจะไม่อันตรายแค่สร้างความรำคาญด้วยอาการคัน ถ้าไม่เกาจนเกิดแผลถลอกและติดเชื้อ อาการจะปรากฎไม่นาน เพียงไม่กี่ชั่วโมงและหายไปเอง อย่างไรก็ตามกับเด็กเล็ก ผู้ปกครองอาจต้องช่วยเหลือดูแลเพื่อไม่ให้ลุกลาม          การป้องกันผดร้อนต้องควบคุมที่สาเหตุคือ การหลั่งเหงื่อ นั่นคือหลีกเลี่ยงอยู่ในสถานที่ที่อากาศร้อนมาก พยายามอยู่ในที่ที่อากาศโปร่ง เย็นสบายหรือห้องปรับอากาศ หากอยู่กลางแจ้งอาจใช้ผ้าเย็นประคบเพื่อระบายความร้อนบริเวณผิวหนังที่มักเกิดปัญหาผดผื่น             ไม่ใส่เสื้อผ้ารัดรึงหรือเสื้อผ้าเนื้อผ้าหนาๆ ควรสวมใส่เสื้อผ้าจากเส้นใยธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการใช้โลชั่นหรือครีมเนื้อหนักป้องกันการอุดตันของต่อมเหงื่อ กรณีเด็กเล็กควรให้เด็กสวมเสื้อผ้าหลวมๆ ไม่ออกแดดนานและอาบน้ำเพื่อช่วยระบายความร้อนและล้างเหงื่อให้บ่อยขึ้น เลี่ยงการเช็ดตัวด้วยผ้าป้องกันแผลเสียดสี สำคัญตัดเล็บเด็กๆ ให้สั้นลดการเกาจนเกิดแผล         การรักษาผดร้อน         ธรรมดาอาการผดผื่นร้อนจะไม่รุนแรงและจะหายไปเอง แต่หากเกิดอาการแทรกซ้อนหรือรุนแรงขึ้นควรพบแพทย์เพื่อรักษาตามอาการ ซึ่งอาจได้รับยาแก้แพ้ หรือขึ้ผึ้งทาผิวเพื่อบรรเทาอาการ         การดูแลตนเอง อย่าเกาจนเกิดแผลถลอก อาจการแก้อาการคันด้วยการประคบความเย็น หรือใช้แป้งน้ำหรือโลชั่นคาลาไมน์ หรือลองด้วยสมุนไพรแบบไทยๆ ที่ใช้ดูแลรักษาผดร้อนกันมาแต่โบราณ อย่างใบพลู(ใบพลูที่กินกับหมาก) ด้วยการตำให้ละเอียดคั้นน้ำแล้วผสมกับเหล้าขาวชุบทาที่ผด ผดจะยุบตัวลง หรือใช้ฤทธิ์เย็นจากว่านหางจระเข้ โดยใช้วุ้นใสๆ ที่อยู่ในลำต้นแปะไปที่บริเวณผด สำหรับว่านหางสามารถเก็บวุ้นใสแช่เย็นไว้ใช้ในกรณีเกิดผดผื่นขึ้นมาอีก กรณีเผลอเกาจนเกิดแผลถลอก สมุนไพรที่ช่วยได้คือ ขมิ้นชัน ตำเหง้าให้แตกแล้วนำน้ำจากส่วนเหง้าทาบนแผลจะช่วยให้แผลสมานตัวไวขึ้น

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 240 ความเครียดกับการบำบัดด้วยกลิ่น

        รู้ไหมว่า ความเครียดเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผิวหมอง ผิวอักเสบหรือแม้แต่ผิวหยาบกร้าน ดังนั้นนอกจากการบำรุงผิวพรรณด้วยครีมบำรุงต่างๆ แล้ว การขจัดความเครียดก็ส่งผลให้สุขภาพผิวดีขึ้นได้ด้วย ตั้งแต่โบราณกาลมาการใช้กลิ่นหรือการดมกลิ่น เป็นวิธีการหนึ่งที่ถูกนำมาใช้เพื่อช่วยบำบัดภาวะเครียดหรือบรรเทาอาการเจ็บป่วยบางอย่าง สวยอย่างฉลาดรวบรวมวิธีลดความเครียดด้วยศาสตร์สุคนธบำบัดมาฝาก         กลิ่นช่วยกระตุ้นความทรงจำขึ้นมาได้ ทำให้ระลึกถึงเหตุการณ์ ประสบการณ์ และสภาวะต่างๆ ที่เคยมีได้ดี บางคนอาจจำกลิ่นอาหารที่พ่อแม่เคยทำให้รับประทานสมัยเด็กได้ หรือกลิ่นของดินหลังฝนตกใหม่ๆ ทำให้หลายคนจดจำหรือระลึกถึงครั้งที่ยังอยู่อาศัยใกล้ชิดกับธรรมชาติป่าเขา ท้องนาท้องไร่ การนำธรรมชาติกลับมาสู่ชีวิตด้วย “กลิ่นจากธรรมชาติ” จึงทำให้เกิดภาวะผ่อนคลายหรือ “ความสุข” ขึ้นมาได้พืชพรรณต่างๆ นั้นสามารถสกัดเอาแก่นหรือ essence ออกมาได้ผ่านการทำเป็นน้ำมันหอมระเหย ซึ่งผ่านการพิสูจน์มาแล้วว่า สามารถช่วยบรรเทาภาวะเครียด ลดความวิตกกังวล เพิ่มระดับความจำ หรือแม้แต่การบรรเทาอาการเจ็บปวดได้ เมื่อนำมาใช้อย่างถูกต้อง         วิธีการเลือกใช้น้ำมันหอมระเหย         1.เลือกผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ น้ำมันหอมระเหยจากธรรมชาติจะใช้คำว่า Pure Essential Oil ในขณะที่น้ำมันหอมระเหยสังเคราะห์จะใช้คำว่า Aromatic Oil FragranceOil หรือ Perfume Oil        2.หลีกเลี่ยงการกินหรือทาบริเวณปาก เนื่องจากน้ำมันหอมระเหยเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ภายนอก จึงไม่ควรกินหรือทาบริเวณเนื้อเยื่ออ่อนเด็ดขาด         3.ห้ามใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะอาจส่งผลกับยาที่กิน (เสริมฤทธิ์หรือลดฤทธิ์ยา) และอาจเกิดการเสพติดซึ่งไม่ก่อให้เกิดผลดี        4.ไม่ควรใช้กับเด็กโดยเฉพาะทารกและเด็กวัยหัดเดิน และผู้ที่มีความเสี่ยงแพ้หรือไวต่อน้ำมันหอมระเหย         วิธีใช้น้ำมันหอมระเหย         มีหลายวิธีแต่ที่ได้รับความนิยม คือการใช้เครื่อง aroma diffuser หรือเครื่องพ่นไอน้ำ โดยผสมน้ำมันหอมระเหยลงไปในน้ำเพื่อให้ไอน้ำที่ออกมาเป็นตัวนำน้ำมันหอมระเหยออกมา ทำให้กลิ่นสามารถอยู่ในอากาศรอบตัวได้หลายชั่วโมงเหมาะกับการใช้ในห้องปิด         หรือการนำขวดใส่น้ำมันที่เสียบก้านไม้ โดยก้านไม้ด้านหนึ่งจุ่มอยู่ในน้ำมันที่ผสมแล้ว กลิ่นจะกระจายออกมาผ่านกิ่งไม้นี้ ซึ่งมีแบบสำเร็จรูปขายหรือทำเองง่ายๆ ด้วยการหา ขวดแก้วหรือเซรามิกที่มีขนาดพอเหมาะปากขวดแคบ กิ่งไม้แห้งที่ยาวสองเท่าของขวด  จากนั้นให้ผสมน้ำมันหอมระเหยกลิ่นที่ชอบร่วมกับน้ำมันที่จะใช้เป็นตัวนำ (น้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะกอก) ในสัดส่วนน้ำมันหอมระเหย 30% และน้ำมันตัวนำ 70% แล้วเทส่วนผสมลงในขวด ใส่ก้านไม้ลงไปรอประมาณ 2-3 ชั่วโมง ให้ก้านซึมซับน้ำมันไว้เต็มที่ จากนั้นกลับด้านก้านไม้ ให้ด้านที่ชุ่มน้ำมันอยู่ด้านบน กลับก้านไม้เมื่อกลิ่นจางลงหรืออาทิตย์ละครั้ง และอีกวิธีหนึ่งคือ การจุดเทียนหอม ทั้งนี้วิธีการขึ้นอยู่กับความสะดวกและไลฟ์สไตล์ส่วนบุคคล ซึ่งทั้งสามวิธีสามารถนำพากลิ่นให้ช่วยนำอารมณ์ ความรู้สึก และประสบการณ์แห่งป่าและธรรมชาติกลับมาสู่เรา รวมถึงทำให้เราได้รับประโยชน์จากสารสกัดต่าง ๆ จากพืชพรรณนานาชนิดได้อีกด้วย  แหล่งข้อมูล วิธีใช้น้ำมันหอมระเหยจาก “หนังสือเปิดใจให้ธรรมชาติ” หน้า 91-95

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 239 ใช้แปรงสีฟันไฟฟ้าดีไหม

        แปรงสีฟันไฟฟ้าถูกผลิตขึ้นเพื่อใช้กับผู้ที่ไม่สามารถแปรงฟันแบบปกติได้ เช่น ใช้มือหรือแขนได้ไม่คล่อง กล้ามเนื้อบ่าไหล่มีปัญหา ผู้สูงวัย ฯลฯ  เรียกว่าเป็นตัวช่วยเพื่อให้แปรงฟันได้สะดวกขึ้น ต่อมาแปรงสีฟันไฟฟ้าได้ถูกพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ใช้งานได้สะดวกมากขึ้นทั้งในผู้ที่มีปัญหาและคนปกติ โดยลดจุดอ่อนของมันหลายอย่าง เช่น ความเทอะทะ ด้ามจับ แบตเตอรี เพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งานที่น่าสนใจ รวมทั้งจุดอ่อนสำคัญคือราคาที่แพงมากๆ ซึ่งปัจจุบันราคาของแปรงสีฟันไฟฟ้านั้นเริ่มถูกลงมาก มีหลายแบรนด์พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อแข่งขันเอาใจผู้บริโภคทำให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นโดยมีตั้งแต่ราคาระดับหลักร้อยถึงหมื่น จึงมีผู้ให้ความสนใจต้องการใช้งานเพิ่มมากขึ้น ลองมาดูกันว่า ถ้าจะเลือกใช้แปรงสีฟันไฟฟ้าต้องพิจารณาเรื่องใดบ้าง วิธีการใช้งาน        หลักการทำงานของแปรงสีฟันไฟฟ้าจะใช้ระบบสั่นในการทำความสะอาด เมื่อเริ่มใช้งานเปิดสวิตช์หัวแปรงจะหมุนขนแปรงโดยอัตโนมัติ ผู้ใช้เพียงวางหัวแปรงหรือจ่อเบาๆ ที่ผิวฟันสักพักหนึ่งแล้วเลื่อนไปทีละซี่ เรื่อยๆ จนกว่าจะทำความสะอาดฟันครบทุกซี่และทุกด้านในช่องปาก ตรงนี้จะเป็นเรื่องของความสะดวกหรือความชอบบางคนอาจรู้สึกดี แต่บางคนอาจชอบแบบการแปรงด้วยแปรงสีฟันธรรมดาซึ่งเราจะสามารถควบคุมความหนักเบาในการแปรงได้ตามใจ ประสิทธิภาพการดูแลสุขภาพฟัน        จากการศึกษางานวิจัยกว่า 30 ชิ้น ที่เปรียบเทียบประสิทธิภาพในการขจัดคราบจุลินทรีย์และป้องกันโรคเหงือกของแปรงสีฟันธรรมดากับแปรงสีฟันไฟฟ้าพบว่า โดยทั่วไปไม่พบความแตกต่างมากนัก         อย่างไรก็ตามการใช้แปรงสีฟันไฟฟ้าสามารถช่วยทำให้หินปูนขึ้นที่ผิวฟันได้น้อยลง เนื่องจากปกติผิวฟันมีประจุเป็นลบ หินปูนมีประจุเป็นบวกหินปูนจึงยึดติดกับผิวฟัน การใช้แปรงสีฟันไฟฟ้าจะไปเปลี่ยนผิวฟันให้มีประจุเป็นบวกหินปูนจึงขึ้นที่ผิวฟันได้น้อยลง ลูกเล่นหรือฟังก์ชันการใช้งานเสริม         แน่นอนว่าแปรงสีฟันไฟฟ้าจะมีมากกว่า ทั้งระบบการแจ้งเตือนเรื่องเวลาในการทำความสะอาดฟันแต่ละซี่ หรือแจ้งเมื่อผู้ใช้ลงน้ำหนักมือมากเกินไป หรือระบบพ่นน้ำขนาดเล็กที่เพิ่มมาเพื่อกำจัดคราบจุลินทรีย์ เศษอาหารในซอกฟัน ฟังก์ชันมากน้อยขึ้นอยู่กับราคาของผลิตภัณฑ์ ยิ่งมีฟังก์ชันเพิ่มขึ้นราคายิ่งแพงขึ้น ข้อควรคำนึงในการซื้อแปรงสีฟันไฟฟ้า         เลือกรุ่นและราคาที่เหมาะกับการใช้งาน โดยพิจารณาเรื่อง ระบบการสั่นของหัวแปรง รอบระยะเวลาการเปลี่ยนหัวแปรง ความแข็งแรง(เคยมีกรณีหัวแปรงหลุดขณะใช้งาน) แบตเตอรีเป็นแบบชาร์ตหรือแบบใช้ถ่าน ประสิทธิภาพความจุของแบตเตอรี รอบการใช้งานต่อการชาร์ตหนึ่งครั้ง ส่วนเรื่องฟังก์ชันพิเศษ ขึ้นอยู่กับกำลังซื้อและความชอบส่วนบุคคล         การใช้แปรงสีฟันไฟฟ้าแน่นอนว่า ค่าใช้จ่ายจะแพงกว่าแปรงสีฟันธรรมดา ดังนั้นก็แล้วแต่ดุลพินิจและกำลังทรัพย์มากน้อยของผู้ซื้อแปรงสีฟัน

อ่านเพิ่มเติม>

ความคิดเห็น (0)