ฉบับที่ 131 พลังงานไทย เพื่อใคร

 

“ก๊าซ LPG เขาไม่อยากให้ใช้เลย ซึ่งในส่วนภาคครัวเรือนนั้น อาจจะใช้อยู่ คือถ้าหากเขาบอกให้ประชาชน
ไปใช้ “ถ่านหุงข้าว” ได้หมด โดยที่ไม่มีใครโวยวายเขาคงอยากให้ทำ เพราะว่า LPG นั้น ปิโตรเคมีมันต้องการใช้ แล้วคนของ ปตท.ที่เคยมาชี้แจงกับกรรมาธิการนั้นบอกว่าการผลิตของปิโตรเคมีจะได้กำไร 9 – 20 เท่า ในขณะที่ใช้ในการหุงต้มและการขนส่ง มูลค่าจะเพิ่มขึ้นไม่เท่าไร และต้องถามต่อไปว่า กำไรที่เพิ่มขึ้น 9 – 20 เท่านั้น เงินเข้ากระเป๋าใคร...”


จากการตามติดอย่างชนิดกัดไม่ปล่อยในเรื่องพลังงาน วันนี้เราลองมาเปิดโลกเรื่องพลังงานไทยกันอีกครั้ง กับท่าน สว.รสนา โตสิตระกูล ดูกันว่าเธอค้นพบอะไรที่ไม่ชอบมาพากลในระบบพลังงานไทยบ้าง

ปัญหาใหญ่สุดของกิจการพลังงานประเทศนี้คืออะไร

การขึ้นราคาเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกับแนวโน้มที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ เพราะราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกลดลง ในขณะที่เรากำลังจะขึ้นราคาสวนทาง คิดว่ากลไกในการจัดการของภาครัฐต้องถือว่าไม่ได้ทำหน้าที่อย่างเดือนตุลาคม 2554 เมื่อดูจากแหล่งก๊าซธรรมชาติ Henry Hub ในเดือนตุลาคม ปี 54 อยู่แค่ กก.ละ 4 บาท


ในขณะที่ ปตท.ประชาสัมพันธ์ต้นทุนที่แท้จริงของราคาก๊าซ NGV ว่าเป็นเท่าไร ได้จะแสดงตัวเลข 3 ส่วน ส่วนที่ 1 ราคาเนื้อก๊าซ ซึ่งเขาบวกกำไร ค่าบริหาร ค่าผ่านท่อ ไว้เรียบร้อยแล้วเพราะฉะนั้น 8.39 บาท/กก.


จากตัวเลขที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ รวมทั้ง ปตท.ซึ่งเคยชี้แจงกรรมาธิการ แล้วเราเทียบตั้งแต่ปี 46 จนถึงปี 51 ราคาก๊าซในตลาดโลก กับราคาก๊าซจากปากหลุมที่ ปตท.ซื้อ ของเราจะถูกกว่าตลาดโลกตั้งแต่ 45 % จนถึง 67%  การที่เค้าตั้งราคา 8.39 บาท จะเห็นว่าสูงกว่าราคาตลาดโลกมากกว่า 100 %  ถือเป็นการเอากำไรเกินควร จุดนี้จำเป็นต้องตั้งคำถามโดยเฉพาะกระทรวงพลังงานทำไมปล่อยให้มีการแสวงหากำไรเกินควร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปตท.ยังเป็นรัฐวิสาหกิจโดยงบประมาณมีรัฐบาลถือหุ้น 52% รัฐก็น่าจะสามารถกำกับราคา ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ได้ จะมาเอาเปรียบประชาชนอย่างนี้ได้อย่างไร


ส่วนที่สองที่ ปตท.ชี้แจงคือค่าบริหารจัดการและการขนส่ง 5.56 บาท ค่าภาษีอีก 1.01 บาท รวมทั้งหมดแล้ว 14.96 บาท ซึ่งราคานี้ทาง ปตท.อ้างว่าเป็นราคาที่สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยกำหนด จากตัวเลขการโฆษณา ถ้าเรานำต้นทุนค่าก๊าซ 8.39 บาท บวกด้วยค่าขนส่ง 5.56  บาท ค่าใช้จ่ายในการขนส่งจะเท่า 40 % ของต้นทุนทั้งหมดถือว่าเยอะมากนะ


ทีนี้มาดูราคาเนื้อก๊าซ ถ้าตลาดโลก กก.ละ 4 บาท ของบ้านเราก็จะ กก.ละ 2 บาท ค่าขนส่งจะกลายเป็น 73%  ธุรกิจอะไรที่ค่าขนส่ง 73% นั้นเป็นธุรกิจที่ไม่ควรทำอยู่แล้ว ค่าการบริหาร 40 – 73 % อันนี้เป็นอะไรที่ไร้เหตุผลสิ้นดีเลยนะ เป็นกิจการที่รัฐไม่ควรส่งเสริมเลย แต่ทำไมรัฐถึงพยายามส่งเสริมถึงขนาดนำเงินจากกองทุนน้ำมันไปให้รถแท็กซี่ เพื่อให้เปลี่ยนจากถึง LPG มาเป็น NGV แล้วอุดหนุนเงินอย่างน้อยปีละ 3,600 ล้านบาทช่วยค่าขนส่งกิโลกรัมละ 2 บาท  รัฐยอมควักเงินตัวเอง ซึ่งก็มาจากภาษาประชาชนมาให้กับกิจการที่ไม่มีประสิทธิภาพ


ถ้าราคาพลังงานในตลาดโลกมันถูกกว่าในบ้านเรา ก็นำเข้ามาเลย บ้านเรากิโลกรัม 8.39 บาท ก็ให้เก็บไว้ลูกหลานใช้ แล้วให้ซื้อเข้ามาจากต่างประเทศเลยกิโลกรัมละ 4 บาท  ซื้อเลย


เวลาจะขายบอกว่าราคาตลาดโลกราคาเท่านั้นเท่านี้  แต่ต้นทุนไม่ยอมใช้ราคาตลาดโลกบ้าง  เพราะฉะนั้นก็นำเข้าเลย ราคาถูกกว่าตั้งเยอะ แล้วก็เก็บพลังงานที่แพงๆ ไว้ ให้ลูกหลานใช้ ก็ของเรามันแพง ก็ต้องเก็บไว้ใช้ จริงไหม ซื้อของคนอื่นมาใช้ดีกว่า ถูกกว่าเยอะ


เหมือนนโยบายที่ออกมาก็ส่งเสริมให้คนใช้แต่ก๊าซ NGV

เขาต้องการให้รถเล็กเปลี่ยนมาใช้ NGV ทั้งหมด ส่วน LPG เขาไม่อยากให้ใช้เลย ซึ่งในส่วนภาคครัวเรือนนั้น อาจจะใช้อยู่ คือถ้าหากเขาบอกให้ประชาชนไปใช้ “ถ่านหุงข้าว” ได้หมด โดยที่ไม่มีใครโวยวายเขาคงอยากให้ทำ เพราะว่า LPG นั้น ปิโตรเคมีมันต้องการใช้ แล้วคนของ ปตท.ที่เคยมาชี้แจงกับกรรมาธิการนั้นบอกว่าการผลิตของปิโตรเคมีจะได้กำไร 9 – 20 เท่า ในขณะที่ใช้ในการหุงต้มและการขนส่ง มูลค่าจะเพิ่มขึ้นไม่เท่าไร และต้องถามต่อไปว่า กำไรที่เพิ่มขึ้น 9 – 20 เท่านั้น เงินเข้ากระเป๋าใคร ก็เข้ากระเป๋าคนเพียงกลุ่มเดียว ในขณะที่ก๊าซธรรมชาติมาจากทรัพยากรในประเทศ ซึ่งทุกคนมีสิทธิที่จะได้ใช้  ตอนนี้เขาไม่กล้าให้ประชาชนไปใช้ “ถ่านหุงข้าว” เขาก็เลยต้องยอมกล้ำกลืนว่าตรงนี้ต้องใช้


แต่ว่ารถนั้นเขาไม่อยากให้ใช้ก็พยายามดึงภาคขนส่งให้มาใช้ NGV  แต่หลังจากที่ส่งเสริมให้คนมาใช้ NGV ให้มากขึ้นก็จะเกิดปัญหาว่า “การผูกขาด” โดยเจ้าเดียว เขาจะขึ้นราคาอย่างไรก็ได้ โดยเฉพาะเมื่อมีกระทรวงพลังงาน ที่ไม่กำกับดูแล แต่กระทรวงพลังงานกลายเป็นหน่วยงานที่คอยเอื้ออำนวยความสะดวกให้กับบริษัท ปตท. เพราะฉะนั้นมันก็กลับตาลปัตร กระทรวงพลังงานจะทำหน้าที่คอยกำกับให้กำหนดราคาที่เป็นธรรมกับผู้บริโภค และให้ราคาไม่กระทบต่อการครองชีพ  เพราะว่าเวลาก๊าซขึ้นราคานั้นส่งผลกระทบเป็นห่วงโซ่ ค่าขนส่งเพิ่มขึ้นใช่ไหม

 

คิดอย่างไรกับบทบาทของกระทรวงพลังงาน

เป็นส่วนที่คอยเปิดช่องให้ ปตท. มากกว่าการเป็นผู้กำกับ อย่างกรณีที่มีการออกประกาศให้ก๊าซ NGV มีส่วนประกอบของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ถึง 18% ซึ่งสูงกว่ามาตรฐาน 6 เท่า เพราะในระดับโลกให้มีได้ไม่เกิน 3 % แล้วต้องบอกว่าการส่งเสริมก๊าซ LPG นั้นเป็นกลไกที่บิดเบี้ยว เพราะเนื่องจากเขาไม่ต้องการให้คนไปก๊าซ LPG ที่ไปแข่งกับธุรกิจปิโตรเคมีของเขา  ก็เลยต้องพยายามดันให้ทุกคนที่จะต้องใช้พลังงานที่เป็นก๊าซ หันไปใช้ NGV เพราะคนที่หันมาใช้ก๊าซหนีราคาน้ำมันใช่ไหม


สิ่งที่ต้องถามต่อไปก็คือกิจการของก๊าซ NGV ผลักภาระให้กับประชาชนทั้งนั้นเลย 1.ถึงบรรจุก๊าซต้องนำเข้าจากต่างประเทศ 100% ทำเองไม่ได้ เพราะฉะนั้นยิ่งส่งเสริมให้ใช้มากขึ้นเท่าไรก็จะเสียงบดุลให้กับต่างประเทศ เพราะต้องนำเข้าถัง และถังบรรจุกำหนดไว้ว่าสามารถรับ Co2 ได้ 3 % แต่ในบ้านเราล่อซะ 18 % มากกว่า 6 เท่า จริงๆ ต้องมีระบบตรวจเช็คทุก 5 ปีด้วยว่า ถังที่ใช้เสื่อมสภาพหรือยัง และยิ่งกว่านั้นเปิดให้มี Co2ถึง 18 % ถังก็จะเสื่อมขึ้น 6 เท่านะ ไม่มีการตรวจสอบระบบเหล่านี้เลย  แล้วค่าดูแลรถที่ใช้ก๊าซ NGV สูงกว่ารถที่ใช้ LPG มาก ภาระก็ตกอยู่กับประชาชน


สิ่งเหล่านี้รัฐทำอะไรบ้าง...ไม่ทำอะไรเลย ยังสมควรที่จะเป็นรัฐอยู่ไหม?  ทำไมไม่ทำหน้าที่ตรง หรือมีมาเพื่อจะเป็น “กระดองหุ้ม ปตท.” เท่านั้นเอง กระทรวงพลังงานตอนนี้เป็นกระดองหุ้ม ปตท.นะ ปตท.เป็นเนื้ออยู่ข้างใน


ปตท. ถือว่าเป็นหน่วยงานที่เป็นรัฐวิสาหกิจ แต่มีการหมุนเวียนของเงินมากกว่ากระทรวงการคลังซึ่งถือหุ้นใหญ่ของภาครัฐ 3 เท่า ถือว่าใหญ่กระทรวงการคลังไหม คิดว่ากระทรวงพลังงานจะควบคุม ปตท.ได้ไหม  เมื่อมีเงินมากกว่าก็ย่อมที่จะเป็นฝ่ายคอนโทรล  กระทรวงพลังงานก็จะถูกคอนโทรล รวมทั้งตลาดหลักทรัพย์ด้วย  พวกนี้มีมาร์เก็ตแท็บอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ 30 % เพราะฉะนั้นมันเป็นกระบวนการที่ขาดธรรมาภิบาลอย่างยิ่งในการบริหารแบบนี้  แต่มันยังอยู่ไ/ด้...เพราะอะไร...มันต้องถูกตั้งคำถาม


ปตท.ถูกแปรรูปมาเพื่อให้เกิดการแข่งขันใช่ไหม ถูกแปรรูปออกมาเพื่อที่จะเป็นอิสระจากรัฐจะได้ไม่ถูกผูกขาดใช่ไหม แล้วทำไมรัฐถึงให้เอกชนมาผูกขาด

 

แบบนี้เรียกว่าฉ้อราษฎร์โดยสุจริตได้ไหม

(หัวเราะ) กฎหมายจริงๆ เขาก็ไม่ได้ให้ทำนะ เพราะว่ากฎหมายมาตรา 84 (5) ที่บอกว่ารัฐต้องส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีให้เป็นธรรมและต้องป้องกันการผูกขาด ไม่ว่าโดยทางตรง ทางอ้อมและต้องคุ้มครองผู้บริโภค เพราะฉะนั้นจะผูกขาดทั้งทางตรง หรือทางอ้อมไม่ได้ แต่นี่ผูกขาดตรงๆ เลย แบบนี้อยู่ได้อย่างไร แล้วรัฐบาลก็ออกกฎเอื้อเขาตลอดเลย


กระทรวงพลังงานเคยมาชี้แจงที่กรรมาธิการ เรื่องการให้มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 18 % นี่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคนะ เพราะจ่ายเงิน 100 บาท แต่จะได้เนื้อก๊าซแค่ 82 นะ ที่เหลือเป็นขยะ กระทรวงพลังงานชี้แจงว่าจำเป็นต้องออกหลักเกณฑ์นี้มาเพื่อให้ธุรกิจพอจะดำเนินต่อไปได้


อ้าว...นี่ตกลง จะคุ้มครองธุรกิจใช่ไหม ไม่คุ้มครองผู้บริโภค รัฐธรรมนูญ บอกให้คุ้มครองธุรกิจเหรอ รัฐธรรมนูญเคยบอกหรือว่าจะต้องส่งเสริมธุรกิจเสรีที่เป็นธรรมและให้ผูกขาดทั้งทางตรงและทางอ้อม และคุ้มครองธุรกิจ รัฐธรรมนูญเขียนอย่างนั้นหรือเปล่า ไม่ได้เขียนอย่างนั้นเลย (หัวเราะ) แต่ทำไมรัฐบาลทำตรงกันข้าม คือไม่มีใครไปจัดการกับเขา เพราะว่าระบบของเรามันยังมีจุดโหว่ค่อนข้างมาก กฎหมายดีมีเยอะแต่ไม่มีการบังคับใช้  จึงทำให้สภาพการณ์แบบนี้ยังคงดำรงอยู่


ดูที่ก๊าซ NGV สาเหตุสำคัญก็มาจากก๊าซ LPG นี่ล่ะ ก๊าซ LPG สามารถดึงส่วนประกอบอย่างก๊าซโพเพน และบิวเทน ซึ่งเป็นก๊าซที่สามารถนำไปใช้ในปิโตรเคมีต่างๆ  ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มตั้งแต่ 9 – 20 เท่า แต่การที่กระทรวงพลังงานต้องจัดสรรให้เกิดการใช้ที่แบ่งปันกัน จะให้ภาคปิโตรเคมีทั้งหมดไม่ได้ หรือให้ภาคครัวเรือนหันไปใช้ถ่านหุงข้าว ก็พูดไม่ได้ใช่ไหม หรือจะภาคขนส่งมีคนออกมาพูดกันเยอะว่าใช้กับรถไม่น่าจะใช้กับรถเลย ไม่มีประโยชน์ ในขณะเดียวกันต่างประเทศอย่างฮ่องกงให้รถแท็กซี่มาใช้ก๊าซ LPG แทนดีเซล


จริงๆ ของในประเทศเรามันถูกหมด แต่ว่าตอนแรกที่เขาขายก๊าซ NGV นั้นเขาบอกว่าเป็นของเหลือ หากยังจำโฆษณายุคแรกๆ ที่ชักชวนให้รถแท็กซี่ รถบ้าน เปลี่ยนจากการใช้ก๊าซ LPG มาใช้ NGV ด้วยการให้ราคาที่ถูกกว่า เพราะว่าราคาก๊าซ LPG ราคา กิโลกรัมละ 18.13  บาท ช่วงที่ขาย NGV ในช่วงแรกๆ ขายที่ราคา 8.50 บาท เพื่อตัดราคา LPG ให้คนหันมาใช้ NGV เพราะราคาถูกกว่า แต่ตอนนี้เขาก็จะขยับราคาก๊าซ NGV ให้ขึ้นไป กิโลกรัมละ 14.50 บาท เพราะเขาจะเทียบราคาจากดีเซล หากราคาดีเซล 30 บาท เขาก็จะขายในราคาครึ่งหนึ่งของน้ำมันดีเซล อาจจะ 14.50 บาท หรือ 15 บาท ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ไร้เหตุผล เอามาตรฐานที่ไหนมาคิดว่าทำไมต้องเป็นครึ่งหนึ่งของน้ำมันดีเซล  ทั้งที่ในต่างประเทศ พลังงานที่จะสามารถทดแทนกันได้ “ต้องแข่งกัน” และให้ประชาชนมีสิทธิเลือกว่าจะเลือกใช้อะไร  แต่บ้านเราเขากำหนดให้หมดเลยว่าคุณใช้อันนี้ราคานี้  คุณใช้อันนั้นราคานี้  มันไม่ใช่ราคาที่เกิดจากการแข่งขัน เป็นราคาที่เกิดจากการกำหนด แต่เวลาพูดก็จะบอกว่า “เราใช้กลไกตลาด” นี่เป็นกลไกตลาดตรงไหน


ไม่มีกลไกการตลาดเลย แต่ชอบอ้างกลไกการตลาด ความจริงพลังงานทั้งหมดมันต้องแข่งกันมันถึงจะได้ราคาที่เป็นธรรม พอไม่มีการแข่งขัน ทีนี้ไม่ว่าจะมีการลงทุนแย่ขนาดไหน ก็โยนภาระมาให้ผู้บริโภคซึ่งเป็นคนสุดท้ายที่จะต้องรับกรรม เหมือนผู้ใช้ระบบไฟฟ้าทั้งหลาย ที่ลงทุนผิดพลาดแล้วโปะมาลงที่ค่า Ft หมด


LPG ไม่อยากขาย แต่ลองให้รัฐไม่ตรึงราคา แล้วปล่อยให้เท่ากับราคาตลาดโลก รับรอง ปตท.จะต้องบอกว่า ให้รถเล็กมาใช้ได้เลย เพราะได้กำไรเท่ากัน ไม่ต้องส่งขายเมืองนอก และจะไม่มีการห้ามให้รถเล็กใช้  ตอนนี้รัฐมีการตรึงราคา LPG ไว้ทำให้ นโยบายต่างๆ มันบิดเบือนให้คนมาใช้ NGV  ในขณะที่ NGV สร้างภาระมหาศาล

 

การขึ้นราคาก๊าซ ประชาชนทำอะไรได้บ้าง

ต้องเดินขบวนหรือเปล่า (หัวเราะ) พี่คิดว่าจริงๆ แล้ว จำเป็นต้องมีเสียงจากสังคม เพราะถ้าไม่มีเสียงจากสังคมขึ้นมา รัฐบาลก็ไม่ได้สนใจอะไร ถ้าหากประชาชนยังเงียบก็จะขึ้นราคาแบบนี้ไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้เหนือรู้ใต้ เพราะฉะนั้นเสียงสะท้อนจากประชาชนก็จะมีผลช่วยได้  แต่เขาก็ฉลาดนะมีการทำบัตรเครดิตพลังงานไว้รองรับ แต่นี่อาจจะเป็นช่วงโปรโมชั่นใช่ไหม ไม่ใช่ให้ตลอดไป แต่ให้เพื่อที่จะลดกระแสเพื่อไม่ให้ออกมาโวยวายใช่ไหม และจะให้บัตรเครดิตพลังงานไปได้นานเท่าไร แต่การที่ออกบัตรเครดิตพลังงานนั่นก็เงินของเราอีก ในที่สุดเราก็เสียเงินอยู่ดี แค่ควักกระเป๋าซ้าย ย้ายไปกระเป๋าขวา


และเป็นวิธีการที่รัฐผ่องถ่ายกำไรให้กับเอกชน แต่ขาดทุนมาอยู่ที่รัฐ หนี้มาไว้ที่รัฐ แต่กำไร ไปให้กับเอกชน แปลว่าอะไร แปลว่ารัฐก็มีเอี่ยวด้วยใช่ไหม   เราเคยถามไหมว่า 48% ที่ถือหุ้นของ ปตท. มีนักการเมืองเข้าไปถือหุ้นเท่าไร ไม่เคยถูกเปิดเผย ว่าใครถือหุ้น มีฝรั่งหัวดำที่ไหนบ้างที่มาถือหุ้นในกองทุนนอมินีทั้งหลาย รวมทั้งข้าราชการกระทรวงพลังงานที่เข้าไปนั่งในบอร์ด ปตท. ก็เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน ทั้งโบนัส ทั้งเบี้ยประชุม เพราะฉะนั้นการใช้อำนาจตัดสินใจแบบนี้ก็เท่ากับใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้กับตัวเองด้วย


ประชาชนต้องออกมาออกเสียง ส่งเสียง ไม่ใช่เงียบ เพราะความเงียบคือการยอมรับ และต้องตั้งคำถามว่าราคาแบบนี้เป็นธรรมไหม

แหล่งข้อมูล: กองบรรณาธิการ

250 point

LINE it!





  เรื่องเกี่ยวข้อง: นิตยสารออนไลน์ รสนาโตสิตระกูล

ฉบับที่ 228 เมื่อนวดไทย เป็นมรดกของโลก

“เมื่อปลายปี 2019 คณะกรรมการร่วมระหว่างรัฐบาลเพื่อการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก มีมติประกาศให้นวดไทยติด 1 ใน 15 มรดกโลกทางวัฒนธรรมของยูเนสโกประจำปี 2019 ซึ่งจัดประชุมครั้งที่ 14 ขึ้นที่โบโกตา ประเทศโคลอมเบีย มติของยูเนสโกให้ขึ้นบัญชี "นวดไทย" (Nuad Thai, traditional Thai massage) เป็นตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity) พร้อมกับมรดกวัฒนธรรมฯ จากประเทศอื่นๆ อีก 14 ประเทศ” ฉลาดซื้อจึงขอร่วมแสดงความยินดีกับเรื่องนี้ ด้วยการพา ดร. ภก.ยงศักดิ์ ตันติปิฎก หัวหน้าหน่วยวิจัยระบบภูมิปัญญาสุขภาพ สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ เล่าถึงความดีงามของนวดไทย ว่าทำไมยูเนสโกเห็นว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของโลก ทำไมยูเนสโกจึงเลือก “นวดไทย”         ทำไมยูเนสโกเขาคิดเรื่องว่าเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม หรือมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้   ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญอันหนึ่ง ก็คือว่าในโลกของยุคสมัยใหม่มันมีลักษณะการจดสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ ของสิทธิ์ต่างๆ ในหลายลักษณะมากที่เขาเรียกว่าทรัพย์สินทางปัญญา แล้วก็การแสดงความเป็นเจ้าของมันก็ทำให้เกิดผลกระทบกับสิ่งที่เป็นวัฒนธรรม ซึ่งมีการสร้างสรรค์โดยมนุษย์ในอดีตที่ผ่านมาเยอะแยะ เพราะว่าถ้าเมื่อไรผูกขาดความเป็นเจ้าของโดยใครคนใดคนหนึ่งจะกระทบคนอื่นที่เขาเคยใช้ประโยชน์ อันนี้เป็นเหตุสำคัญอันหนึ่งที่ทำให้ต้องคิดถึงว่า แล้วจะปกป้องคุ้มครองสิ่งที่เป็นวัฒนธรรมเหล่านี้ เป็นความรู้เป็นการปฏิบัติที่คนเคยทำกันมาแล้วสืบทอดกันมาได้อย่างไร ไม่ให้ถูกฉกฉวยเอาไปเป็นจดสิทธิบัตรของที่โน่น ที่นี่ ที่นั่น จดสิทธิความเป็นเจ้าของ ของใครคนใดคนหนึ่ง อันนี้ก็เรียกว่าเป็นภัยคุกคามต่อเรื่องวัฒนธรรมของมนุษย์         เพราะฉะนั้นเขาก็เลยคิดว่ายูเนสโกควรมีบทบาทในการทำเรื่องนี้โดยการขึ้นทะเบียน ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า List Type ผมอยากจะแปลเป็นภาษาไทยว่าเป็นการประกาศจารึกไว้ว่า นี่มันเป็นสมบัติของมนุษยชาติ เพราะฉะนั้นเขาก็ใช้อนุสัญญาฉบับนี้เพื่อที่จะทำให้ประเทศต่างๆ มาทำเรื่องนี้ด้วยกัน เพราะฉะนั้น หัวใจของการที่ได้ขึ้นจารึกว่าเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมหรือมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่ขึ้นไปเป็นของประเทศนั้นประเทศนี้คนอื่นห้ามมาใช้ มันจะคนละ concept  คนละวิธีคิดกับเรื่องของสิทธิบัตรคนละเรื่องกันเลย มันไม่ใช่การแสดงความเป็นเจ้าของ แต่มันเป็นการแสดงว่าเป็นของมนุษยชาติที่โลกนี้มนุษย์ควรจะต้องช่วยกันดูแล ช่วยกันคุ้มครองอย่าให้มันสูญหาย ต้องช่วยกันดูแล concept ตรงนี้ ต้องเข้าใจกันให้ชัด เพราะว่าผมได้มีโอกาสไปคุยกับราชการบางส่วนที่พอเห็นว่า  นวดไทยขึ้นยูเนสโกแล้วอยากจะโหนกระแส โดยไม่เข้าใจ concept ของเขา แล้วก็จะบอกว่าถ้าเราได้ขึ้นยูเนสโกอย่างนี้เราก็จะไปขอจดสิทธิบัตรได้ไหม เพราะนี่เขารับรองเป็นมรดกโลกแล้ว ผมบอกไปว่าคนละเรื่องกัน ความต่างของนวดไทยกับนวดแบบอื่นๆ         ขอบเขตของนวดไทยไม่ใช่แค่นวดภาคกลางแต่หมายถึงนวดพื้นบ้านด้วย นวดพื้นบ้านที่อยู่ตามภูมิภาคต่างๆ มันมีภูมิปัญญาของเขาเกิดขึ้นมาเอง สัดส่วนของร่างกายในแต่ละภาคจะมีชื่อเรียกของเขา กระบวนการนวดรักษาแตกต่างกัน  ฤาษีดัดตนกับนวดไทยก็ไม่รวมกัน         คือเราบรรยายในเอกสารที่เราเสนอยูเนสโกว่า เรื่องของนวดไทยเราเป็นทั้งศาสตร์เป็นทั้งศิลปะในการดูแลสุขภาพของคนไทยที่ไม่ใช้ยา โดยใช้มือผสมกับกาลเวลา โดยมีตัวทฤษฎีที่เป็นหลักการสำคัญก็คือเรื่องของเส้นโดยเฉพาะเส้นประธาน 10 ในส่วนของตรรกะอาจจะมีส่วนที่ใกล้กับราชสำนัก(นวดแบบหนึ่ง) ก็จะมีองค์ความรู้ที่เป็นระบบมากหน่อย ก็จะมีเรื่องของเส้นประธาน 10 อย่างชัดเจน   ในส่วนที่แตกต่างกันไปตามหัวเมือง concept เรื่องเส้นกับลมก็ยังมีอยู่อย่างชัดเจน ไม่ต่างกัน แล้วก็เรื่องของธาตุที่เข้ามาเกี่ยวข้องคือ ธาตุทั้ง 4 คือเขาจะอยู่บนๆ เพียงแต่ว่าความลึกความละเอียดมันอาจจะมีความแตกต่างกัน แต่สุดท้ายก็ concept เดียวกันคือเรื่องเส้น เรื่องลม เรื่องธาตุที่จะมาจัดการกับความเจ็บป่วยโดยใช้มือกับส่วนต่างๆ ของร่างกายไม่เน้นใช้ยา         แล้วก็เราก็พยายามทำให้กระจ่างบอกว่า concept เรื่องเส้นประธานของเราก็ไม่ได้เหมือนกับทางจีนทางอินเดียเสียทีเดียว มันก็มีความแตกต่างกัน มีบางคนชอบพูดว่าเราเอามาจากอินเดียพอเราไปดูอินเดียก็ไม่เห็นมี นวดจีนก็เป็นอีกแบบก็มีเส้นลมปราณของเขา ซึ่งเราก็เคยเชิญอาจารย์จากปักกิ่งมา เขาก็มาสาธิตวิธีการนวดของเขาแลกเปลี่ยนกับของเรามันก็มีความแตกต่างอย่างชัดเจน ทฤษฎีเส้นประธาน 10 ของเราของเขาก็ไม่มี เขามี 12 14 เส้นของเขา ส่วนของอินเดียเขาก็มีจักรกะต่างๆ ซึ่งเป็นตำแหน่งของพลังงาน แต่ก็มีแนวดีที่คล้ายของเรา แนวอินทารา   แต่ก็ไม่ใช่ตรงกันเสียทีเดียวชื่ออาจจะพ้องกันสามเส้นสี่เส้นก็แล้วแต่ แต่ว่าทิศทางหรือการนำมาใช้ก็คนละเรื่องกัน พูดง่ายๆ คือคนละศาสตร์กัน         แต่ว่าของบางอย่างมันก็อาจจะมีบางอย่างที่คล้ายคลึงกันได้ เพราะมันก็อยู่บนร่างกายมนุษย์เหมือนกัน ซึ่งตรงนี้เราก็พยายามจะทำให้ชัดเจนว่ามันก็เป็นลักษณะที่มีความเฉพาะของไทยเรามีความเฉพาะเจาะจงพอสมควรเพื่อป้องกันว่าจะมีคนอ้างว่า เช่นนวดไทยเป็นของอินเดียเราไปเสนอได้อย่างไร อันนี้เพื่อจะเคลียร์ประเด็นพวกนี้ ต่อไปนี้เราจะไม่พูดว่านวดไทยมาจากอินเดียเพราะมันไม่มีหลักฐาน นวดไทยมาจากจีนมันไม่มีหลักฐาน พูดไปโดยไม่มีหลักฐานมันไม่เกิดผลดีอะไร เราควรจะพูดจากสิ่งที่ปรากฏแล้วเราก็อาจจะสันนิษฐานว่ามันมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันในลักษณะไหน อาจจะเกิดการแลกเปลี่ยนกัน มันเป็นเรื่องปกติของวัฒนธรรมที่เวลาคนไปมาหาสู่กันก็แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน แต่จะบอกว่าอันนี้มาจากที่นั่นที่นี่โดยตรงมันพูดยาก ยกเว้นบางเรื่องชัดๆ อย่างเช่น พุทธศาสนามาจากพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าอยู่ที่อินเดียตอนเหนือถึงแม้กระนั้นก็ตามก็ยังมีคนเถียงอยู่นะว่าไม่จริงหรอกอันนี้ก็ว่ากันไป วัฒนธรรมมันเป็นสิ่งที่สืบทอดกันมายาวนานใช้เวลา การจะพูดอะไรควรจะพูดจากหลักฐานที่มีอยู่พูดเกินเลยหลักฐานมันสร้างปัญหา แล้วอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่า จริงๆ การทำงานชิ้นนี้ไม่ได้ต้องการแสดงสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ เราต้องการบอกว่าของเหล่านี้มีคุณค่าต่อมนุษย์เท่านั้นเอง การนวดมีอันตรายไหม          คนที่นวด นวดไปทำไม นวดไปเพื่ออะไร จากที่ไหนคุณภาพเชื่อถือได้ไม่ได้อย่างไรตอนนี้เป็นปัญหาใหญ่ซึ่งราชการเขาก็พยายามทำอยู่ บางอย่างเช่น ทำให้นวดทั่วๆ ไปมีสถานที่ ที่ด้รับการรับรองแล้วคนนวดก็ผ่านการอบรมมาในระดับที่เขาพอยอมรับได้ แต่ว่านวดพวกนี้เป็นนวดที่ไม่ได้เน้นการรักษาโรคเป็นการนวดเพื่อผ่อนคลายเพื่อความสบาย แต่ว่าประชาชนที่ไปนวดบางทีเขาก็คาดหวังว่านวดแล้วมันก็ต้องแก้โน่นแก้นี่ให้เขาได้ เพราะฉะนั้นเขาก็ไปบางทีหมอก็อาจจะต้องทำในสิ่งที่เกินความสามารถของเขา บางทีก็ทำในสิ่งที่มันอาจจะยิ่งซ้ำเติมเพราะว่าความรู้กับประสบการณ์ก็อาจจะยังน้อยแต่ว่าไปทำในเรื่องที่เกินขีดความสามารถของตัวเอง แล้วก็อาจจะไปทำในสิ่งที่เป็นอันตรายเกิดขึ้น อันนี้มันก็ทำให้เกิดผลเสียโดยรวม         ในช่วงสักสองสามปีที่ผ่านมามันจะเจอเคสที่นวดแล้วเป็นอันตราย ซึ่งมันก็ปนๆ กันตอนนี้คนนวดอย่างที่ว่ามันหลากหลายมากเราก็ไม่รู้ว่าพวกไหนเป็นพวกไหน แต่ตอนนี้สิ่งที่ราชการเขาพยายามทำคือ ตะล่อมให้เข้าไปอยู่ในที่ทางที่เขาดูแลได้ นอกจากนั้นก็ถือว่าผิดกฎหมาย แต่ว่าที่ผิดกฎหมายที่ทำกันอยู่เยอะแยะที่ไม่ได้ขออนุญาตตามกฎหมาย  ก็ยังมีอยู่เยอะแยะแล้วก็อาจจะทำดีบ้างไม่ดีบ้างปนๆ เราก็ไม่รู้ไม่สามารถประกันอะไรได้ทั้งนั้น อาจจะมีคนมีฝีมืออยู่ในนั้นก็มี มีคนที่ตั้งตัวมาแล้วก็ทำในจุดในสิ่งที่อาจจะเกิดอันตรายร้ายแรงก็ได้ก็ไม่มีใครรู้ อันนี้ก็เป็นปัญหาที่ประชาชนเองก็ต้องระวัง แล้วก็อย่าคิดว่าการนวดมันจะเกิดผลดี ถ้านวดโดยคนที่ไม่มีความชำนาญมันก็เกิดผลเสียแล้วก็ในบางกรณีก็อาจจะเกิดอันตรายที่ร้ายแรงได้ โดยเฉพาะการนวดในข้อห้ามต่างๆ ที่ไม่ให้นวดกัน มันก็มีนะข้อห้ามในการนวดมันก็มีอยู่ ไปนวดก็เกิดอันตรายอาจจะถึงแก่ชีวิตได้ ตำแหน่งบางแห่งของร่างกายเราก็ไม่ให้นวดเพราะว่ามันมีความเสี่ยง เช่นอาจจะไปทำให้เกิดการบาดเจ็บของเส้นประสาท อาจจะทำให้เกิดอัมพาตตามมาก็ได้ ในบางที่ ในบางท่า แล้วก็อาจจะถึงแก่ชีวิตด้วยซ้ำในบางตำแหน่งเช่นไปกดประตูลมตรงท้อง โดยที่ไม่รู้ว่าผู้ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดโป่งพองในท้องกดไปก็หลอดเลือดแตกทันทีเลย มันก็อันตรายพวกนี้ถ้าคนที่เขาเรียนมาเยอะพอเขาจะรู้ข้อระวังพวกนี้แล้วเขาจะต้องมีวิธีตรวจหรือต้องซักประวัติสอบถามจนแน่ใจว่าไม่เข้าข่ายที่จะเกิดอันตรายได้เขาถึงจะทำ         เพราะฉะนั้นการนวดมันก็มีสองด้านเรื่องความปลอดภัยก็เป็นเรื่องที่ต้องระวังมากๆ คนที่อบรมมาน้อยเรียนมาน้อยหรือว่าเรียนแบบงูๆ ปลาๆ ก็อาจจะไม่ค่อยเข้าใจเรื่องพวกนี้ก็กล้าทำในสิ่งที่ไม่ควรทำเพราะรู้น้อย หรือถ้าคนที่เรียนมากรู้มากขึ้นเขาก็จะรู้ข้อจำกัดตัวเองว่าทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราต้องเข้าใจประชาชนที่จะไปใช้บริการเองก็ต้องเข้าใจว่าหมอมีหลากหลายมาก เรียนมาหลากหลายมากบางคนก็รู้น้อยบางคนก็อาจจะรู้มากมีประสบการณ์มากมันต้องพิจารณาให้ดีก็ไม่ง่ายที่จะไปพิจารณาว่าใครเป็นคนที่มีความรู้มีประสบการณ์ก็ไม่ได้ง่ายซะทีเดียว ขึ้นอยู่กับว่าตัวเราต้องช่างสังเกต เราจะสังเกตหมอนวดอย่างไร         ตอนนี้คือถ้าหากว่าไม่แน่ใจก็ต้องยังไม่เสี่ยงที่จะไปนวดกับคนที่เรายังไม่รู้จักไม่แน่ใจ อย่าคิดว่านวดมันมีแต่ผลดีอาจจะเกิดผลเสียแทรกซ้อนได้ ถ้าทำโดยคนที่ไม่รู้ ถ้าเราไม่แน่ใจก็อย่าให้เขานวด ส่วนหนึ่งมันจะมีการนวดที่อยู่ในคลินิกหรือในสถานพยาบาลอันนี้ก็จะถือว่าน่าเชื่อถือได้มากที่สุดแล้ว เพราะว่าการที่เขามีคลินิกเปิดคลินิกได้มันก็ต้องผ่านการรับรองโดยราชการต้องมาอนุญาตแล้วก็เขาต้องมีใบประกอบวิชาชีพ คนที่มีใบประกอบวิชาชีพต้องมีความรับผิดชอบสูงกว่าคนที่ไม่มี เพราะว่าถ้าเขาทำอะไรผิดพลาดเขาก็จะถูกถอนใบอนุญาตได้คือตัดอาชีพเขาเลย แล้วคนที่จะมาเปิดคลินิกรักษาโดยมากโดยส่วนใหญ่มักจะเป็นคนที่แน่ใจว่าตัวเองมีฝีมือพอสมควร   มีความรู้พอสมควรที่จะทำแล้วมีคนมาหาแล้วก็อยู่ได้อยู่รอด เพราะว่าการเปิดสถานพยาบาลหรือคลินิกมันต้องลงทุนมันมีค่าใช้จ่าย ถ้าไม่แน่ใจก็ไม่กล้าเปิด แต่ถ้าร้านนวดเล็กๆ นวดในที่ไม่ต้องอะไรมากมายก็การลงทุนก็อาจจะไม่เยอะก็ตั้งตัวขึ้นมาแล้วก็นวดๆ ไป นวดไทยมีบริการที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพหรือยัง         มีอยู่หลายตัวอย่างที่เขาทำๆ กันอยู่หลายที่แล้วเขาก็ทำกับชุมชนแล้ว รพ.สต ก็ไปสนับสนุนให้เขาอยู่ได้แล้วก็ดูแลกัน ก็มีพ่อหมอมาช่วยกันผลัดเปลี่ยนกันมาช่วยดูแลชาวบ้านช่วยกันดูแลผู้ป่วยอาจจะใช้สถานที่ในศาลาประชาคมของหมู่บ้าน บางที่เขาก็ใช้อย่างนั้นแต่ว่าก็ต้องมีการจัดการเพราะว่ามันก็ต้องมีคนมาช่วยจัดการถึงจะไปได้ แล้วก็บางทีก็ต้องหาเงินหาทุนมาสนับสนุนสิ่งของเครื่องใช้บางอย่างจะให้ชาวบ้านลงทุนเองทั้งหมดก็จะทำยาก เท่าที่ผมไปเห็นมาแล้วก็ราชการก็ลงมาสนับสนุนแล้วก็ช่วยดู ส่วนของเจ้าหน้าที่  ที่เป็นทางฝ่ายสาธารณสุขเขาก็จะเข้าใจในเรื่องสิ่งที่จะต้องระมัดระวังสิ่งที่อาจจะเกิดผลแทรกซ้อน ก็จะช่วยกันดูแลช่วยกันควบคุมดูแลกำกับกันให้อยู่ในกรอบไม่สร้างปัญหา ถ้าเกิดว่าทำอะไรที่มันล่อแหลมเกินไปอันตรายเกินไปก็ต้องคอยเตือนๆ กันว่าท่านี้นวดแบบนี้มันอาจจะเสี่ยงเกินไป มีคนช่วยกันดูก็จะทำให้มันลดปัญหาลงไปได้ ปัจจุบันมีการจัดระเบียบการควบคุมราคา เรื่องความปลอดภัยในการใช้บริการไหม         คือเราเสนอให้หน่วยงานรับผิดชอบจะต้องดูแลเรื่องนี้ให้เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งเขาก็พยายามทำอยู่พยายามอยู่แต่ว่าเนื่องจากเรื่องการนวดมันกว้างขวางมันแพร่หลายมากก็เห็นใจว่ามันไม่ได้ง่าย แต่ว่าคนที่จะทำได้ก็คือราชการเพราะมีกลไกมีมือไม้ทุกจังหวัดอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าก็ต้องช่วยกันสอดส่องดูแลห้ามปรามกัน เพราะว่าถ้าทางราชการไม่ไปห้ามปรามไม่ไปดูแล  มีคนหนึ่งทำได้โดยผิดกฎหมายคนอื่นก็ทำตามเขาอ้างว่าคนนั้นก็ทำได้ฉันก็ทำบ้าง อันนี้ราชการเองก็ต้องคอยกวดขันห้ามปรามอาจจะต้องถึงขั้นจับกุมในบางกรณีเพื่อให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย กฎหมายมันมีอยู่เรื่องพวกนี้แต่ว่าเราจะบังคับใช้กฎหมายพวกนี้มากน้อยแค่ไหน

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 227 “ที่นี่เป็นพื้นที่ ที่ค่อนข้างห่างไกล ชุมชนหลายๆ ชุมชนก็ยังไม่มีไฟฟ้าเลย โซลาร์เซลล์จึงไม่ใช่ทางเลือกแต่มันเป็นทางหลักของเขา”

                เช้าวันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม 2562 กองทุนแสงอาทิตย์ กรีนพีซประเทศไทย และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลท่าสองยาง จ.ตาก ได้ร่วมกันเปิดตัวโรงพยาบาลแสงอาทิตย์ท่าสองยาง การติดตั้งโซลาร์เซลล์ของโรงพยาบาลท่าสองยางด้วยกำลังผลิตติดตั้ง 35 กิโลวัตต์ในครั้งนี้ นับเป็นโรงพยาบาลแสงอาทิตย์แห่งที่ 6 ของไทยและเป็นแห่งแรกของภาคเหนือ ที่ได้จากเงินบริจาคของประชาชนผ่านกองทุนแสงอาทิตย์ ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านค่าไฟฟ้า ทำให้สามารถนำงบประมาณที่ประหยัดจากค่าไฟฟ้าไปพัฒนาโรงพยาบาลเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วย และยังเป็นการช่วยลดการพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวคิดของโครงการฯ ทั้งนี้คาดว่าจะสามารถประหยัดค่าไฟฟ้าให้กับโรงพยาบาลได้แห่งนี้ได้มากกว่า 200,000 บาทต่อปี และระบบจะยังคงใช้งานต่อเนื่องถึง 25 ปี          โรงพยาบาลท่าสองยาง เป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 60 เตียง ตั้งอยู่ที่ ต.แม่ต้าน อ.ท่าสองยาง จ.ตาก มีพื้นที่ด้านทิศตะวันตกติดชายแดนรัฐกะเหรี่ยงของประเทศเมียนมาร์หรือพม่า ริมแม่น้ำเมย พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าเขาสูงตามแนวทิวเขาถนนธงชัย ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงโดยโรงพยาบาลท่าสองยางให้บริการดูแลทั้งประชาชนชาวไทย ชาวปกากะญอ และชาวพม่าประเทศเพื่อนบ้านด้วย          แม้ว่างบประมาณจะจำกัด แต่ทุกชีวิตที่มาถึงโรงพยาบาลท่าสองยางสำคัญที่สุด          “การที่โรงพยาบาลท่าสองยางเข้าร่วมโรงพยาบาลแสงอาทิตย์ แล้วก็มีการติดโซลาร์เซลล์ 35 กิโลวัตต์ อันแรกก็คือจะเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายของทางโรงพยาบาลเอง ซึ่งตกเดือนละประมาณ 17,000 บาท ปกติค่าไฟโรงพยาบาลอยู่ที่สองแสนถึงสามแสนบาทต่อเดือน ซึ่งมันก็จะลดได้ปีหนึ่งสองสามแสน คิดว่ามันคงเป็นโครงการนำร่องแล้วก็อาจจะเป็น ตัวอย่างให้กับพื้นที่อื่นๆ ที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลโดยการติดโซลาร์เซลล์ อีกอย่างหนึ่งมันก็เป็นพลังงานที่สะอาด ที่เราคิดว่ามันอาจจะต้องลงทุนช่วงแรก แต่ว่ามันก็จะมีคืนทุนในระยะยาวได้ ซึ่งของเราที่ผมคำนวณดูก็ประมาณ 5 ปี ก็จะคืนทุนได้ แต่เผอิญเราได้มาเป็นการบริจาคมันก็จะเริ่มตั้งแต่ใช้ไฟวันแรก มันก็ลดลงได้เลย เรายังไม่มีต้นทุนเริ่มต้นเพราะเป็นเงินบริจาค         ใช่ๆ ก็อยากให้หลายๆ ที่ เชิญชวนหลายๆ ที่ที่เป็นหน่วยงานราชการเพราะว่ามันจะใช้ไฟช่วงกลางวันเป็นส่วนใหญ่ ถ้าเราสามารถติดได้มันก็จะลดปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าของเราลงได้ ก็อาจจะไม่ต้องไปสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ซึ่งมันก็ใช้งบประมาณมากแล้วก็มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย ชุมชนคิดเห็นอย่างไรและหน้าฝนที่นี่ฝนหนักจะเป็นปัญหาหรือไม่         ที่นี่เนื่องจากเป็นพื้นที่ ที่ค่อนข้างห่างไกล ชุมชนหลายๆ ชุมชนก็ยังไม่มีไฟฟ้าเลย โซลาร์เซลล์จึงไม่ใช่ทางเลือกแต่มันเป็นทางหลักของเขา แต่ว่าหลายๆ ที่ผมคิดว่าการมีกิจกรรมนี้มันก็จะส่งผลให้ชุมชนโดยเฉพาะหน่วยงานราชการที่ทุกที่ก็มีปัญหาเรื่องค่าไฟ ค่าไฟเยอะ ถ้าเขาได้เริ่มมีการติดตั้งก็จะช่วยลดเรื่องค่าใช้จ่ายของเขาไปได้ แม้ในหน้าฝนก็อาจจะมีปัญหาบ้างเพราะว่าฝนที่นี่ค่อนข้างชุกแล้วก็เมฆเยอะ คือพอหน้าฝนหลายๆ ที่เขาก็ใช้พลังน้ำก็มี สำหรับโรงพยาบาล คิดว่าแผงโซลาร์ใช้ได้ดี เพราะปัจจุบันที่ตอนหลังมันก็มีประสิทธิภาพมากขึ้นมันก็จะเก็บและรับแสงได้ดีขึ้น เรื่องแดดน้อยในบางฤดูอาจไม่เป็นปัญหา ปัญหาสุขภาพของพื้นที่แถบนี้คืออะไร         ชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นชุมชนกระเหรี่ยง จะมีปัญหาเรื่องโรคติดต่อทั้งในเขตชายแดนแล้วก็ระหว่างประเทศ เช่น ปีที่ผ่านมาก็จะมีเรื่องหัด เรื่องไข้เลือดออกที่ระบาด แล้วก็มีโรคอื่นๆ เช่น ไข้สมองอักเสบ ก็จะมีอยู่บ้าง แล้วก็ส่วนหนึ่งจะไม่มีหลักประกันสุขภาพ ซึ่งตรงนี้เขาก็จะไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาล เรา (รพ.)ก็ต้องเป็นคนจ่ายเอง อันนี้ก็จะทำให้เงินในโรงพยาบาลเองต้องเอาไปช่วยเหลือผู้ป่วยกลุ่มนี้ด้วย ถ้าประหยัดค่าไฟไปได้บ้าง ก็จะช่วยเหลือคนไข้ได้มากขึ้น พลังงานแสงอาทิตย์ช่วยลดค่าใช้จ่าย ลดภาระของโรงพยาบาลได้อย่างไร         พลังงานสะอาดหรือว่าพลังงานแสงอาทิตย์ ประเทศไทยมีเหลือเฟือ ถ้าเราสามารถมีโซลาร์เซลล์แล้ว มันก็สามารถลดค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลลง เราจะนำเงินไปใช้ในเรื่องการดูแลผู้ป่วยที่มีจำนวนมาก รวมทั้งเรื่องค่าตอบแทนของเจ้าหน้าที่ ซึ่งทำงานหนักได้ เป็นการสร้างขวัญกำลังใจ ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่ามันมีความสำคัญแล้วก็คิดว่ามันก็จะเป็นประโยชน์ระยะยาวสำหรับประเทศไทยในเรื่อง ต้นแบบของพลังงานสะอาดด้วยครับ  โรงพยาบาลต้องช่วยเหลือชาวบ้านที่อยู่ฝั่งพม่าด้วยไหม        ใช่ๆ มีคนฝั่งพม่าด้วยเพราะว่าโรงพยาบาลก็ไม่ไกลจากพม่าเท่าไหร่ ประมาณ 600 เมตร แล้วก็ส่วนหนึ่งคนไข้เอง แม้กระทั่งที่อยู่ในประเทศไทยมานานแล้ว หลายๆ คนก็ตกสำรวจทำให้ไม่มีสิทธิในเรื่องการรักษาพยาบาล ตรงนี้ปีหนึ่งก็ประมาณ 10 กว่าล้านบาท ซึ่งก็ค่อนข้างมากสำหรับโรงพยาบาลเล็กๆ ขนาดนี้ คนที่อยากช่วยเหลือทางโรงพยาบาลสามารถทำอะไรได้บ้าง         ก็อาจจะเป็นเรื่องของการบริจาคเสื้อผ้านะครับตอนนี้ เพราะสภาพอากาศค่อนข้างหนาว ซึ่งเราก็จะไปจัดวันเด็กคือเดือนมกราคม แต่เรายังไม่ได้กำหนดวันเพราะเราจะได้จัดตรงกับวันเด็กที่รัฐบาลประกาศ มันก็มีกิจกรรมอยู่แล้ว ก็จะไปจัดบนดอย ก็จะเป็นเรื่องการบริจาคเสื้อผ้ารวมถึงพวกยาสามัญ ยาทั่วๆ ไปเราก็รับ รับตลอดปีอย่างเช่น ยาพาราเซตามอล ยาลดน้ำมูก ยาแก้ไอ แก้หวัด เรารับได้ตลอด คือพวกนี้ถ้าเป็นยาเรื้อรังมันอาจจะไม่ตรงกับที่เขากินประจำ บางทีคนแก่เขาก็ไม่รู้ว่ามันเหมือนกันไหม อันนี้เป็นยาสามัญที่แก้ไข้แก้ปวด  ยานวด อย่างนี้มันก็จะไม่เป็นไร ปัจจุบันโรงพยาบาลมีโครงการพิเศษอะไรบ้าง          ก็มี “มูลนิธิโรงพยาบาลท่าสองยางเพื่อชนชายขอบ” เราก็เอาผลิตภัณฑ์ของชุมชนมาขาย คือ หลายๆ โรคมันเกี่ยวกับความจน เช่น คลอดก่อนกำหนด มันมีคำว่า Social determinants of Health ซึ่งปัจจัยที่กำหนดเรื่องสุขภาพ มันก็คือจะมีการประกอบอาชีพ สุขอนามัย อะไรอย่างนี้ ซึ่งมันส่งผล แล้วก็มองว่าที่นี่มันไม่ค่อยมีงานให้ชาวบ้านทำ แล้วชาวบ้านส่วนใหญ่ก็จะไปปลูกพืช อย่างที่เราเล่นเรื่องกาแฟนี่ ผมไปฟังผู้ใหญ่เขาพูด เขาก็มีความคิดว่าเขาไม่อยากตัดไม้ทำลายป่า ครั้งแรกนี่ปลูกแต่ข้าวโพดมันสำปะหลัง หมายถึงปลูกที่ผ่านมา แล้วยิ่งถ้าไปบนดอยนี่จะตกใจมากเพราะเป็นภูเขาข้าวโพดหมดเลย ซึ่งผู้ใหญ่เขาก็มีความคิดว่าเขาไม่อยากตัดไม้ทำลายป่าแล้ว เขาก็อยากให้ชาวบ้านมีอาชีพ เขาก็เลยส่งเสริมให้มีการปลูกกาแฟ แล้วมันก็คงมีปัญหาเรื่องการจำหน่ายด้วย ช่องทางการจำหน่ายเขาก็มีจำกัด เราก็เลยรับมาช่วยจำหน่ายโดยมูลนิธิของโรงพยาบาล แล้วก็พวกย่ามก็เป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน ตอนนี้กำลังมีความคิดว่าอยากจะทำเหมือนเป้ญี่ปุ่น อยากได้มาสคอตของอำเภอ แต่คือพอมันเป็นของอำเภอมันก็ไม่รู้ว่าต้องให้ใครทำ คือเป็นมาสคอตของมูลนิธิฯ ก็อาจให้มูลนิธิฯ คิด หรือว่าเป็นตัวแทนก็คิด อย่างพวก OTOP ช่วงหลังก็ไม่ค่อยเท่าไหร่พอเปลี่ยนรัฐบาลแล้วก็เงียบ แต่คือมันดีนะครับ หมายความว่ากิจการนี้น่าจะไปได้ น่าจะเข้ากับพื้นที่ สินค้ามีขายที่ไหนบ้างคะ         เข้ามาซื้อที่โรงพยาบาลได้ แล้วก็มี Page Facebook ของมูลนิธิโรงพยาบาลท่าสองยางเพื่อชนชายขอบ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วย คนยากไร้ และ ด้อยโอกาส คนข้างนอกก็สั่งได้ หรือมาซื้อที่นี่ได้เลย

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 226 อาสาสมัคร มูลนิธิพุทธฉือจี้ไต้หวันในประเทศไทย

“พ.ศ.2509 ท่านธรรมาจารย์ เจิ้งเหยียน อาศัยจิตวิญญาณ “ยับยั้งชั่งใจ อุตสาหะ มัธยัสถ์ ฟันฝ่าอุปสรรค” จนสามารถก่อตั้งมูลนิธิฉือจี้ขึ้น ณ เมือง    ฮวาเหลียน ไต้หวัน ในยุคแรกลูกศิษย์ซึ่งเป็นภิกษุณี 6 รูป ต่างช่วยกันเย็บรองเท้าเด็กเพิ่มวันละหนึ่งคู่ และแม่บ้าน 30 คน ต่างช่วยกันออมเงินลงในกระบอกไม้ไผ่ ออมบุญวันละ 50 สตางค์ เพื่อดำเนินงานการกุศลของฉือจี้ ปัจจุบันมูลนิธิฉือจี้มีสำนักงานและจุดติดต่อรวมทั้งสิ้น 56 ประเทศ โดยให้การช่วยเหลือผู้คนทั่วโลกไปแล้ว 92 ประเทศ” ที่ประเทศไทย สุชน แซ่เฮง อาสาสมัคร มูลนิธิพุทธฉือจี้ไต้หวันในประเทศไทย ได้เล่าให้เราฟังว่า จุดเริ่มต้นการเป็นอาสาสมัคร         สมัยเรียน ผมเรียนหลักคิดของท่านขงจื้อ อันนี้หมายถึงที่ไต้หวันนะ   ชอบมากสังคมแบบนั้น ตอนหลังผมมาพบว่ามันมีหลายส่วนคล้ายๆ กับสังคมไทยในอดีต มีหลายส่วนคล้าย แต่เหมือนว่ามันไกลจากตัวเรา ในสมัยท่านขงจื้อ 2,600 ปีก่อน หรืออย่างสมัยพุทธกาลก็เหมือนกัน เหมือนเป็นอุดมการณ์อย่างหนึ่งที่ไกลมาก แล้วเราจะเดินไปถึงได้อย่างไรกับอุดมการณ์และสังคมแบบนั้น พอผมมามีเพื่อนเป็นชาวคริสต์ เขาเรียกผมไปพบที่มูลนิธิฉือจี้ประเทศไทยซึ่งที่ตั้งเดิมที่อยู่รัชดาซอย 3 ผมก็ไป         “เขาบอกว่ามูลนิธินี้เปิดใหม่ เป็นมูลนิธิที่ดีควรเข้าร่วม ตอนนั้นจะไม่มีหนังสือไทยเลย โปสเตอร์ต่างๆ ก็เป็นภาษาจีนหมด ผมไปยืนอ่าน แล้วก็ดูภาพ และก็อ่านข้อความข้างใน แค่ตรงนั้นเอง  ผมบอกว่าอันนี้น่าสนใจมาก” มันมาเชื่อมต่อกับตอนที่เราเป็นหนุ่มๆ ที่บอกว่ามันทำให้สังคมนี้เกิดได้ ตอนนั้นผมก็ไม่รู้ว่าอะไรคือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา พอเขาเอามาแปลเป็นเรื่องการกุศล การรักษาพยาบาล การศึกษาและวัฒนธรรม ผมเห็นการกุศลอย่างเดียวเท่านั้น การทำของฉือจี้ก็จะทำให้สังคมของท่านขงจื้อเกิดได้ระดับหนึ่งแล้ว เฉพาะแค่หนึ่งภารกิจ แล้วภารกิจต่อๆ ไปมันเป็นภารกิจที่ผมเห็น แก้ปัญหาสังคมไทย แค่ดูกับอ่านอันนี้มันไม่พอ         หลังจากนั้นก็มีการลงมือปฏิบัติ สัมผัสคนไทย การสัมผัสเป็นการพิสูจน์อย่างหนึ่งว่า ใช่หรือไม่คนไทยในอดีตเป็นแบบนั้น ถึงแม้ว่าตอนนี้มันไม่ค่อยเหมือน แต่ว่ายังมีหลงเหลืออยู่หรือเปล่า ใกล้ยี่สิบปีแล้ว ไปหลายๆ จังหวัดและไปอยู่ตามบ้านนอกเลยยิ่งมั่นใจเลยว่าใช่ สังคมของคนไทยในอดีตคล้ายมาก การทำงานจิตจอาสาแบ่งเวลาอย่างไร สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ยั่งยืน         ตรงนี้สำคัญที่สุดเลย ที่ศาสนาพุทธพูดถึงคือ ทางสายกลาง อย่าเกินและอย่าขาดเกินไป คนเราไม่ว่าคุณจะยุ่งขนาดไหนคุณจะมีเวลากับสิ่งนั้นๆ ถ้าคุณคิดว่าสิ่งนั้นมีคุณค่า อันนี้สำคัญมาก แต่ถ้าบอกว่าไม่มีเวลาแปลว่าสิ่งนั้นไม่ได้อยู่ในหัวใจเรา    อันนี้ไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิด เป็นเรื่องปกติ หมายถึงอย่างนี้ ฉะนั้นผมก็เห็นหลายๆ ท่าน ชาวฉือจี้ปัจจุบันยุ่งมากแต่เขาก็เจียดเวลามาช่วย เฉพาะคนไทยหลังๆ นี่ เป็นแพทย์ พยาบาล ใครจะมีเวลายุ่งมากกว่าแพทย์ พยาบาล เหนื่อยก็เหนื่อยงานก็หนักเวลาส่วนตัวก็น้อย แต่เวลาที่เหลืออยู่เทให้ฉือจี้หมด เขาเห็นคุณค่าถ้าไม่เห็นคุณค่าเขาก็จะมองว่าแค่เป็นมูลนิธิฉือจ         อันที่หนึ่งคำว่ามูลนิธิเราถูกตีกรอบแล้ว เหมือนอย่างที่เรา  คุ้นชินกัน อันที่สองพอเป็นชื่อมูลนิธิฉือจี้ คนเราถูกบ่มเพาะมาแล้วในเรื่องความแตกต่าง การแยกแยะให้เป็นสองส่วน โดยเฉพาะพวกเก่งวิทยาศาสตร์มันจะต้องมีสองอย่างมาชนกัน พอมองฉือจี้ว่าเป็นมูลนิธิถึงเวลาเอาข้าวสารเอาเงินมาให้อะไรต่างๆ  ก็มองเป็นแบบนี้ไป มันก็ถูกนิดหน่อยถูกส่วนหนึ่ง แต่เขาไม่รู้ว่าเป็นมูลนิธิองค์กรศาสนาพุทธ พอเป็นศาสนาพุทธก็จะเป็นเรื่องของหลักธรรม พอเป็นเรื่องหลักธรรม อิสลาม ศริสต์  ก็เข้ามาได้ คำว่าหลักธรรมเป็นของทุกศาสนา ขงจื้อไม่ใช่ศาสนา เพราะปัญญาของศาสดาเหล่านี้ ขออนุญาตใช้คำว่าศาสดา ท่านขงจื้อท่านก็ไม่ได้บอกว่าท่านเป็นศาสดา แต่ท่านเป็นครูท่านมีปัญญาสูงแบบนี้ เวลาพูดออกมาหลักธรรมใกล้เคียงกันมาก เช่น เราพูดเรื่องความจริง ความดี ความงาม อะไรคือความจริง ความจริงคือสิ่งที่ไม่ตาย คนไทยบอก อะไรคือสิ่งที่ไม่ตาย หมายถึงว่าเอาไปไว้ที่ไหนก็ได้ เวลาจะผ่านไปนานขนาดไหนมันจะมีคุณค่าของมัน อันนี้เป็นนามธรรมมากๆ อย่างทองคำแท่งหนึ่งตู้เย็น กับโอ่งน้ำหนึ่งโอ่ง ให้เลือกๆ อะไรตอนนี้ในใจเลือกอะไร เลือกทองโดยไม่ต้องคิดเลย เพราะเราคิดว่าทองมีค่า ถ้าเปลี่ยนสถานที่ให้ไปอยู่ที่ทะเลทรายกำลังหลงทาง เราก็อยากได้น้ำมากกว่า แสดงว่าทองก็ไม่จริง พอเปลี่ยนสถานที่มันก็ไม่จริง         เราบอกความจริง ความดี ความงาม แล้วอะไรคือความจริง ในทางหลักธรรมทางสายกลาง ท่านขงจื้อก็พูด พระพุทธองค์ก็พูด พระพุทธองค์พูดเอาเรื่องพิณมาเปรียบเทียบ ถ้าสายหย่อนมันไม่เป็นเพลง ถ้าตึงเกินมันจะขาด มันต้องพอดี  มันถึงจะเป็นเพลง ชาวจีนเขาจะบอกว่า ชาหนึ่งถ้วยมันจะกลมกล่อมน้ำต้องพอดี  ชาต้องพอดี ความร้อนต้องพอดี ระยะแช่ต้องพอดี นี่คือทางสายกลาง ถ้าขาดไปมัน  ก็จืด ถ้านานไปมันก็ขม นี่คือความจริง หลักธรรมอันที่สองคือความดี ความดีเยอะเลย พูดจาเพราะก็ความดี ช่วยเหลือคนก็ความดี แล้วอะไรดีเลิศประเสริฐที่สุด ดีที่สุด ท่านขงจื้อบอกว่าสิ่งที่ดีเลิศประเสริฐที่สุดก็คือความกตัญญู ส่วนพระพุทธองค์บอกว่าความกตัญญูเป็นบ่อเกิดแห่งความดีทั้งหลาย อะไรคือความงาม เรื่องความงามท่านขงจื้อบอกว่ามนุษย์เราเกิดมาบนโลกใบนี้เป็นพี่เป็นน้องกัน ทัดเทียมกันทุกชีวิต แต่พระพุทธองค์ไม่ได้พูดเรื่องมนุษย์อย่างเดียว พูดเรื่องสัตว์ตัวเล็กตัวน้อย ตัวที่มองไม่เห็นเขาก็มีค่าเหมือนกับมนุษย์ เขาเรียกว่าหลักธรรม ท่านขงจื้อกับพระพุทธองค์อยู่ในยุคเดียวกันต่างกันแค่ 5 ขวบ ท่านหนึ่งอยู่ที่อินเดียท่านหนึ่งอยู่ที่จีน ท่านคิดตรงกัน เขาเรียกว่าหลักธรรม ถ้าสามอย่างนี้เรายอมรับว่าใช่ สามอย่างนี้ในบ้านเมืองเรามีไหม ยังมีอยู่          ถ้าเรายอมรับ พระพุทธเจ้าและท่านขงจื้อก็เสริมหนุนบอกว่าคำสอนตรงนี้ใช่ แล้วเราทำไมปล่อยปละละเลยโดยเฉพาะเรื่องความกตัญญู มันเกี่ยวกับเรื่องชีวิตเลย คนที่ไม่กตัญญูเขาเรียกว่าคนที่ไม่รู้บุญคุณคน ลองคิดดูคนที่ไม่รู้บุญคุณคนอันตรายนะ ถ้าเราไปมอบชีวิตให้กับเขาหรือเราไปอยู่กับเขาเหมือนอยู่ใกล้เสือ มันจะกัดเมื่อไหร่ก็ได้ ความกตัญญูมันไปหลายเรื่อง มันก็ไปเรื่องความซื่อสัตย์ด้วย คนที่ไม่กตัญญูต่อพ่อแม่    คุณเชื่อไหมว่าเขาจะซื่อสัตย์ ถ้าเขาไม่ซื่อสัตย์เขาก็ไม่ซื่อสัตย์ต่องานที่ทำ ไม่ซื่อสัตย์ต่อตัวเขาเอง ไม่ซื่อสัตย์ต่อคนอื่น ถ้าเขาสูงขึ้นๆ เป็นผู้ปกครองแผ่นดินเขาก็ไม่ซื่อสัตย์ต่อประชาชน ฉะนั้นความกตัญญูเป็นบ่อเกิดแห่งความดีทั้งหลายที่พุทธองค์ปรารภเอาไว้ เราขยายความเอาไว้ พอเราขยายความมันใช่ มันเป็นเรื่องสัจธรรมที่แท้จริง ต้องแก้ตรงนี้ ไม่แก้ตรงนี้แล้วจะไปแก้ตรงไหน แล้วบ้านเมืองเราจะสงบ เมื่อมาเป็นจิตอาสา ฉือจี้ให้อะไรบ้าง         ฉือจี้ทำให้ผมเห็น ผมเห็นเฉพาะเรื่องการกุศลที่เขาไปช่วยเหลือคน ตอนนี้เราต้องยอมรับว่าความกตัญญูเราหายไปเยอะแล้ว เราต้องเรียกกลับมา เอามาท่องเป็นบทความนี่ไม่กลับมานะ เพราะไม่ได้สัมผัสไม่ได้เห็น ไม่เคยเห็นพ่อแม่ตัวเองกตัญญูกับปู่ย่าตายาย เขาก็ไม่รู้ว่าหน้าตาความกตัญญูมันเป็นอย่างไร ภาพนั้นเป็นภาพกตัญญูหรือเปล่า มองภาพไม่ออก อันที่สองคือตัวเองไม่ได้ไปสัมผัส พอไม่ได้สัมผัสมันเข้าไม่ถึงใจ พอเข้าไม่ถึงใจในที่สุดพอรุ่นลูกร่นหลานของคนไทยก็หายหมดแล้ว ความกตัญญูหายไปหมด มันเกิดอย่างนี้คือด่าคนเขาไปทั่ว ไม่รู้ว่าคนนั้นมีบุญคุณกับเราขนาดไหน ยังไม่รู้เลยก็ด่าไปแล้วคุณไปด่าเขาได้อย่างไร ถ้าไม่มีคนนี้คุณไม่ได้อยู่บนแผ่นดินนี้แล้ว บรรพบุรุษคุณก็ไม่ได้มาที่นี่ ดีไม่ดีไปตกทะเลตายไปแล้ว อะไรอย่างนี้ไม่รู้แต่ด่าไปแล้ว เหตุผลที่ด่าไปแล้ว เพราะตัวเองไม่มีความกตัญญู ไม่ได้ไปโทษว่าเขาเลวร้ายนะ แต่เพราะเขาไม่เห็นว่ามันเป็นอย่างไรนึกภาพไม่ออก    พ่อแม่เขาไม่ได้ทำให้เห็น         การกุศลมันฟื้นฟูความกตัญญูได้อย่างไร เราก็พาลูกๆ หลานๆ ขึ้นเครื่องไปดูแลพ่ออุ้ยแม่อุ้ยที่ตกยาก ฉือจี้จะไปทำให้เห็น ไปเช็ดตัว ช่วยอะไรได้ก็จะช่วย คนนี้เดิมทีเขาอาจจะไม่สนใจเอามือล้วงกระเป๋า แต่พอนานๆ ไปเขาก็ทำเพราะเห็นว่าคนอื่นเขาทำงานแล้วเรามายืนดูเขาเฉยๆ เขาก็อาจจะเอาไม้กวาดมากวาด หรือมาช่วยตัดเล็บก็ได้ เอาผ้ามาเช็ดตัว ไปหลายๆ ครั้งก็ทำได้มากขึ้น วันหนึ่งได้คิดว่าคนที่บ้านปู่ย่าตายาย พ่อแม่ คนนี้เป็นคนอื่นเราทำได้ แล้วคนที่บ้านเราล่ะ  ก็กลับไปทำ นี่คือพฤติกรรมของความกตัญญู กตัญญูแปลว่ารู้คุณคน พอรู้คุณคน  คุณจะลงมือทำ ไม่ใช่รู้คุณอย่างเดียว พอรู้คุณคนก็ต้องตอบแทนบุญคุณ อันนี้เป็นพฤติกรรมตอบแทนบุญคุณ การเช็ดตัว การตัดเล็บ การอุ้มไปอาบน้ำอะไรต่างๆ   พอเป็นอย่างนี้ความกตัญญูฟื้นแล้ว ลองคิดดูว่าถ้าไม่ใช้วิธีนี้แล้วเราจะเอาวิธีไหนมาสอนได้ หนังสือศีลธรรมก็ไม่มีแล้ว เอาหนังสือศีลธรรมมาท่องก็ทำไม่ได้ เพราะว่าภาพนั้นมันไม่ปรากฏ มันไม่เหมือนสมัยพ่ออุ้ยแม่อุ้ยจะมีภาพเหล่านี้อยู่ ลูกหลานเราไม่ต้องสอนเขาเห็น รู้ว่าต้องไปวัด ต้องรู้ไม่ต้องสอน รู้ว่าเห็นพระต้องไหว้ เพราะว่าภาพเหล่านี้มันสอนเรา คือรุ่นบรรพบุรุษเขาสอนด้วยภาพทำให้เห็นเป็นแบบอย่างที่ดี         ตอนนี้บ้านเมืองเราเจริญรุ่งเรืองต่างๆ เต็มไปหมด แต่เรื่องจิตใจตกต่ำถอยหลังจะเป็นคนป่าคนดงแล้วก็ว่าได้ เราจะเอาอย่างไรดี เป็นคนป่าคนดงก็ดีขับเครื่องบิน คนป่าคนดงขับรถยนต์ก็ไม่ว่าอะไร ก็แล้วแต่ แต่ถ้าเราคิดว่าคนไทยน่าจะเป็นชนเผ่าที่ดีงามที่สุดในโลก ถ้าเราตีความแบบนี้ ผมคิดว่ามันน่าทุ่มมาก ทำให้ฟื้นขึ้นมา แล้วบ้านเมืองเราจะไม่ต้องไปกังวลเรื่องกินเรื่องอยู่เลย มันสมบูรณ์มาก ทำไมเราต้องไปแข่งกับคนอื่นเขา แข่งอะไร ของเรามีน้ำที่ดี มีดินที่สมบูรณ์ มีอากาศที่ดีๆ อย่างเราว่าหนาวลองไปอีกที่ๆ หิมะตกทั้งเดือน เลยประเทศเกาหลีไปก็ไม่น่าอยู่แล้ว ประเทศไทยดีที่สุดแล้วผมเชื่อว่าเป็นตำแหน่งที่พอดี ทางสายกลางดีมากๆ ในทุกๆ เรื่องแม้กระทั่งตัวคนไทยเอง ประเทศไม่ใหญ่ประชากรก็ไม่มาก ทุกอย่างมันพอดีหมดเลย วัด โบสถ์ มัสยิด สวยงามไปหมด พอภาพเป็นอย่างนี้ ถามว่าเกิดมาเป็นคนไทยทำไม ทำไมต้องอยู่ในผืนแผ่นดินไทย ต้องคิดแล้วนะครับ บางทีเราก็คิดว่าเราเป็นคนไทยทำไม ก็ไม่รู้ ก็เกิดมาเป็นคนไทยก็เป็นคนไทย แล้วเกิดมาเป็นคนไทยแล้วต้องทำอะไรเพื่อบำเพ็ญตน  ถ้าคนไทยทุกคนค่านิยมเกี่ยวกับเรื่องชีวิต การบำเพ็ญตนมาที่หนึ่งจะทำอะไรก็มีความสุข จะอยู่ที่ไหนก็มีความสุขได้ ยกตัวอย่างเช่น ใครบอกว่าอยากเกิดมาเพื่อเป็นหมอ ใครอยากเกิดมาเพื่อเป็นนายก ไม่มีนะ แต่ถ้าหากว่าไม่รู้จักหลักธรรม แล้วเป็นหมอนี่มันมีความสุขจริงไหม เป็นนายกแล้วมีความสุขจริงไหม แต่เราก็รู้ว่าเป็นยามนี่ทุกข์แน่ แต่ถ้าคนไทยที่บอกว่าเกิดมาเพื่อบำเพ็ญตนไม่ว่าจะเป็นยามเป็นหมอเป็นนายก คุณจะมีความสุขเหมือนๆ กัน เพราะว่าคุณค่าของคุณไม่ได้วัดว่าที่แบงค์ คุณมีจำนวนเงินเท่าไหร่ มันวัดอยู่ที่หัวใจของคุณว่ามีความปีติขนาดไหน ถ้าเราทำแล้วใจเรามีความสุขนั่นคือมีความสุขแล้ว ถ้าคนไทยเราเกิดมาเพื่อบำเพ็ญตน พอรู้ตรงนี้แล้วเอาอะไรมาบำเพ็ญ เอางานที่ทำมาขัดเกลาจิตใจตนเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ  ตรงนี้ของผมมาได้ที่ฉือจี้ ถ้าทุกคนมีค่านิยมแบบนี้ ค่านิยมทางตะวันตกที่บ้าบอคอแตกทำอะไรเราไม่ได้ แต่เราไม่ได้ปฏิเสธความเจริญรุ่งเรือง ไม่ได้ปฏิเสธทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เรายอมรับที่สุดคือเรื่องจิตใจ พัฒนาจิตใจท่ามกลางความเป็นอยู่ที่พัฒนาต่อไป มีอะไรมาทำๆ เอาสิ่งนั้นมาขัดเกลาจิตใจตนไม่ใช่ไปเป็นทาสมัน เอามาเป็นเครื่องมือเรา  มาทำให้ใจเราสะอาดขึ้น ดีขึ้น งานของฉือจี้มีอะไรบ้าง         ภารกิจด้านต่างๆ มันขัดเกลาจิตใจเรา เรามีทั้งหมด 4 ภารกิจ อาจารย์เรา ท่านธรรมาจารย์เจิ้งเหยียนต้องการขัดเกลาจิตใจมนุษย์ด้วยศาสตร์ เพราะเป็นเป้าหมายเดียวและเป็นเป้าหมายสุดท้าย แล้วเอาอะไรมาขัดเกลา มันต้องมีวิธีการ ก็ใช้หลักพรหมวิหารสี่ อันนี้พุทธใช่ไหม พรหมวิหารสี่คืออะไร เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา แล้วหน้าตามันเป็นอย่างไร คนไทยผมคิดว่าส่วนมากไม่รู้นะ หรือว่าให้อธิบายก็อธิบายได้ แต่ไม่รู้ว่าทำอย่างไร อย่างผมนี่ลูกศิษย์ขงจื้อ หลายๆ คนไม่มีศาสนา อาจารย์ท่านบอกทำ 4 อย่างนี้ การกุศล การรักษาพยาบาล การศึกษา และก็วัฒนธรรมที่ดีงาม อันนี้ก็คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เพราะฉะนั้นถ้ามันเป็นอย่างนี้ อิสลามมาอยู่ด้วย  ได้ไหม อยู่ได้ ศาสนาคริสต์ก็มาอยู่ด้วยได้ การกุศล การรักษาพยาบาล การศึกษา วัฒนธรรมที่ดีงาม         การกุศลก็คือการบำบัดทุกข์การบำรุงสุข คนเขาทุกข์มาก เราก็ไปบำรุงสุขให้เขา ขาดเงินเอาเงินให้ ขาดของเอาของให้ ขาดอะไรให้อะไรเพื่อให้เขาสุขขึ้นมา บำรุงสุข นี่ใช่การกุศลไหม ใช่การกุศล เมตตา กรุณา บำบัดทุกข์เป็นอย่างไร เจ็บป่วยทำอย่างไรให้เขาทุกข์น้อยลงก็คือการรักษาพยาบาล ต่อมาก็คือมุทิตา มุทิตาตรงนี้ก็คือทำอย่างไรให้เกิดความปีติยินดีอยู่เรื่อยๆ ผมยังไม่อยากจะใช้คำว่าตลอดเวลาเพราะเรายังเป็นปุถุชนคนธรรมดา ไม่ว่าเราจะเป็นยาม หรือคนขายผักที่หน้าตลาดหรืออะไรก็ช่าง แต่ถ้าเรามีความยินดีอยู่ตลอด คืออยู่บ่อยๆ เกิดความสุขไหม แน่นอนอยู่ดีๆ จะมีความสุขไม่ได้หรอก มันต้องเกิดจากการขัดเกลาจากการบำเพ็ญ เขามาผิดกับเรา เราให้อภัยเขา ยกตัวอย่างเช่น เขาทำผิดเราทำถูก เราอภัย หรือว่าเราทำผิดเราไปขอโทษ อะไรต่างๆ เหล่านี้ พออย่างนี้ พอปมต่างๆ มันไม่มีในหัวใจ มันมีความยินดี คนเราถ้าไม่มีปมหัวใจมันมีความยินดีไหม คือไม่ไปโกรธไปเคืองใครมันก็ตลอดเวลา มันไม่ทุกข์ อันนี้คือการศึกษา อันที่สี่วัฒนธรรมที่ดีงามอันนี้หัวใจเลย วัฒนธรรมที่ดีงาม เรื่องการแยกขยะ เป็นส่วนหนึ่งในภารกิจด้วยไหม         เราบอกมีสี่ภารกิจใช่ไหม มันมีลำดับของมันนะครับ เมื่อกี้บอกการกุศล การรักษาพยาบาล การศึกษา วัฒนธรรม หนึ่งภารกิจท่านธรรมาจารย์ผู้ก่อตั้งใช้เวลา 10 ปี หนึ่งภารกิจสิบปี สิบปีที่สอง การรักษาพยาบาล สิบปีที่สามการศึกษา 10 ปี ที่สี่วัฒนธรรมที่ดีงาม พอเวลาผ่านไปคนเยอะขึ้น อาสาสมัครเยอะขึ้น ผ่านไปเกือบสี่สิบปีแล้ว อาสาสมัครมีทั่วแล้ว อาจารย์ก็บอกว่าอาจารย์ไปสะดุดตาเดินผ่านตลาดมีแต่ขยะ เมื่อเกือบยี่สิบปีก่อนโน้น พอไปเที่ยวเก็บ  ก็บอก คนจีนพอพระเทศน์ดีเขาปรบมือนะเขาไม่พนมมือสาธุนะ อาจารย์บอกว่าอย่าปรบมือนะเอาสองมือนี้ไปแยกขยะ ได้ครับๆ เป็นลูกศิษย์อาจารย์ เป็นอาสาสมัครทำไมไม่ได้เพราะศรัทธา ท่านมีวิสัยทัศน์แต่ตอนนั้นไม่ได้บอกว่าทำไม         แต่ด้วยความศรัทธาเรารู้ว่าเป็นพระที่มีวิสัยทัศน์และมีปัญญามาก ก็ไปแยกที่ไหนแยกที่บ้าน ทำที่บ้านก่อนเสร็จแล้วบ้านผมอยู่ในหมู่บ้านมันมีที่ว่าง ว่างอยู่ที่หนึ่งก็ทำก่อนแล้วบังเอิญคุณก็เป็นเพื่อนผมแล้วรู้จักกันแล้วเป็นชาวฉือจี้ด้วยกัน บอกว่าให้ใช้บ้านผมแล้วกันเอามากองๆ รวมกันแล้วมาแยก เริ่มจากตรงนี้ แล้วค่อยๆ ไปบอกชาวบ้าน มีไหมหนังสือพิมพ์เก่าๆ มีไหมขวดพลาสติก มีไหม พอนานๆ เข้ามันโต ชุมชนนี้ก็มานัดกันบอกว่าทุกวันพุธ  มันจะมีโรงแยกขยะใหญ่จะมารับจุดย่อย ตรงนี้สำคัญ เริ่มต้นที่ไหนก่อนเริ่มที่บ้านที่ครอบครัว บทนำจาก บทความ “รู้จักมูลนิธิฉือจี้” https://www.tzuchithailand.org/th

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 225 เพจสมุทรสงครามจัดการตนเอง

        อาจารย์บัณฑิต ป้านสวาท เขาทำงานพัฒนาชุมชน ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ได้อย่างเข้มข้น เป็นทั้งผู้ก่อตั้งและดูแล เพจสมุทรสงครามจัดการตนเอง และ เพจแม่กลองพานิชย์ ซึ่งเป็นสองเพจดังที่ไม่มีใครในสมุทรสงครามไม่รู้จัก การทำงานผ่านทางเฟซบุ๊คของเพจสมุทรสงครามจัดการตนเองและแม่กลองพานิชย์นั้นเป็นตัวอย่างของสังคมออนไลน์ดีๆ ที่เรียนรู้และพัฒนาการอยู่ร่วมกันของผู้คนในชุมชนออนไลน์เล็กๆ นี้ ซึ่งเต็มไปด้วยความหวังดี ที่ฉลาดซื้อนำมาฝากกันในวันที่ลมหนาวเริ่มมาเยือน ที่มาของสมุทรสงครามจัดการตนเอง        จริงๆ แล้วสมุทรสงครามจัดการตนเอง “มันไม่ได้ทำแค่เรื่องคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเดียว” อย่างชื่อที่มันบอกไปคือสมุทรสงคราม คนสมุทรสงคราม  เราจะจัดการในเรื่องของตัวเราเอง ในพื้นที่ของเราเอง ฉะนั้นคือเรื่องความทุกข์ร้อนปัญหาอะไรต่างๆ ก็เอาเข้ามาคุยกันในกลุ่ม โดยกลุ่มนี้ก็จะเป็นกลุ่มโซเชียลเน็ตเวิร์ค  ผมเคยมีประสบการณ์ในการที่ถูกกระทำ ถูกเอารัดเอาเปรียบ แล้วก็อาศัยพึ่งพาหน่วยงานบางหน่วยงานของรัฐไม่ได้ อย่างนี้เราก็เลยมีความรู้สึกว่าถ้าอย่างนี้เราจะทำให้มันเกิดการแก้ไขปัญหาได้อย่างไร ไม่ใช่ว่าหน่วยงานทั้งหมดไม่ดี เพียงแต่ว่ามีบางหน่วยงานเขาอาจจะทำงานไม่เต็มที่          เมื่อคิดว่าส่วนใหญ่แล้วสื่อจะเป็นส่วนที่ช่วยในการกระตุ้นกระบวนการให้มันเป็นไปในแนวทางที่ควรจะเป็น เราก็เลยมองว่า ณ ช่วงนั้นเมื่อ 7 ปีที่แล้วมันมีอะไรที่จะสามารถช่วยได้บ้าง แล้วด้วยตัวของเราเองที่เราเป็นชาวบ้านธรรมดาไม่ได้มีเงินทองมากมายที่จะทำสื่อ เราก็มีความรู้สึกว่า Facebook ง่ายที่สุด คือง่ายสุด ถูกสุด  ผมเชื่อว่าถ้าสังคมมันไม่ได้ฟอนแฟะ คนเขาจะต้องตัดสินใจจากข้อมูลข้อเท็จจริง เช่น เรื่องของการจอดรถในที่ห้ามจอด เมื่อก่อนจะมีปัญหามากเลยในตลาดแม่กลองเราก็ใช้วิธีการว่าเชิญชวนกัน ถ้าใครพบเห็นรถจอดในที่ห้ามจอด จอดผิดกฎจราจร ช่วงหลังๆ จะมีเรื่องรถทัวร์ที่มาเที่ยวในตลาดแม่กลองแล้วชอบจอดส่งนักท่องเที่ยวในที่ห้ามจอด เราก็เลยมีการพูดคุยกันว่าถ้าใครเจอช่วยถ่ายรูปเอามาลง  แต่ไม่ด่า แต่บอกว่ามันเกิดเหตุการณ์แบบนี้ หลักการคือ หนึ่งใช้ความจริงมาพูด ก็คือข้อมูลข้อเท็จจริงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพ คลิป หรือเสียง อะไรก็แล้วแต่ได้หมด ก็คือเอามาวางแต่ต้องให้ข้อมูล หมายความว่าถ้ามีแค่ภาพ คุณต้องอธิบายให้ฟังได้ นอกจากไม่ด่าแล้ว ก็ต้องไม่หมิ่นประมาทใคร เพราะในช่วงแรกๆ เลยมันมีการหมิ่นประมาทกันบ่อย        ตอนที่เริ่มทำแรกๆ ก็จะไม่ค่อยมีคนสนใจ “กฎ” เท่าไหร่ แต่พอสักระยะหนึ่งจะมีคนนำข้อมูลเหล่านี้มาวางลงเรื่อยๆ เริ่มมีคนเยอะขึ้นภาพเหล่านี้มันก็จะแสดงไปด้วยตัวมันเอง พอแสดง คนก็วิพากษ์วิจารณ์หมายถึงว่าหน่วยงานน่าจะมาทำอย่างนั้นอย่างนี้นะ คอมเม้นท์ด่า(หมิ่นประมาท) ก็มาก  ก็จะมีคนมาแจ้ง Admin ก็คือผม ผมก็ไปจัดการเตือนแล้วก็ลบข้อความ ถ้ายังมีอีกก็อัญเชิญออก อีกอย่างหนึ่งที่บอกว่าตรงนี้เราไม่ใช่แค่ว่าเราบอกเขาเฉยๆ เราทำเป็นกติกาของกลุ่มเลย ข้อตกลงร่วมกันของกลุ่ม ถ้าคุณมีความเห็นแบบไม่ว่าใคร เดี๋ยวผมส่งลิงค์ข้อตกลงให้ดู เป็นประกาศของกลุ่มเลย ถ้าส่งไปให้ดูอาจะรู้สึกว่าทำไมมันยาวจัง แต่ข้อตกลงเหล่านี้เกิดจากปัญหาที่เกิดขึ้นในกลุ่ม มีคนเป็นสมาชิกประมาณกี่คนในเพจ        เนื่องจากจังหวัดเราเล็ก เราจะมีสมาชิกอยู่ประมาณ 34,000 ราย ถ้าจำไม่ผิด จังหวัดอื่นเขามีกลุ่มที่ใหญ่กว่านี้เขามีกลุ่มละเป็นแสนเลย แต่ว่าเรามองว่าเราไม่เอาใจใครนะ แต่ว่าเราเอาเรื่องที่เป็นประโยชน์มาคุยกัน เรื่องที่เป็นสาระที่เป็นประโยชน์เป็นเรื่องของการพัฒนาข้อเสนอแนะในส่วนของพื้นที่ แล้วก็เรื่องที่เป็นปัญหาที่ควรจะต้องแก้ อันนี้คือสมุทรสงครามจัดการตนเองดำเนินการมา 7 ปี ปีนี้ขึ้นปีที่ 8 อย่างที่เราบอกคือ กลุ่มเราคุยกันเรื่องส่วนรวม  ตอนนี้มี Admin อยู่ประมาณ 14 – 15 คน เนื่องจากว่าทีแรกผมคิดคนเดียวทำขึ้นมา พอทำขึ้นมาระยะหนึ่งเขาเรียกว่าธรรมชาติของกลุ่มมันทำให้เกิดการแก้ไขปัญหา ทำให้เกิดการขับเคลื่อนอะไรหลายๆ เรื่องได้ คนที่เขารู้สึกว่าเขาเข้าใจการทำงานของผม เริ่มเข้ามาช่วย มาช่วยเก็บข้อมูลทำนั่นทำนี่ มันก็เลยกลายเป็นว่าพอมีคนเข้ามาช่วย เราก็ได้ Admin เพิ่ม คือจริงๆ แล้วคนเป็นหมื่นๆ ผมควบคุมดูแลคนเดียวไม่ได้ ก็ได้จิตอาสาที่เป็นน้องๆ หลายคนเข้าร่วม เนื่องจากว่าเขาเห็นว่าสิ่งนี้มันเป็นประโยชน์กับจังหวัดกับพื้นที่ แล้วเพจแม่กลองพานิชย์เริ่มต้นอย่างไร        อย่างที่บอกคือสมุทรสงครามจัดการตนเองดำเนินการมาสักพักหนึ่งเริ่มมีคนโพสต์ขายของเยอะขึ้น เราก็คิดกันในทีม Admin ว่าจะทำอย่างไรดี ก็เลยตัดสินใจยอมเหนื่อยอีกหน่อยหนึ่งไปสร้างกลุ่มอีกกลุ่มหนึ่งให้กลุ่มบุคคลเหล่านี้(พวกขายของ) ชื่อว่ากลุ่มแม่กลองพานิชย์ ก็คือเป็นกลุ่มขายของ คุณก็ไปขายเลยที่นี่ ทีแรกคนก็ยังไม่เยอะก็ไม่เท่าไหร่ เพราะว่าเขาต้องการขายของต้องการอะไรหลายๆ อย่าง พอเราตักเตือนนิดหน่อยที่ไม่เหมาะสมก็มาหาว่าเราอย่างนั้นอย่างนี้ ก็เลยกลายเป็นว่าถ้าอย่างนั้นไม่เตือนแล้ว วิธีการคือทำกติกาเหมือนสมุทรสงครามจัดการตนเองเลย แล้วกติกาของแม่กลองพานิชย์หนักหนากว่าสมุทรสงครามจัดการตนเองอีกในรายละเอียด เพราะว่าประสบการณ์มันค่อยๆ เกิด         ก็คือคนก็อยากจะขายแบบเสรี มาโฆษณาร้านขายเหล้า ร้านดนตรี ซึ่งโดยส่วนตัวของทีม Admin เราก็ไม่ตกลงแล้ว เราไม่อยากให้เรื่องพวกนี้มันสื่อออกไป อย่างกรณีของกฎหมายทางภาครัฐ ก็ไม่ให้โฆษณาขายเหล้าเบียร์อยู่แล้ว ประเด็นหนึ่งที่เราถือเป็นหลัก คือเรื่องของโพสต์ทั้งหมดจะต้องไม่ผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเหล้า เบียร์ อบายมุข 4  เรื่องการค้าบริการทางเพศ เรื่องของสินค้าที่ละเมิดลิขสิทธิ์ เราจะพยายามกรองให้  ได้มากที่สุด  “แต่ว่าบางทีเอาตรงๆ เราก็ไม่รู้ว่าอันไหนผิดก็มีนะก็ต้องปล่อยไป”  ยกตัวอย่างได้ไหม        ยกตัวอย่างเช่น รีเทนเนอร์ที่จัดฟันแฟชั่น ทีแรกเราก็ไม่รู้ว่ามันผิด แต่ว่าพอสักระยะหนึ่งมานั่งนึกดูพวกจัดฟันส่วนใหญ่เป็นทันตแพทย์ เราก็เลยใช้วิธีการปรึกษากับทางทันตแพทย์ในจังหวัด คุณหมอมานะชัย (ทพ.มานะชัย ทองยัง) ใช้วิธีการปรึกษาเราก็รู้ว่า อันนี้มันเป็นเครื่องมือหรือวัสดุทางการแพทย์ ถ้าไม่ใช่หมอฟันหรือเจ้าหน้าที่ที่ได้รับใบประกาศเฉพาะทางที่ทำตัวรีเทนเนอร์อันนี้ได้ ถือว่าผิดกฎหมาย เราก็เริ่มศึกษาพวกนี้ แล้วมันก็จะมีหลายๆ อย่างตามเข้ามาเช่น น้ำหอมฟีโรโมน ซึ่งเราว่าไม่เหมาะแล้ว หลังๆ มาตัวระเบียบกติกาต้องเป๊ะ คือใช้กฎหมายมาจับเป็นหลัก เช่นของที่มีบรรจุภัณฑ์เป็นของกิน ที่บรรจุภัณฑ์มันก็ต้องมีเลข อย.(เลขสารบบอาหาร) มีมาตรฐานที่ชัดเจนแสดงในการโพสต์ขายด้วย เรื่องยาลดความอ้วนห้ามเลย นมฟู รูฟิต นกเขาแข็ง คุณไม่ต้องหวังที่จะเข้ามาโพสต์ขายในเพจนี้          อีกส่วนหนึ่งที่เราพยายามคัดกรองคือ  เพจแม่กลองพานิชย์ จะมีระบบเลขสมาชิก ไม่ใช่เก็บเงินนะ อย่างที่บอกเรื่องพวกนี้มันเกิดมาจากลักษณะของการเป็นจิตอาสา หนึ่งคือเรามองว่าจัดการปัญหาส่วนรวมโดยมีบทเรียนส่วนหนึ่งจาก เพจสมุทรสงครามจัดการตนเอง แล้วก็มาเรื่องการค้าขายธุรกิจชุมชนที่เป็นแม่กลองพานิชย์ แต่ว่ามันก็ควรจะต้องให้เป็นตลาดสีขาว เราควรเป็นตัวอย่างของตลาดสีขาว มันก็เลยกลายเป็นว่ามีกติกาแล้วก็ของหลายๆ อย่างขายไม่ได้ ระบบเลขสมาชิกนี้เกิดขึ้นเพื่อที่ไม่ให้ผู้ขายเอาเปรียบผู้ซื้อและไม่ให้ผู้ซื้อเอาเปรียบผู้ขาย เพราะว่าในเมื่อคุณเป็นผู้ขาย คุณใช้เฟซอย่างเดียวไม่มีตัวตนก็ได้ จริงไหม เราไม่รู้ว่าใครเป็นใคร เพราะฉะนั้นเราเลยตั้งกติกา        ทีม Admin ยอมเหนื่อยหน่อย คนที่เข้ามาที่นี่เขาจะต้องกรอกแบบฟอร์มใน Google Form เข้ามา ชื่อ ที่อยู่ ที่อยู่ปัจจุบัน ภูมิลำเนาเดิม เบอร์โทรศัพท์ ID Line E-mail สินค้าที่ขาย ถ้ามีหน้าร้าน หน้าร้านชื่ออะไรประมาณนี้ แล้วก็ต้องมีการส่งรูปหน้าตรงมาด้วย สิ่งหนึ่งที่เราไม่เอาคือเลขบัตรประชาชนเราไม่อยากมีปัญหา แต่ตรงนี้ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะส่งข้อมูลจริงมา ซึ่งเราก็ไม่รู้หรอกว่าเขาจะส่งไหม แต่อย่างน้อยก็เป็นการให้ได้ข้อมูลมากที่สุด มันก็เป็นการป้องกันอย่างหนึ่งว่า ถ้าเขาไม่ได้จงใจมาหลอกใครจริงๆ เขาก็จะส่งข้อมูลจริงๆ มา อันนี้ก็เป็นการป้องกันระดับหนึ่ง หลังจากที่ผู้ขายได้เลขสมาชิกไปแล้วเขาก็จะโพสต์ขายได้ มันก็จะมีกติกาเพิ่มว่าห้ามโพสต์เกินสามรูป ห้ามโพสต์เกินหนึ่งครั้งต่อวันแบบนี้ หนึ่งคือเพื่อไม่ให้โพสต์ในกลุ่มมากเกินไป เพราะว่ากลุ่มนี้จะมีสมาชิกอยู่ประมาณ 35,000 คน ผู้ขายตอนนี้ปัจจุบันที่เราออกเลขไปแล้วมีอยู่ 6,000 กว่าๆ เฉพาะผู้ขาย ทีนี้ถ้าสมมติว่าวันหนึ่งมี 6,000 แล้วผู้ขายแค่โพสต์พันเดียวใครจะไปดูในโพสต์ บางคนโพสต์วันละสามสี่ครั้ง คือจำกัดไว้ว่าคนละหนึ่งโพสต์ต่อวันประมาณนั้น            สำหรับการดูแลผู้ซื้อ เราจะมีการเก็บข้อมูลเพื่อเวลาที่ผู้ขายเขาเอาเปรียบลูกค้า หรือสั่งแล้วไม่ไปส่ง หรือส่งของไปแล้วของบูด ของใช้ไม่ได้ พอลูกค้ารายงานกลับมาทาง Admin ก็สามารถให้ข้อมูลที่เป็นส่วนตัวผู้ขายได้ ถ้าเป็นลักษณะของการฉ้อโกงหรือเอาเปรียบผู้บริโภค เราก็จะให้ข้อมูลเขาเพื่อไปแจ้งกับ สคบ. หรือไปแจ้งตำรวจก็ได้ ซึ่งแล้วแต่รูปแบบว่าโดนเอาเปรียบแบบไหน นี่ก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง          ไม่ใช่แค่ดูแลคนซื้อ เราก็ดูแลคนขายด้วย คือมีวิธีป้องกันไม่ให้ผู้ซื้อเอาเปรียบผู้ขาย อย่างนี้นะ สมมติว่าคนขายเขาส่งของไปแล้ว เกิดคนสั่งซื้อไม่อยู่ไม่รับของ หรือว่าเกิดความเสียหายกับผู้ขาย อันนี้เราก็จะมีกระบวนการ การเตือน การห้ามโพสต์ การแบนอะไรพวกนี้อยู่ คือให้มันเป็นตลาดที่มีความยุติธรรมกันระหว่างทั้งคู่ เราแค่คอยช่วยกำกับดูแลให้ประมาณนั้น  แล้วก็เป็นตลาดฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ที่ผ่านมามีปัญหามากน้อยแค่ไหนสำหรับทั้งสองเพจที่ดูแลอยู่        ส่วนใหญ่ถ้าจะเกี่ยวกับผู้บริโภคก็จะเป็นแม่กลองพานิชย์ ส่วนหนึ่งที่เราเจอปัญหาก็คือคนจะพยายามขายของประเภทที่ผิดกติกา เช่นพวกผลิตภัณฑ์สุขภาพ เมื่อก่อนช่วงแรกๆ ที่เรายังไม่สามารถกั๊กโค๊ดไว้ได้ ช่วงแรกๆ ที่ Facebook ออกมา ถึงจะทำเป็นกลุ่มขายของก็จริง แต่ว่าจะยังตั้งค่าไม่ได้ ใครโพสต์มันก็จะลงในกลุ่มเลยแต่ว่าช่วงหลังๆ มันสามารถกันได้   เมื่อก่อนมันจะมีกลุ่มคนพวกนี้ พวกขายยาลดความอ้วน ผลิตภัณฑ์สุขภาพทุกอย่าง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ถึงมี อย. เราก็ไม่ให้ลงขายนะ เพราะว่าเราไม่สามารถรู้ได้ว่าถึงจะมี อย. แต่ไม่รู้ว่าเขาจะใส่อะไรที่ไม่ถูกต้องไปหรือเปล่า สูตรที่แจ้งไปเป็นแบบนี้  แต่เวลาคุณทำจริงทำอีกแบบหนึ่งก็ได้เรากันไว้ก่อน คือมันไม่ใช่ของจำเป็นที่คนจะต้องกินก็ได้ เราห้ามเลย อีกส่วนหนึ่งก็คือพวกอาวุธพวกปืนเราก็ไม่ให้ บางคนเสนอขายมีดพับบัตรเครดิต  ซึ่งเป็นลักษณะมีดที่เป็นอาวุธเราก็ไม่ให้ขาย ส่วนของคุ้มครองผู้บริโภคอย่างที่ว่าคือเรามีกติกาเพื่อป้องกันการโกงกัน สิ่งที่ได้รับจากการทำเพจทั้งสอง        เมื่อก่อนผมทำโดยวัตถุประสงค์หลักคือ ผมไม่ได้รับความยุติธรรมจากหน่วยงานรัฐหรือว่าจากสังคม เหมือนมองโลกในแง่ร้าย สมัยก่อนนะ แต่เมื่อเรามีจุดเปลี่ยนบางจุด ผมได้เข้าร่วมการอบรมในเรื่องของจังหวัดจัดการตนเอง ซึ่งอาจจะไม่เหมือนกับที่ใครหลายๆ คนเข้าใจนะ  บางคนจะเข้าใจว่าหลักคิดของจังหวัดจัดการตนเองคือการเลือกตั้งผู้ว่า การแบ่งแยกการปกครองมาอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งจริงๆ มันไม่ใช่ หลักการคือมันเป็นการจัดการตนเองของภาคประชาชน ของคนในพื้นที่นั้นๆ อันนั้นคือจุดเปลี่ยนของผมที่ผมได้ไปรับรู้ข้อมูล        สมุทรสงครามจัดการตนเองก็คือ เรามีหน้าที่ไปดึงจิตอาสามาจากบุคคลทั่วไปที่เขาอยู่ในชุมชนนี้ให้ออกมาช่วยกัน เราอาจจะดึงไม่ได้ทุกคน แต่เรากระตุ้นด้วยวิธีการผลักดันขับเคลื่อนเอาภาพมาแสดงให้เห็น แล้วหลังจากนั้นไปสักระยะหนึ่งมีการติดตามผล เราทำให้เห็นผลลัพธ์ด้วย ก็คือเราก็เอาภาพผลปลายทางมาลงให้ด้วย เราไม่ได้ลงเพื่อหน่วยงานรัฐ แต่เราลงเพื่อให้คนเข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ เป็นผลของการที่เรารู้จักสิทธิของตนเอง รู้จักคุณค่าในความเป็นมนุษย์ของตนเองที่มีสิทธิเท่าเทียมกับคนอื่น เราทำไปแบบนี้แล้วผลที่ได้มันเป็นอย่างไร อันนี้คือที่เราพยายามดึงสิ่งเหล่านี้ออกมาจากหลายๆ คนซึ่งหลายๆ คนเขาคิดว่าเขาไม่มีนะ แต่บางคนเขาก็สามารถฉุดดึงออกมาได้ก็ถือว่าโอเคนะ ร้อยคนดึงได้สักสองสามคน สร้างกระบวนการให้เขาขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ออกมาจากตัวเขาเองได้ก็ถือว่าโอเคแล้วครับ..................................Fb : เพจสมุทรสงครามจัดการตนเองเป็นกลุ่มที่ใช้การนำเสนอประเด็นปัญหา การพัฒนาชุมชน และมุมมองด้านสังคม วัฒนธรรม โดยใช้กระบวนการปรึกษาพูดคุย ร่วมเสนอแนะแง่มุมต่างๆ ในการแก้ปัญหา และพัฒนาด้วยข้อเท็จจริง เมื่อได้ข้อสรุปก็ช่วยกันผลักดันไปสู่การปฏิบัติของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประชาชนในท้องถิ่นด้วย ซึ่งที่ผ่านมีหลายปัญหาในจังหวัดได้ถูกแก้ไขและเกิดการพัฒนาหลายอย่างด้วยกระบวนการเหล่านี้ด้วย  Fb : แม่กลองพานิชย์เป็นกลุ่มที่ช่วยให้เกิดช่องทางการค้าขายสินค้าและบริการของชุมชน ผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก ทำให้ผู้ขายและผู้ซื้อได้พบกันง่ายขึ้น ผู้ขายในชุมชนสามารถทำการตลาดได้ง่าย โดยมีโทรศัพท์มือถือ(สมาร์ทโฟน) เพียงเครื่องเดียวก็สามารถของสินค้าและบริการของตนเองได้ โดยกลุ่มแม่กลองพานิชย์มีกติกาที่ชัดเจน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย มีกลุ่มจิตอาสาเป็นผู้ควบดูแลกลุ่มไม่ให้เกิดความวุ่นวาย หรือการละเมิดกฎหมาย(พระราชบัญญัติ ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550) 

อ่านเพิ่มเติม>

ความคิดเห็น (0)