ฉลาดซื้อ|นิตยสารออนไลน์ - หน้าแรก

นิตยสารออนไลน์ฉลาดซื้อ

นิตยสารออนไลน์ฉลาดซื้อ

ฉลาดซื้อ ฉบับที่ 279

รายละเอียด
นิตยสารออนไลน์ฉลาดซื้อ

ฉลาดซื้อ ฉบับที่ 278

รายละเอียด
นิตยสารออนไลน์ฉลาดซื้อ

ฉลาดซื้อ ฉบับที่ 277

รายละเอียด

ข่าวเด่นเป็นเรื่อง "ผู้บริโภค"

‘หวานน้อยแล้ว แต่น้ำตาลยังไม่น้อย’ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเผยผลทดสอบ ชานมระดับหวานน้อยยังทำให้ร่างกายได้น้ำตาลเกินเสี่ยงเจ็บป่วยหลายโรค

        มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เผยผลทดสอบชานมในระดับหวานน้อยจำนวน 15 ตัวอย่าง พบว่าแม้สั่งในระดับหวานน้อยแล้วแต่ยังทำให้ร่างกายได้รับน้ำตาลเกินระดับที่ปลอดภัย เสี่ยงทำให้เจ็บป่วยหลายโรคเช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด ผลการศึกษาล่าสุดยังพบว่าการดื่มชานมไข่มุกเป็นประจำเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วยทางจิตใจ โรควิตกกังวล ซึมเศร้า แนะนำไม่ควรบริโภคจนหมดแก้วและไม่ควรบริโภคทุกวัน         วันนี้ ( 2 กรกฎาคม 2567 ) มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค โดย นิตยสารฉลาดซื้อได้สุ่มตรวจวิเคราะห์ชานมระดับความหวานน้อยเพื่อทดสอบว่าในระดับหวานน้อยได้ให้ปริมาณน้ำตาลที่ปลอดภัยหรือเป็นโภชนาการที่เหมาะสมกับร่างกายหรือไม่ โดยตรวจน้ำตาล 4 ประเภทคือ Fructoes, Glucose, Sucose, Maltose, Lactose จำนวน 15 ตัวอย่างคือ KOI The’, Nobicha, อาริกาโตะ,Monkey Shake, KAMU, Ochaya, Fuku MATCHA, OWL, ชาตรามือ, mixue, อเมซอน, เต่าบิน, อินทนิล,กาแฟพันธุ์ไทย, kudsan,         จากผลการทดสอบปริมาณน้ำตาลในชานมระดับ “หวานน้อย”  พบว่า ชานมไข่มุกในระดับหวานน้อยที่มีปริมาณน้ำตาล น้อยที่สุด ได้แก่ ยี่ห้อ  KAMU ให้ปริมาณน้ำตาล 1.80 กรัม/ ปริมาณ 100 มิลลิลิตร บริโภคจนหมดแก้วจะได้รับน้ำตาล 10.47 กรัม เทียบได้เป็น 2.6 ช้อนชา โดยประมาณและชานมระดับหวานน้อยที่มีน้ำตาลมากที่สุด คือ ยี่ห้อ อเมซอน ให้ปริมาณน้ำตาล 5.28 กรัม/ ปริมาณ 100 มิลลิลิตร บริโภคจนหมดแก้วจะได้รับน้ำตาล 32.16 กรัม เทียบได้เป็นปริมาณน้ำตาล 8 ช้อนชา        จากทั้งหมด 15 ตัวอย่างที่ส่งทดสอบ ค่าเฉลี่ยที่ผู้บริโภคจะได้รับน้ำตาลเมื่อบริโภคชานมระดับหวานน้อยคือ 4.2 ช้อนชา         เมื่อมองถึงสถานการณ์จริงที่ประชาชนจะบริโภคอาหารประเภทอื่นๆ อีกหลากหลาย การดื่มชานมไข่มุก ระดับหวานน้อยจึงยังทำให้ร่างกายได้น้ำตาลเกินความต้องการเพราะองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้แนะนำให้บริโภคน้ำตาลไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา หรือประมาณ 24 กรัม เท่านั้น         ในปี 2567 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพเผยว่าคนไทยบริโภคน้ำตาลลดลง จาก 27 ช้อนชาต่อวัน เหลือ 23 ช้อนชาต่อวันแต่อย่างไรก็ตามการบริโภคน้ำตาลระดับดังกล่าวยังนับเป็นปริมาณที่สูงมาก ปัจจุบันประเทศไทยจึงมีผู้เสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ราว 400,000 คน ต่อปี คิดเป็น ร้อยละ 77 ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด         ก่อนหน้านี้ในปี 2562  มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคสุ่มเก็บตัวอย่างชานมไข่มุกแบบสูตรหวานระดับปกติ จำนวน 25 ยี่ห้อ ตรวจวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการ เช่น ปริมาณพลังงาน และน้ำตาลต่อแก้ว สารกันบูดและโลหะหนักในเม็ดไข่มุก         ส่วนของปริมาณน้ำตาลต่อแก้วพบว่าตัวอย่างที่ให้น้ำตาลน้อยสุดคือ 4 ช้อนชา ขณะที่ตัวอย่างชานมไข่มุกที่มีปริมาณน้ำตาลมากที่สุดมีน้ำตาลมากถึงจำนวน 18.5 ช้อนชา มากกว่าที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้แนะนำให้บริโภคน้ำตาลไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา ถึง 3 เท่า ผลการทดสอบในปี 2562 ทำให้สังคมตระหนักถึงอันตรายจากปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มชานมไข่มุกมากขึ้น         ทัศนีย์ แน่นอุดร บรรณาธิการนิตยสารฉลาดซื้อ  มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า การบริโภคชานมไข่มุก ส่งผลอันตรายต่อสุขภาพในหลายด้าน ทั้งสุขภาพกายและจิตใจที่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง, โรคเบาหวาน,โรคอ้วน  การตรวจในปี 2562 ของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคทำให้ประชาชนได้รู้ว่าชานมไข่มุกว่ามีน้ำตาลมาก คนหันมารักสุขภาพกันมากขึ้น เดี๋ยวนี้เราจึงได้ยินอยู่เสมอว่าคนจะสั่งแบบ หวานน้อยๆ แต่การทดสอบครั้งนี้ ทำให้เราเห็นว่า ระดับหวานน้อยก็ยังมีน้ำตาลไม่น้อยเลย เป็นระดับน้ำตาลที่ทำให้บริโภคทุกวันไม่ได้ จนถึงถ้าดื่มจนหมดแก้วก็ยังมากเกินไป การทดสอบครั้งนี้ค่าน้ำตาลที่ได้ยังไม่รวมถึงเม็ดไข่มุกที่เราไม่ได้ทดสอบ ประชาชนที่รักสุขภาพ ต้องการลดการบริโภคน้ำตาลลงจริงๆ จึงอยากให้มองถึงภาพรวมอาหารทั้งหมดที่รับประทานในแต่ละวันด้วย         ปัจจุบันประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างรณรงค์ให้ประชาชนลดการบริโภคน้ำตาลลง เพราะน้ำตาลทำให้เสี่ยงเป็นโรคอ้วนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลายโรค สำหรับเครื่องดื่มชานมไข่มุกกลับกำลังขยายตัว โดยคาดการว่า ในปี 2568 มูลค่าทางการตลาดของชานมไข่มุกทั่วโลก จะสูงถึง 11,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 343,751 ล้านบาท ท่ามกลางงานศึกษาวิจัยใหม่ๆ ที่ได้ค้นพบอันตรายของชานมไข่มุกมากขึ้น ล่าสุดการศึกษาวิจัยในประเทศจีนและได้ตีพิมพ์ลงในวารสารวิชาการ Journal of Affective Disorders พบความเชื่อมโยงมีนัยสำคัญระหว่างการบริโภคชานมเป็นประจำ กับความเสี่ยงที่สูงขึ้นของการเป็นโรควิตกกังวล ภาวะซึมเศร้าของเยาวชน คนรุ่นใหม่ อ่านผลการทดสอบชานมทั้งระดับหวานปกติ และ หวานน้อย ได้ที่เว็บไซต์ฉลาดซื้อ  ฉบับที่ 278 ผลทดสอบปริมาณน้ำตาลใน “ชานม” ที่ระดับหวานน้อhttps://chaladsue.com/article/4581ฉบับที่ 220 ผลทดสอบปริมาณพลังงาน น้ำตาล และข้อมูลโภชนาการอื่นๆ ในเครื่องดื่ม “ ชานมไข่มุก ”https://chaladsue.com/article/3171

อ่านเพิ่มเติม>

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เรียกร้อง กสทช. เร่งออกมาตรการกำกับดูแลธุรกิจให้บริการ OTT

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เรียกร้อง กสทช. เร่งออกมาตรการกำกับดูแลธุรกิจให้บริการ OTT หลังบ้านสมเด็จโพล เผยผู้บริโภคร้อยละ 87.1 ยินดีจ่ายค่าสมาชิกบริการ OTT แต่ไม่ยินดีดูโฆษณาคั่นร้อยละ 25.6มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เรียกร้อง กสทช. เร่งออกมาตรการกำกับดูแลธุรกิจให้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) ชี้เหตุมีปัญหารอบด้านที่สร้างผลกระทบต่อผู้บริโภค หลังบ้านสมเด็จโพล เผยผู้บริโภคร้อยละ 87.1 ยินดีจ่ายค่าสมาชิกบริการ OTT แต่ไม่ยินดีดูโฆษณาคั่นร้อยละ 25.6         วันนี้ ( 7 พฤษภาคม 2567 ) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สิงห์ สิงห์ขจร ประธานคณะกรรมการศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ กล่าวว่า ศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ได้ดำเนินโครงการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการให้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) โดยเก็บจากกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 1,114 กลุ่มตัวอย่าง เก็บข้อมูลในวันที่ 7 - 10 เมษายน 2567 กลุ่มตัวอย่างในการสำรวจครั้งนี้ใช้เกณฑ์ตารางสำเร็จรูปของ Taro Yamane กำหนดว่า ประชากรเกิน 100,000 คนต้องการความเชื่อมั่น 95% และความผิดพลาดไม่เกิน 3% ต้องใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,111 กลุ่มตัวอย่าง  ผลการสำรวจในครั้งนี้เรื่องการให้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) คือการให้บริการเนื้อหาสื่อรายการโทรทัศน์ ภาพยนตร์ วีดิโอ ผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต การบริการผ่าน แพลตฟอร์ม และเป็นแบบin app purchase คือ การดาวน์โหลดแอพพลิเคชัน แล้วมีการจ่ายค่าบริการเพิ่มเติม หรือ ที่บอกรับสมาชิกและเรียกเก็บเงินโดยแพลตฟอร์ม ในปัจจุบันมีผู้ใช้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) เป็นจำนวนมากเนื่องจากสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคจากความสะดวกสบายในการรับฟังและรับชมได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านหลากหลายอุปกรณ์ โดยผู้ให้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) มีทั้งที่จดทะเบียนบริษัทในประเทศไทยที่เสียภาษีให้กับประเทศแบบถูกต้อง และแบบที่ไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทยโดยเงินของคนไทยที่ใช้บริการไหลออกไปยังต่างประเทศ โดยที่ประเทศไทยไม่ได้รับภาษีจากการชำระค่าบริการนั้นๆ         ในปัจจุบัน พบว่า กสทช.มีอำนาจกำกับดูแลเฉพาะบริการไอพีทีวี (IPTV) หรือโทรทัศน์ผ่านอินเตอร์เน็ต แต่สำหรับการให้บริการ OTT นั้น กสทช. ยังไม่มีกฎหมายที่ชัดเจนมากำกับดูแลโดยเฉพาะ ทำให้เกิดปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) ส่วนใหญ่ คือ ไม่สามารถควบคุมเนื้อหาที่เหมาะสม การกำหนดราคาที่เหมาะสมกับผู้บริโภค การมีโฆษณาคั่นในการรับชมผ่าน OTT แม้จะมีการชำระค่าสมาชิกก็หรือค่ารับชมแล้วก็ตาม เหล่านี้ คือปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภคที่ไม่ได้รับการคุ้มครองเท่าที่ควร รวมถึงความเหลื่อมล้ำจากการถูกกำกับดูแลและการเสียภาษี ระหว่างผู้ให้บริการ IPTV และผู้ให้บริการ OTT ทั้งๆ ที่ลักษณะและรูปแบบของการให้บริการมิได้แตกต่างกัน กสทช. ควรหาแนวทางกำกับดูแลกิจการ OTT ให้เป็นธรรมและเหมาะสมเพื่อประชาชน         โดยผลการสำรวจในครั้งนี้ต่อเรื่องการให้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) มีข้อมูลที่น่าสนใจดังต่อไปนี้กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ใช้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) ร้อยละ 91.3 มีการใช้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) แบบเสียค่าสมาชิก ร้อยละ 87.1 และมีการใช้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) มากกว่า 1 แพลตฟอร์ม ร้อยละ 90.1 มีการใช้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) จากผู้ให้บริการที่เจ้าของเป็นบริษัทในประเทศไทย อันดับที่หนึ่ง คือ TRUEID ร้อยละ 49 อันดับที่สอง คือ AISPLAY ร้อยละ 44.3 อันดับที่สาม คือ 3 PLUS ร้อยละ 18 อันดับที่สี่ คือ MONOMAX ร้อยละ 13.3 และอันดับที่ห้า คือ Bugaboo inter ร้อยละ 8.4 และมีการใช้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) จากผู้ให้บริการที่เจ้าของเป็นบริษัทอยู่ในต่างประเทศ อันดับที่หนึ่ง คือ Netflix ร้อยละ 67 อันดับที่สอง คือ Youtube ร้อยละ 48.7 อันดับที่สาม คือ Disney plus Hotstar ร้อยละ 15.3 อันดับที่สี่ คือ Viu ร้อยละ 13.3 และอันดับที่ห้า คือ iQIYI ร้อยละ 12.2 ปัจจุบันมีการเสียค่าใช้จ่ายในการใช้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) ต่อเดือน เดือนละ 1 – 500 บาท ร้อยละ 75.5 มากที่สุด โดยคิดว่าค่าใช้จ่ายในการใช้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) ในปัจจุบันมีความเหมาะสม ร้อยละ 65.8 และคิดว่าค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมในการใช้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) 1 – 500 บาท ต่อเดือน ร้อยละ 74.7 มากที่สุด กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ที่ใช้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) แบบเสียค่าสมาชิก คิดว่าไม่ควรมีโฆษณาคั่นในแพกเกจแบบเสียค่าสมาชิก ร้อยละ 73.8 และ 25.6% เคยพบโฆษณาคั่นในแพกเกจแบบเสียค่าสมาชิก  โดยเหตุผลที่ใช้บริการแพกเกจแบบเสียค่าสมาชิก อันดับที่หนึ่ง คือ ต้องการรับชมเนื้อหาที่สนใจ ร้อยละ 72.2 อันดับที่สอง คือ ไม่ต้องการรับชมโฆษณา ร้อยละ 19.4 อันดับที่สาม คือ ต้องการติดตามดาราที่ชื่นชอบ ร้อยละ 6.8  กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ คิดว่าภาครัฐควรจัดเก็บภาษีของผู้ให้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) ร้อยละ 42.3 ภาครัฐไม่ควรมีการกำกับเนื้อหา ร้อยละ 51 ของผู้ให้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) และภาครัฐควรมีการกำกับราคาค่าสมาชิกของผู้ให้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) ร้อยละ 70.2 โดยอยากให้ทางภาครัฐ มีการกำหนดบทลงโทษกับผู้ให้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) ที่ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบ อันดับที่หนึ่ง คือ จ่ายค่าปรับ ร้อยละ 76.4 อันดับที่สอง คือ ปิดการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต ร้อยละ 42.1 อันดับที่สาม คือ ยึดใบอนุญาต ร้อยละ 1.9  หากพบเห็นปัญหาในการใช้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) จะร้องเรียน อันดับที่หนึ่ง คือ คอลเซ็นเตอร์ของผู้ให้บริการ (OTT) ร้อยละ 54.4 อันดับที่สอง คือ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ) ร้อยละ 16 อันดับที่สาม คือ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ  (กสทช) ร้อยละ 13.6 อันดับที่สี่ คือ ไม่แน่ใจ ร้อยละ 6.6 และอันดับที่ห้า คือ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) และ สภาองค์กรของผู้บริโภค ร้อยละ 4.7 นางนฤมล เมฆบริสุทธิ์ รองผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ฝ่ายพิทักษ์สิทธิ์ ให้ความคิดเห็นเพิ่มเติมจากข้อมูลโพลสำรวจของ ศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เกี่ยวกับการให้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) เห็นด้วยว่า  การดำเนินธุรกิจการให้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT)  กสทช. ควรมีบทบาทกำกับดูแลทั้งระบบ  เพราะเป็นการให้บริการในรูปแบบเดียวกัน  เพราะปัจจุบัน พบว่า กสทช.มีอำนาจกำกับดูแลเฉพาะบริการไอพีทีวี (IPTV)  และยังไม่มีหลักเกณฑ์ในการกำกับดูแล  ระบบ OTT   ผู้บริโภคจะเจอปัญหาว่าเมื่อใช้บริการ จะเจอเนื้อหาที่ไม่สุภาพ และมีโฆษณาที่ไม่เหมาะสม  และหากต้องการดูแบบไม่มีโฆษณาจะคิดค่าบริการที่มีราคาแพง และบังคับการใช้อุปกรณ์เท่าที่ระบุไว้ตามราคาเท่านั้น เช่น ถ้าซื้อราคา 99 บาท/เดือน ใช้ได้เฉพาะมือถือและแท็ปเล็ตเท่่านั้น  เป็นต้น     อีกทั้งพบว่า บริการ OTT ที่ผู้บริโภคใช้ส่วนมากจะเป็น ผู้ประกอบการที่อยู่ในต่างประเทศซึ่งตรงกับโพลสำรวจข้างต้น   จึงขอให้ กสทช. มีหลักเกณฑ์การกำกับดูแลการประกอบธุรกิจบริการ OTT ที่เป็นผู้ประกอบการต่างประเทศให้อยู่ภายใต้กฎหมายของประเทศไทยเหมือนกัน ซึ่งหากไม่มีการกำกับดูแลให้ทั่วถึงแล้ว นอกจากผู้บริโภคไทยจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์แล้ว  รัฐจะเสียผลประโยชน์ด้านภาษีด้วย  หมายเหตุ : การสำรวจความคิดเห็นของบ้านสมเด็จโพล ดำเนินการโดยเก็บจากกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 1,114 กลุ่มตัวอย่าง เก็บข้อมูลในวันที่ 7 - 10 เมษายน 2567 กลุ่มตัวอย่างในการสำรวจครั้งนี้ใช้เกณฑ์ตารางสำเร็จรูปของ Taro Yamane กำหนดว่า ประชากรเกิน 100,000 คนต้องการความเชื่อมั่น 95% และความผิดพลาดไม่เกิน 3% ต้องใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,111 กลุ่มตัวอย่าง  ส่วนที่ 1 การให้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT)        1.  ท่านใช้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) ใช่หรือไม่                ใช่                                                ร้อยละ 91.3                ไม่ใช่                                             ร้อยละ 8.7        2. ปัจจุบันท่านใช้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) มากกว่า 1 แพลตฟอร์ม ใช่หรือไม่                ใช่                                                 ร้อยละ 90.1                ไม่ใช่                                             ร้อยละ 9.9        3. ท่านใช้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) จากผู้ให้บริการที่เจ้าของเป็นบริษัทในประเทศไทย รายใดบ้าง  (เลือกได้มากกว่า 1 ข้อ)                 TRUEID                                                 ร้อยละ 49                AISPLAY                                                ร้อยละ 44.3                MONOMAX                                            ร้อยละ 13.3                3 PLUS                                                  ร้อยละ 18                Bugaboo inter                                  ร้อยละ 8.4                อื่นๆ                                                       ร้อยละ 2             4. ท่านใช้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) จากผู้ให้บริการที่เจ้าของเป็นบริษัทอยู่ในต่างประเทศ รายใดบ้าง (เลือกได้มากกว่า 1 ข้อ)                 Netflix                                          ร้อยละ 67                   Prime Video                                  ร้อยละ 11.5                 Disney pluss Hotstar                      ร้อยละ 15.3                HBO Go                                        ร้อยละ 7.3                  WeTV                                           ร้อยละ 11.8                Viu                                               ร้อยละ 13.3                iQIYI                                            ร้อยละ 12.2                 Youtube                                        ร้อยละ 48.7                อื่นๆ                                              ร้อยละ 0.7          5. ท่านใช้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) แบบเสียค่าสมาชิก ใช่หรือไม่                ใช่                                                ร้อยละ 87.1                 ไม่ใช่                                             ร้อยละ 12.9         6. ปัจจุบันท่านเสียค่าใช้จ่ายในการใช้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) เท่าไรต่อเดือน                ไม่เสียค่าใช้จ่าย                              ร้อยละ 14.5                 1 – 500 บาท                                 ร้อยละ 75.5                 501 – 1,000  บาท                          ร้อยละ 8.6                  มากกว่า 1,000 บาทขึ้นไป                 ร้อยละ 1.4                   7. ท่านคิดว่าค่าใช้จ่ายในการใช้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) ในปัจจุบันเหมาะสมหรือไม่                เหมาะสม                                      ร้อยละ 65.8                 ไม่เหมาะสม                                   ร้อยละ 17.1                 ไม่แน่ใจ                                        ร้อยละ 17.1         8. ท่านคิดว่าค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมในการใช้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) เท่าไรต่อเดือน                ไม่เสียค่าใช้จ่าย                              ร้อยละ 19.4                 1 – 500 บาท                                 ร้อยละ 74.7                 501 – 1,000  บาท                          ร้อยละ 5.3                  มากกว่า 1,000 บาทขึ้นไป                 ร้อยละ 0.6                   9. ท่านใช้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) แบบเสียค่าสมาชิก เพราะเหตุใด                ต้องการรับชมเนื้อหาที่สนใจ               ร้อยละ 72.2                ต้องการติดตามดาราที่ชื่นชอบ            ร้อยละ 6.8                ไม่ต้องการรับชมโฆษณา                   ร้อยละ 19.4                อื่นๆ                                             ร้อยละ 1.6          10. ท่านเคยพบโฆษณาในการใช้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) แบบเสียค่าสมาชิก หรือไม่                เคยพบโฆษณา                                ร้อยละ 25.6                ไม่เคยพบโฆษณา                            ร้อยละ 60.7                ไม่แน่ใจ                                         ร้อยละ 13.7        11. ท่านพบโฆษณาในการใช้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) แบบเสียค่าสมาชิก ท่านคิดว่าควรมีโฆษณาหรือไม่                ควรมี                                            ร้อยละ 10.3                ไม่ควรมี                                         ร้อยละ 73.8                ไม่แน่ใจ                                         ร้อยละ 15.9        12. ท่านคิดว่าภาครัฐควรจัดเก็บภาษีของผู้ให้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) หรือไม่              ควร                                              ร้อยละ 42.3                ไม่ควร                                           ร้อยละ 40.7                ไม่แน่ใจ                                         ร้อยละ 17        13. ท่านคิดว่าภาครัฐควรมีการกำกับเนื้อหาของผู้ให้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) หรือไม่                ควร                                              ร้อยละ 32.9                ไม่ควร                                           ร้อยละ 51                ไม่แน่ใจ                                         ร้อยละ 16.1        14. ท่านคิดว่าภาครัฐควรมีการกำกับราคาค่าสมาชิกของผู้ให้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) หรือไม่                ควร                                               ร้อยละ 70.2                ไม่ควร                                           ร้อยละ 10.7                 ไม่แน่ใจ                                        ร้อยละ 19.1        15. ท่านอยากให้ทางภาครัฐ มีการกำหนดบทลงโทษกับผู้ให้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) ที่ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบอย่างไร (เลือกได้มากกว่า 1 ข้อ)                 จ่ายค่าปรับ                                            ร้อยละ 76.4                ปิดการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต                  ร้อยละ 42.1                ยึดใบอนุญาต                                   ร้อยละ 1.9        16. หากท่านพบเห็นปัญหาในการใช้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) ท่านจะร้องเรียนผ่านช่องทางใด                 คอลเซ็นเตอร์ของผู้ให้บริการ (OTT)                                                                                        ร้อยละ     54.4                คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ)                                                                                    ร้อยละ     16                กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.)                        ร้อยละ     4.7                คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ  (กสทช)       ร้อยละ     13.6                สภาองค์กรของผู้บริโภค                                                                                               ร้อยละ     4.7                ไม่แน่ใจ                                                                                                                   ร้อยละ     6.6         ข้อมูลด้านประชากรศาสตร์                1.  เพศ                 ชาย                     ร้อยละ        51.5           หญิง                   ร้อยละ        48.5                2.  อายุ                 ต่ำกว่า  20 ปี        ร้อยละ        11.8            20 – 25  ปี         ร้อยละ        35.2                                              26 – 30  ปี            ร้อยละ        20.8           31 – 35  ปี          ร้อยละ         14.5                                              36 – 40  ปี            ร้อยละ        7.9             41 – 45  ปี           ร้อยละ        3.9                                              46 – 50  ปี            ร้อยละ        2.6              มากกว่า 50  ปี     ร้อยละ        3.3                3.  อาชีพ      นักเรียน / นิสิต / นักศึกษา                                    ร้อยละ         36                                     ข้าราชการ/พนักงานของรัฐ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ        ร้อยละ         12.8                                 พนักงานบริษัทเอกชน                                         ร้อยละ         25                                      นักธุรกิจ/เจ้าของกิจการส่วนตัว                              ร้อยละ         12                                 แม่บ้าน/พ่อบ้าน                                                 ร้อยละ          6                                 รับจ้างทั่วไป                                                      ร้อยละ         8.2 

อ่านเพิ่มเติม>

“การแสดงฉลากผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ไม่แปรรูปและการโฆษณา ณ สถานที่ขายเกี่ยวกับการใช้ยาต้านจุลชีพ”

ผลสำรวจตัวอย่างเนื้อหมู-ไก่ ชนิดพรีเมียม และปกติ พบบางรายการปกปิดข้อมูลด้านความไม่ปลอดภัยจากสารอันตราย ไม่ยอมแจ้งบนฉลาก         วันนี้ ( 13 มีนาคม 2567 ) ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) ร่วมกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และภาคีเครือข่ายนักวิชาการ ได้จัดแถลงผลการศึกษาเรื่อง “การแสดงฉลากผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ไม่แปรรูปและการโฆษณา ณ สถานที่ขายเกี่ยวกับการใช้ยาต้านจุลชีพ” โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)         การสำรวจฉลาก นางสาวทัศนีย์ แน่นอุดร รองผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และบรรณาธิการนิตยสารฉลาดซื้อ กล่าวถึงวิธีการเก็บตัวอย่างว่า ได้สุ่มเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์เนื้อหมู เนื้อไก่ ที่ระบุว่าเป็นสินค้าพรีเมียม มีการอ้างถึงขั้นตอนเลี้ยงด้วยกระบวนการพิเศษและปลอดภัยจากสารต่างๆ ทำให้ราคาขายแพงกว่าเนื้อสัตว์ในกระบวนการเลี้ยงปกติ โดยเก็บเนื้อหมูส่วนสะโพก (สันนอก สันใน) และอกไก่ลอกหนัง จากซูเปอร์มาร์เก็ตในเขตกรุงเทพมหานคร เป็นเนื้อหมูจำนวน 7 ตัวอย่าง อกไก่ 5 ตัวอย่าง และเก็บตัวอย่างเนื้อหมูส่วนสะโพกและอกไก่ แบบปกติที่บรรจุในภาชนะบรรจุอย่างละ 1 ตัวอย่างในซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อนำมาเปรียบเทียบราคาจำหน่ายในช่วงเวลาเดียวกัน (เดือนกันยายน 2566) รวมเป็นจำนวนตัวอย่างทั้งสิ้น 14 ตัวอย่าง จากการเปรียบเทียบราคาพบว่า ราคาแพงกว่าราคาปกติประมาณสองเท่า         1.เนื้อหมูส่วนสะโพกชนิดพรีเมียม ราคาอยู่ระหว่าง 290 – 500 บาท ต่อกิโลกรัม ในขณะที่เนื้อหมูส่วนสะโพกชนิดธรรมดา สันนอกคัด จำหน่ายภายในห้างฯ ราคาอยู่ที่ 225 บาทต่อกิโลกรัม แต่ถ้าเทียบกับราคาในแหล่งจำหน่ายอื่นๆ ของเดือนกันยายน 2566 สันนอกจะมีราคาอยู่ที่ 130 บาทต่อกิโลกรัม         2.เนื้ออกไก่ลอกหนังชนิดพรีเมียม ราคาอยู่ระหว่าง 215 – 400 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่เนื้ออกไก่ชนิดธรรมดา จำหน่ายภายในห้างฯ อกไก่ลอกหนัง ราคาอยู่ที่ 208 บาทต่อกิโลกรัม แต่ถ้าเทียบกับราคาในแหล่งจำหน่ายอื่นๆ ของเดือนกันยายน 2566 อกไก่จะมีราคาอยู่ที่ 90 บาทต่อกิโลกรัม         ผลวิเคราะห์การสำรวจฉลากเนื้อหมูสด-เนื้อไก่สด อ.ภก.ชินวัจน์ แสงอังศุมาลี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม กล่าวว่า ได้นำข้อมูลจาก มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ที่สุ่มเก็บตัวอย่าง ฉลากเนื้อหมูสด-ไก่สด ชนิดพรีเมียม และชนิดธรรมดา ช่วงเดือนกันยายน 2566 ทำการวเคราะห์ประเด็นการใช้ยาปฏิชีวนะ และสารอื่นๆ ปรากฏว่า รูปแบบฉลากที่สำรวจชนิดพรีเมียม มีทั้งแจ้ง และ ไม่แจ้ง บนฉลาก ส่วนชนิดธรรมดา ไม่มีการแจ้งใดๆ         การวิเคราะห์ฉลาก ยังมีข้อสังเกต ดังนี้         มีความหลากหลายของการแสดงฉลาก         การแสดงฉลากในเรื่องยาปฏิชีวนะของเนื้อหมูและเนื้อไก่ ...พบว่าเนื้อหมูและไก่เกรดพรีเมียม 6 ตัวอย่าง (ร้อยละ 42.9) มีการแสดงข้อความในฉลากที่สื่อว่าไม่ใช้เลยตลอดการเลี้ยง และ 6 ตัวอย่าง (ร้อยละ 42.9) ที่ฉลากมีการกล่าวอ้างว่าไม่เจอโดยใช้ข้อความหลายรูปแบบ เช่น ‘ปลอดยาปฏิชีวนะ’ แตกต่างจาก ‘เลี้ยงโดยไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ’ ในขณะที่เนื้อหมูและเนื้อไก่แบบธรรม 2 ตัวอย่าง (ร้อยละ 14.3) ไม่ได้ระบุสาระสำคัญเกี่ยวกับยาปฏิชีวนะ         บางยี่ห้อเน้นที่รางวัลที่ได้รับ ทำให้ผู้บริโภคสนใจคำว่าชนะรางวัล มากกว่าคุณค่าทางโภชนาการ         ข้อความคำแนะนำเป็นภาษาอังกฤษ อ่านยาก ควรเป็นภาษาไทยเพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจ         ข้อสังเกตสำคัญ ประเด็นที่สำคัญที่เกี่ยวกับเรื่องยาปฏิชีวนะ มีการใช้คำสองความหมายคือ “เลี้ยงโดยไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ (RAISED WITHOUT ANTIBIOTICS)” ซึ่งแตกต่างจากคำว่า “ปลอดภัยจากยาปฏิชีวนะตกค้าง (ANTIBIOTICS CONTROLLED หรือ ANTIBIOTICS FREE)” มีการใช้คำกล่าวอ้างที่มีรูปแบบหลากหลายอาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด เช่น มีการใช้ยาปฏิชีวนะในการเลี้ยง แต่หยุดการใช้ก่อนเชือดจนไม่มีการตกค้างอาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าเลี้ยงโดยไม่ใช้ยาปฏิชีวนะตลอดการเลี้ยงดูเลยได้ ควรมีการกำหนดมาตรฐานและการตรวจสอบก่อนอนุญาตให้ใช้คำดังกล่าว และควรมีการกำหนดให้ชัดเจนเกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะในการเลี้ยง ทั้งในฉลากทั้งเนื้อสัตว์แบบพรีเมียม และไม่พรีเมียม รวมทั้งระบุถึงมาตรฐานฟาร์มที่เป็นที่มาของเนื้อสัตว์ดังกล่าว         ด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ เภสัชกร ปรุฬห์ รุจนธำรงค์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รายงานข้อสังเกตจากฉลากผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ไม่แปรรูป การโฆษณา ณ สถานที่ขายและกฎหมายที่เกี่ยวข้องว่า “ประเทศไทยมีการกำหนดฉลากผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ประเภทลูกชิ้น ไส้กรอก แหนม หมูยอ กุนเชียง และผลิตภัณฑ์ที่มีกระบวนการผลิตทำนองเดียวกันนี้ที่บรรจุในภาชนะพร้อมจำหน่าย ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 243) พ.ศ. 2544 เรื่อง ผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ และมีการกำหนดฉลากของอาหารในภาชนะบรรจุ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 367) พ.ศ. 2557 เรื่อง การแสดงฉลากของอาหารในภาชนะบรรจุ แต่ประกาศนี้ก็ไม่ใช้กับอาหารสดที่ไม่ผ่านกรรมวิธีใดๆ หรืออาหารสดที่ผ่านกรรมวิธีการแกะ ชำแหละ ตัดแต่ง หรือวิธีการอื่นใดเพื่อลดขนาด ซึ่งอาจแช่เย็นหรือไม่แช่เย็นและบรรจุในภาชนะที่สามารถมองเห็นสภาพของอาหารสด ฉลากผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ไม่แปรรูปขาดการควบคุม จึงส่งผลให้ผลการสำรวจฉลากพบการแสดงฉลากที่หลากหลาย ขาดความชัดเจน ทั้งขนาดตัวอักษร รูปแบบการแสดงข้อความ ตลอดจนความชัดเจนของการสื่อความหมายของข้อความ ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคเกิดความเข้าใจผิดได้ จึงทำให้เกิดความสงสัยว่าบทบาทหน้าที่ในการกำหนดมาตรการด้านฉลากดังกล่าวควรเป็นหน้าที่ของหน่วยงานใด ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือหน่วยงานอื่น”         ผู้ช่วยศาสตราจารย์ เภสัชกร ปรุฬห์ รุจนธำรงค์ ยังกล่าวต่อไปอีกว่า ส่วนประเด็นด้านโฆษณาอาหารนั้น ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 กำหนดให้การแสดงคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหาร ต้องได้รับอนุญาตก่อนการโฆษณา ซึ่งหากพิจารณาตามประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง หลักเกณฑ์การโฆษณาอาหาร พ.ศ. 2564 การใช้คำว่า “สด” “ธรรมชาติ” “ผลิตภัณฑ์อินทรีย์” “ออร์แกนิก” “อนามัย” “ถูกสุขอนามัย” “สะอาด” “คุณภาพ” เข้าข่ายบัญชีหมายเลข 3 ของประกาศนี้ ซึ่งเป็นลักษณะการโฆษณาที่เข้าข่ายลักษณะเป็นคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหารที่ต้องยื่นคำขออนุญาตโฆษณาอาหาร หากทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาถือว่าผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ไม่แปรรูปเป็นอาหารที่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 การกล่าวอ้างในลักษณะนี้ก็ควรจะต้องมีการตรวจสอบโฆษณาทั้งเรื่องการขออนุญาต หรืออย่างน้อยก็ควรมีบทบาทในการตรวจสอบสิ่งที่กล่าวอ้างนั้นเป็นความจริงหรือไม่         รายละเอียดด้านการลงพื้นที่เก็บภาพการโฆษณา ณ แหล่งขาย นางสาวทัศนีย์กล่าวว่า ไปสำรวจโฆษณาของร้านขายเนื้อสัตว์ประเภทเนื้อหมูและเนื้อไก่ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 44 ร้าน 29 พื้นที่ สำรวจทั้งในซูเปอร์มาเก็ต ร้านตั้งเดี่ยวนอกห้างสรรพสินค้า ร้านค้าในตลาด ร้านสะดวกซื้อ และแผงในตลาดสด ...เมื่อนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์โดยเทียบกับหลักเกณฑ์การโฆษณาอาหาร พบว่าการโฆษณาที่เข้าข่ายการแสดงคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหาร โดยมีการแจ้งคุณภาพของสินค้า พบ 16 ร้าน (คิดเป็นร้อยละ 36.3) โดยรูปแบบการแจ้งคุณภาพอาจจะกล่าวเพียงประเด็นเดียวหรือหลายประเด็น ดังนี้ ร้านขายได้กล่าวถึงความสะอาด 8 ร้าน, สด 6 ร้าน, คุณภาพ 4 ร้าน, อนามัย 2 ร้าน, ชุ่มฉ่ำ 2 ร้าน คำว่าพรีเมี่ยม 1 ร้าน และเลี้ยงด้วยโปรไบโอติกส์อย่างละ 1 ร้าน ข้อสังเกตในส่วนของซูเปอร์มาร์เก็ต จะมีการอนุญาตให้สินค้าแต่ละชื่อการค้าโฆษณาตัวเอง พบ 8 ร้าน (คิดเป็นร้อยละ 18.18) นอกจากนี้ยังพบการโฆษณาว่าปลอดภัย 6 ร้าน (คิดเป็นร้อยละ 13.63) การโฆษณาว่าปลอดสารเร่งเนื้อแดง พบ 4 ร้าน (คิดเป็นร้อยละ 9.09) การโฆษณาว่าไม่ใช้ฮอร์โมน พบ 2 ร้าน (คิดเป็นร้อยละ 4.55) การโฆษณาสัญลักษณ์ปศุสัตว์ OK พบ 16 ร้าน (คิดเป็นร้อยละ 36.3) แต่ร้านที่มีสัญลักษณ์ปศุสัตว์ OK มีแจ้งคุณภาพของสินค้าเพียง 8 ร้านเท่านั้น การแจ้งคุณค่าทางโภชนาการของเนื้อสัตว์ที่ขาย พบเพียง 1 ร้าน และการกล่าวอ้างอื่น เช่น การกล่าวอ้างด้านกระบวนการเลี้ยงดูที่เป็นธรรมชาติ พบคำว่า “100% organic” การรับรองตนเอง พบคำรับรองประกันคุณภาพในบริษัท “มีระบบตรวจสอบย้อนกลับ” “วงจรคุณภาพและความสดของแผนกเนื้อสัตว์”         นักวิชาการด้านกฎหมาย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ เภสัชกร ปรุฬห์ มองว่า “หากมองในมุมกฎหมายการโฆษณาลักษณะนี้โดยไม่ได้รับอนุญาตก็เป็นปัญหาด้านกฎหมายได้ หากมองในมุมของผู้บริโภคก็ต้องการทราบว่าผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายเชื่อถือหรือไว้วางใจได้หรือไม่ หากไม่ทราบข้อมูลจากผู้ขายเลยก็อาจขาดข้อมูลสำหรับการตัดสินใจ หากผู้ขายให้ข้อมูลมา แต่ไม่สามารถตรวจสอบหรือยืนยันได้ว่าเรื่องใดจริงหรือเท็จผู้บริโภคก็ถูกเอาเปรียบได้เช่นกัน”         ผศ.ดร.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) สรุปผลการศึกษาดังกล่าวข้างต้น มีข้อสังเกตว่าฉลากมีความหลากหลายของการนำเสนอ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้อง คำว่า’ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะในการเลี้ยง’ ที่มีความหมายแตกต่างจากคำว่า’ปลอดจากยาปฏิชีวนะ’ นอกจากนี้ยังพบความแตกต่างของการใช้คำต่าง ๆ เช่น วันหมดอายุ มีขนาดเล็กมาก รวมถึงการระบุสรรพคุณของเนื้อสัตว์ จากการวิเคราะห์กฎหมาย ระเบียบ กติกา อาจมีช่องว่างของการควบคุมฉลากเนื้อสัตว์ดิบประเภทหมูและไก่ เมื่อเทียบกับเนื้อสัตว์แปรรูปแปรรูปหรือไม่ จึงมีช่องว่างของการใช้คำโฆษณาผลิตภัณฑ์ เพื่อทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อ เช่นคำว่า ปศุสัตว์ OK หมายถึงอะไรบ้าง การเคลมคุณสมบัติบนฉลากผลิตภัณฑ์ หรือ การแสดง ณ จุดจำหน่ายนี้ มีหน่วยงานใดมีหน้าที่ตรวจสอบบ้าง มีหน่วยงานใดทำหน้าที่ควบคุม การกำหนดราคาสินค้าพรีเมียม มาตรฐานต่างๆ         ดังนั้นจึงมีข้อเสนอเกี่ยวกับฉลากเนื้อสัตว์สด และการโฆษณาของร้านขายเนื้อสัตว์ ดังนี้         1. ควรมีเจ้าภาพรับผิดชอบในการกำหนดลักษณะฉลากเนื้อสัตว์สดและการโฆษณาของร้านขายเนื้อสัตว์ ซึ่งอาจจะเป็นสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค         2.ควรมีข้อกำหนดในการใช้คำให้ชัดเจน เนื่องจากพบการใช้คำโฆษณานี้มีความหลากหลาย มีทั้งการกล่าวอ้างด้านกระบวนการเลี้ยงดูที่เป็นธรรมชาติ และการกล่าวอ้างด้านไม่พบสิ่งที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจที่แตกต่างกันได้ เช่น คำว่า “ปลอดภัยจากยาปฏิชีวนะ” อาจสื่อความหมายได้ตั้งแต่ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะตลอดการเลี้ยงดู หรือมีระยะหยุดยาก่อนการฆ่า หรือมีการใช้ยาแต่มีเนื้อสัตว์พบยาปฏิชีวนะตกค้างไม่เกินที่กำหนดในกฎหมาย จึงควรมีข้อกำหนดในการใช้คำให้ชัดเจน เช่น “Raised without antibiotics” (ไม่มีการใช้ยาปฏิชีวนะทุกขั้นตอนของการเลี้ยง)         3.ควรมีหน่วยงานที่ติดตามและตรวจสอบการกล่าวอ้าง เพื่อไม่ให้เกิดการกล่าวอ้างเกินจริง ซึ่งจูงใจให้ผู้บริโภคหลงเชื่อ และการโฆษณาในลักษณะดังกล่าวอาจมีผลทำให้ราคาสินค้าเกินกว่าความเป็นจริงได้ โดยเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เข้ามาตรวจสอบการโฆษณาดังกล่าว         4.มีระบบฐานข้อมูลการตรวจสอบฉลากของสินค้า และ 5. การให้ความรู้กับผู้บริโภค

อ่านเพิ่มเติม>

ฉลาดซื้อแนะนำ

ศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อสุ่มวิเคราะห์ “หมึกกรอบ”ทั่วกรุงเทพและปริมณฑล พบกว่าร้อยละ 57 ปนเปื้อนฟอร์มาลิน

        วันนี้ ( 14 มิถุนายน 2566 ) ทัศนีย์ แน่นอุดร บรรณาธิการนิตยสารฉลาดซื้อ กล่าวว่า การสุ่มตรวจสอบ “หมึกกรอบ”  ปนเปื้อนฟอร์มาลิน เป็นหนึ่งในงานเฝ้าระวังสินค้าและบริการของ นิตยสารฉลาดซื้อ ตามโครงการสร้างเสริมความเข้มแข็งระบบเฝ้าระวังสินค้าและบริการเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ด้านสุขภาพ จากการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) เนื่องจากในทุกๆ ปีจะมีข่าวการพบสารฟอร์มาลินในอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอาหารทะเล         จากข้อมูลของกรมอนามัย ปีงบประมาณ 2563  พบว่า จากผลการตรวจวิเคราะห์ของกระทรวงสาธารณสุข จำนวนทั้งหมด 14,046 ตัวอย่าง พบการปนเปื้อนของฟอร์มาลิน 705 ตัวอย่าง โดยพบมากที่สุดใน หมึกกรอบ ร้อยละ 31.35 รองลงมาคือ หมึกสด  ร้อยละ 2.36  แมงกะพรุน ร้อยละ 1.55 และ กุ้ง ร้อยละ 0.14 ตามลำดับ ทั้งนี้ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 391 (พ.ศ.2561) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 กำหนดให้สารละลายฟอร์มัลดีไฮด์หรือ ฟอร์มาลิน เป็นวัตถุห้ามใช้ในอาหาร ผู้ใช้สารนี้กับอาหาร หรือทำให้อาหารนั้นเกิดพิษภัยต่อผู้บริโภค จัดเป็นการผลิต จำหน่ายอาหารไม่บริสุทธิ์ และถ้าตรวจพบการกระทำดังกล่าวจะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ         สรุปผลการทดสอบ “หมึกกรอบ” จำนวน 14 ตัวอย่าง สุ่มเก็บจากแหล่งจำหน่ายสินค้าในเขตกรุงเทพและปริมณฑล ได้แก่ ตลาดสด 8 แห่ง , ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต 4 แห่ง ,และ ร้านค้าออนไลน์ 2 แห่ง ส่งวิเคราะห์ที่ห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 17025 ซึ่งดำเนินการช่วงเดือนเมษายน 2566 พบปนเปื้อนฟอร์มาลิน 8 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 57.14 โดยปริมาณฟอร์มาลิน พบตัวอย่างที่สั่งซื้อจากร้านค้าออนไลน์  สูงเป็นอันดับ 1 ส่วนอันดับ 2 และ 3  พบจากตลาดสด (  ดูผลทดสอบจากhttps://chaladsue.com/article/4269/ )          ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ นักวิชาการอิสระ ที่ปรึกษาศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า หากถามว่า ฟอร์มาลินมีอันตรายอย่างไรต่อร่างกาย ข้อมูลที่พอเชื่อถือได้จากอินเทอร์เน็ตกล่าวโดยรวมว่า อาการระยะสั้นจากการสูดดมเข้าไปจะมีผลต่อระบบหายใจ คือ แสบจมูก เจ็บคอ ไอ หายใจไม่ออก หากสูดดมในปริมาณมากอาจทำให้ปอดอักเสบ น้ำท่วมปอด และอาจเสียชีวิตได้ หากสัมผัสกับฟอร์มาลินโดยตรงจะมีผลต่อระบบผิวหนังหลังสัมผัสคือ ทำให้เกิดผื่นคัน จนถึงผิวหนังอาจไหม้ หรือเปลี่ยนเป็นสีขาวได้ และหากกินอาหารที่ปนเปื้อนฟอร์มาลินเข้าไปในปริมาณมาก อาจมีอาการปวดศีรษะรุนแรง หัวใจเต้นเร็ว แน่นหน้าอก ปากและคอแห้ง คลื่นไส้อาเจียน ถ่ายท้อง ปวดท้องอย่างรุนแรง ปัสสาวะไม่ออก หมดสติ ถ้าปล่อยทิ้งไว้อาจเสียชีวิตเพราะระบบหมุนเวียนเลือดล้มเหลว         วิธีเลือกซื้อเนื้อสัตว์ให้ปลอดภัยจากฟอร์มาลิน สำหรับผู้บริโภคที่ต้องการซื้อเนื้อสัตว์ต่าง ๆ จากร้านค้าที่ไม่มีการแช่ในตู้เย็น สามารถใช้วิธีการดมกลิ่น ถ้าอาหารนั้นมีกลิ่นฉุนแสบจมูกให้สงสัยว่ามีฟอร์มาลินอยู่ (ปัญหามักเกิดกับอาหารทะเลซึ่งเหม็นคาว) ซึ่งมีนักวิชาการคนหนึ่งกล่าวว่า สามารถกำจัดฟอร์มาลินที่ปนเปื้อนบนเนื้อได้ด้วยการใช้น้ำด่างทับทิมหรือ potassium permanganate เพื่อเปลี่ยนฟอร์มาลดีไฮด์ในฟอร์มาลินให้เป็นกรดฟอร์มิคหรือกรดมดได้ แต่ควรคำนึงด้วยว่า เนื้อสัตว์ที่ชุบฟอร์มาลินนั้นมักไม่ถูกสุขอนามัยที่ดีมาก่อน จึงต้องใช้ฟอร์มาลินกลบเกลื่อนความไม่สด ดังนั้นจึงไม่สมควรนำเนื้อดังกล่าวมาบริโภคและไม่ควรโยนให้สัตว์เช่น หมาหรือแมวกิน         อ่านผลทดสอบฟอร์มาลินใน “หมึกกรอบ”เพิ่มเติมได้ที่ https://chaladsue.com/article/4269/

อ่านเพิ่มเติม>

วิตามินซีในเครื่องดื่มสลายตัวเป็นอะไร

ผู้บริโภคที่ศึกษาถึงขั้นมัธยมศึกษาขึ้นไปนั้นคงพอมีความรู้ว่า วิตามินซี เป็นสารอาหารสำคัญมากชนิดหนึ่งต่อร่างกายมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งควรรู้ว่า ร่างกายต้องใช้วิตามินซีในกระบวนการสังเคราะห์โปรตีนที่เรียกว่า คอลลาเจน ซึ่งเป็นโปรตีนที่มีสัดส่วนมากที่สุดในร่างกายมนุษย์ราวร้อยละ 25-35 ดังนั้นจึงมีคำแนะนำว่า ควรกินผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงเพื่อให้มีผิวพรรณดีเพราะมีคอลลาเจนครบตามที่ผิวควรมีได้ (ไม่เกี่ยวกับสีผิวนะครับ) นอกจากนี้วิตามินซียังมีบทบาทที่สำคัญอีกประการหนึ่ง (ในอีกหลายประการ) คือ ช่วยในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน (ร่วมกับสังกะสี วิตามินเอ โปรตีนและอื่น ๆ) ให้ทำงานเป็นปรกติ)สิ่งที่พิสูจน์ว่าคนไทยหลายคนสนใจเกี่ยวกับวิตามินซีและรู้ถึงประโยชน์ของวิตามินซีอย่างดีนั้น ยืนยันด้วยความนิยมในการซื้อผลิตภัณฑ์อาหารที่มีการเสริมวิตามินซี โดยเฉพาะน้ำดื่มหรือเครื่องดื่มที่มีการเติมวิตามินซีลงไป ทั้งเติมน้อยพอประมาณหรือเติมเท่าค่า RDA (คือ 60 มิลลิกรัม) หรือเติมให้มากเกินความต้องการโดยระบุเป็นร้อยละที่เพิ่มขึ้น เช่น 200% ไปเลยแต่ประเด็นที่ผู้บริโภคมักมองผ่านคือ ในการเรียนรู้ที่ผ่านมาในชีวิตนั้น คุณครูมักสอนว่า วิตามินซีไม่ค่อยเสถียรเมื่อได้รับความร้อนและ/หรือแสง ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์แล้วแสงโดยเฉพาะแสงอัลตราไวโอเล็ทมีผลต่อการสูญเสียของวิตามินซีเป็นหลักมากกว่าความร้อนเสียอีก ดังนั้นผลิตภัณฑ์ที่เสริมวิตามินซีจึงมักใช้ภาชนะบรรจุปิดสนิทเพื่อป้องกันแสงพร้อมทั้งป้องกันออกซิเจนจากอากาศ ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงวิตามินซีไปเป็นสารอื่นประเด็นที่น่าสนใจคือ วิตามินซีที่อยู่ในอาหาร ทั้งวิตามินซีธรรมชาติและวิตามินซีที่สังเคราะห์เลียนแบบธรรมชาติที่เติมลงไปในอาหารนั้นเปลี่ยนแปลงไปเป็นสารอื่นยากหรือง่ายเพียงใด และที่สำคัญคือ เปลี่ยนไปเป็นอะไร         เครื่องดื่มผสมวิตามินซี        ความที่สินค้าที่มีการเสริมวิตามินซีได้รับความนิยมสูง คำถามหนึ่งที่ปรากฏขึ้นในใจของคนขี้สงสัย คือ สินค้าที่ซื้อมาบริโภคนั้นมีวิตามินซีที่ต้องการได้ตามที่ระบุไว้บนฉลากหรือไม่ โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องทำตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข (มีลักษณะเป็นอาหารทั่วไปซึ่งมีเพียงการควบคุมการแสดงฉลากและดูแลความปลอดภัยเท่าที่ควรเป็นเท่านั้น) ศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค จึงเก็บตัวอย่างสินค้าเครื่องดื่มผสมวิตามินซี จำนวน 47 ตัวอย่าง ส่งให้ห้องปฏิบัติการของหน่วยงานหนึ่งที่ได้รับการยอมรับจากรัฐ ตรวจวิเคราะห์ปริมาณวิตามินซีที่ปรากฏในวันที่เก็บตัวอย่าง แล้วเปิดเผยผลการตรวจสอบปริมาณวิตามินซีในตัวอย่างที่เก็บมาเมื่อวันอังคารที่ 15 ธันวาคม 2563 ซึ่งพบว่ามี 8 ตัวอย่าง ไม่พบปริมาณวิตามินซีตามที่แจ้งบนฉลากสินค้าและหนึ่งในนั้นคือ เครื่องดื่มผสมน้ำสมุนไพรสกัดชนิดหนึ่งและวิตามินซี ของผู้ผลิตใหญ่รายหนึ่ง ซึ่งทำให้ผู้บริโภคสินค้าดังกล่าวประหลาดใจปนเสียดายเงิน ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์ที่เคยได้รู้ข้อมูลเกี่ยวกับวิตามินซีมาก่อนเห็นว่า เป็นเรื่องธรรมดา เพราะวิตามินซีนั้นก็เหมือนกับวิตามินที่ละลายน้ำอื่น ๆ ที่เสียสภาพได้ไม่ยากเมื่อถูกละลายน้ำ โดยขึ้นกับสิ่งแวดล้อมรอบวิตามินนั้น ๆ ทั้งสภาวะทางกายภาพและองค์ประกอบในสินค้านั้นว่าเป็นอะไรบ้าง (งานวิจัยในลักษณะนี้มีมากสามารถค้นหาได้จากฐานข้อมูลวิชาการทางวิทยาศาสตร์ในอินเทอร์เน็ต)หลังการแถลงข่าวของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ได้มีผู้ผลิตสินค้ารายหนึ่งเห็นความสำคัญที่ต้องแถลงชี้แจงข้อเท็จจริงสู่สาธารณชน (ผู้เขียนจำต้องดัดแปลงเนื้อหาบางส่วนนิดหน่อยโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับยี่ห้อสินค้าเพื่อตัดความรำคาญที่อาจตามมาภายหลัง) ว่า        ….สินค้าที่ผลิตทุกครั้งการผลิตได้ใส่ส่วนผสมวิตามินซีตามที่ได้ระบุไว้บนฉลาก แต่ด้วยคุณสมบัติบางประการของวิตามินซีที่มีความเปราะบาง อาจมีโอกาสที่จะสลายได้ง่ายกว่าวิตามินตัวอื่นๆ และเร็วขึ้นกว่าปกติ โดยเฉพาะการทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ ในที่ที่มีความร้อน แสง และความชื้น ทางผู้ผลิตขอยืนยันว่า สินค้าของบริษัทในทุกครั้งการผลิตได้ใส่ส่วนผสมวิตามินซีตามที่ได้ระบุไว้บนฉลาก แต่ด้วยคุณสมบัติบางประการของวิตามินซีที่มีความเปราะบาง อาจมีโอกาสที่จะสลายได้ง่ายกว่าวิตามินตัวอื่น ๆ โดยเฉพาะการทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ อาจส่งผลให้การสลายตัวเร็วขึ้นกว่าปกติ และวิตามินซียังสามารถสลายตัวได้ง่ายในที่ที่มีความร้อน แสง และความชื้น แต่วิตามินซีที่สลายไปนั้นจะกลายเป็นสารอื่นแทน คือ L-tartrate ซึ่งเป็นสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเช่นเดิม ทีมงานวิจัยของบริษัทได้มีการคิดค้นวิธีการตามหลักวิทยาศาสตร์และนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สินค้านั้นคงมาตรฐานเครื่องดื่มที่มีวิตามินซี อย่างไรก็ตามจากเหตุการณ์ดังกล่าว บริษัทได้วางแผนการอบรมพนักงานให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการจัดเก็บสินค้าอย่างเหมาะสม เพื่อให้มั่นใจว่า สินค้าที่ส่งถึงมือผู้บริโภคนั้น ยังคงมาตรฐานเครื่องดื่มที่มีวิตามินซี....         ประเด็นสำคัญในแถลงการณ์ของผู้ผลิตรายนี้คือ การระบุว่า วิตามินซีที่สลายไปนั้นจะกลายเป็นสารอื่นแทน คือ L-tartrate ซึ่งเป็นสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเช่นเดิม สิ่งที่น่าสนใจคือ ข้อมูลส่วนนี้ได้ตรงกับนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งที่ได้ให้สัมภาษณ์แก่นักข่าวทั้งสื่อสิ่งพิมพ์และโทรทัศน์แล้วก่อให้เกิดความประหลาดใจแก่นักวิชาการที่รู้เรื่องเกี่ยวกับวิตามินซีและผู้เขียน (ซึ่งแม้เกษียณการทำงานสอนแล้วแต่ยังติดตามข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวกับสุขภาพอยู่) เป็นอย่างมากเสมือนได้ความรู้ใหม่ซึ่งต้อง คิดก่อนเชื่อ        เพื่อให้ได้ข้อตัดสินว่า วิตามินซีที่ละลายน้ำนั้นเปลี่ยนไปเป็น L-tartrate (สารเคมีนี้เป็นเกลือของกรดมะขามคือ L-tartric acid ซึ่งร่างกายสามารถนำไปใช้เป็นพลังงานได้) ได้จริงหรือไม่ ผู้เขียนจึงได้ใช้ฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์การแพทย์และวิทยาศาสตร์ชีวภาพทั้งที่เป็นวารสารและตำราทั้งของ PubMed ซึ่งสังกัด National Center for Biotechnology Information (หน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา) และ ScienceDirect ซึ่งเป็นของเอกชนที่รวบรวมข้อมูลจากวารสารนานาชาติจำนวนมาก เพื่อหาว่ามีการตีพิมพ์ผลงานวิจัยที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงวิตามินซีในน้ำ ซึ่งสุดท้ายแล้วหลังใช้ความพยายามพอสมควรก็ได้พบว่ามี 1 บทความวิจัยที่ตอบคำถามว่า วิตามินซีเมื่ออยู่ในน้ำนั้นไม่ได้เปลี่ยนไปเป็น L-tartrateบทความเรื่อง Oxidative Decomposition of Vitamin C in Drinking Water ซึ่งเขียนโดย Patric J. Jansson และคณะ ในวารสาร Free Radical Research ชุดที่ 38 เล่มที่ 8 ประจำเดือน สิงหาคม หน้า 855–860 ของปี 2004 ได้รายงานการทำวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ชาวฟินแลน์ ซึ่งผู้เขียนขอแปลส่วนที่เป็นบทคัดย่อให้ผู้อ่านได้อ่านแบบเต็มๆ ดังนี้         ก่อนหน้านี้เราได้แสดงให้เห็นว่าวิตามินซี (กรดแอสคอร์บิก) สามารถก่อให้เกิดอนุมูลไฮดรอกซิลในน้ำดื่มที่ปนเปื้อนทองแดงในครัวเรือน (Jansson, P.J. et al. 2003. Vitamin C (ascorbic acid) induced hydroxyl radical formation in copper contaminated household drinking water: role of bicarbonate concentration Free Radic. Res. 37: 901–905.) ในการศึกษาปัจจุบันเราได้ตรวจสอบความเสถียรของวิตามินซีในน้ำดื่มในครัวเรือนที่มีทองแดงและไบคาร์บอเนต (สารตัวนี้ผู้ทำวิจัยไม่ได้บอกว่าเติมลงไปทำไม ผู้แปลเข้าใจว่าเพื่อปรับค่าความเป็นกรดด่างด้วยคุณสมบัติเป็น buffer ให้เหมาะสมในการทำวิจัย) ในการศึกษาพบว่าร้อยละ 35 ของวิตามินซีที่เติมในตัวอย่างน้ำดื่ม (ให้มีความเข้มข้น 2 mM) ที่วางไว้ที่อุณหภูมิห้องถูกออกซิไดซ์เป็นกรดดีไฮโดรแอสคอร์บิก (dehydroascorbic acid) ภายใน 15 นาที และหลังจากผ่านไป 3 ชั่วโมง ร้อยละ 93 ของกรดแอสคอร์บิกที่เติมลงไปถูกออกซิไดซ์เป็นกรดดีไฮโดรแอสคอร์บิก ซึ่งสลายตัวต่อไปเป็นกรดออกซาลิก (oxalic acid) และกรดธรีโอนิก (threonic acid) ด้วยไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ที่เกิดจากปฏิกิริยา autooxidation ระหว่างไอออนทองแดง (Cu+1) และออกซิเจนในน้ำ (สมมุติฐานตามหลักการของ Fenton reaction…ผู้แปล) การออกซิเดชั่นของวิตามินซีเกิดขึ้นพอประมาณในน้ำ Milli-Q (น้ำกรองจนบริสุทธิ์ระดับ ASTM 1...ผู้แปล) และในตัวอย่างน้ำในครัวเรือนที่ไม่ปนเปื้อนด้วยไอออนของทองแดง ยิ่งไปกว่านั้นการเพิ่มวิตามินซีลงในตัวอย่างน้ำดื่มบรรจุขวดที่จำหน่ายในประเทศ (ฟินแลนด์ ??...ผู้เขียน) ไม่ได้ส่งผลให้เกิดการออกซิเดชั่นของวิตามินซี ผลการศึกษาของเราแสดงให้เห็นว่า กรดแอสคอร์บิกถูกออกซิไดซ์อย่างรวดเร็วเป็นกรดดีไฮโดรแอสคอร์บิกและย่อยสลายต่อไปเป็นกรดออกซาลิกและกรดธรีโอนิกในน้ำประปาที่ปนเปื้อนด้วยทองแดง ซึ่งถูกบัฟเฟอร์ด้วยไบคาร์บอเนต (โดยสรุป)งานวิจัยได้แสดงถึงสิ่งที่ได้จากการบริโภคกรดแอสคอร์บิกในน้ำดื่มที่มีทองแดงและไบคาร์บอเนต         จากบทคัดย่อผลงานวิจัยของ Patric J. Jansson ที่ผู้เขียนได้แปลนั้นคงให้คำตอบแล้วว่า วิตามินซีเปลี่ยนไปเป็นสารใดเมื่ออยู่ในน้ำ ส่วนการเกิด L-tartrate ได้หรือไม่นั้น คงต้องรอดูต่อไปว่ามีใครพบหลักฐานทางวิทยาศาสตร์บ้าง

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 232 ชั่งน้ำหนัก CPTPP สิ่งที่เราจะได้และสิ่งที่เราจะสูญเสีย

ช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยถูกล็อกดาวน์ภายใต้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 อันเป็นผลจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ท่ามกลางความนิ่งงันจากการกักตัว กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก และการเยียวยาที่ล่าช้า ไม่ทั่วถึงและแสนวุ่นวาย รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา นำโดยสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจ มีความพยายามจะผลักดันประเทศไทยเข้าร่วมข้อตกลงเขตการค้าเสรี CPTPP จนเกิดกระแสคัดค้านรุนแรงจากหลายภาคส่วน         CPTPP หรือ Comprehensive and Progressive Agreement of Trans-Pacific Partnership หรือความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก ซึ่งเป็นข้อตกลงการเปิดเสรีทางการค้าและบริการฉบับหนึ่งที่เริ่มต้นจาก Trans-Pacific Partnership หรือ TPP หรือความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก ประกอบด้วยสมาชิกทั้งหมด 12 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย บรูไน แคนาดา ชิลี มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ เปรู สิงคโปร์ เวียดนาม และญี่ปุ่น ณ เวลานั้น ประเทศไทยก็แสดงท่าทีสนใจเข้าร่วม TPP อยู่ก่อนแล้ว         ทว่า ภายหลังที่โดนัลด์ ทรัมป์ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ เขาก็ประกาศถอนตัวออกจาก TPP ทำให้ 11 ประเทศที่เหลือตัดสินใจเดินหน้าต่อเป็น CPTPP แม้จะไม่มีสหรัฐฯ เข้าร่วม ซึ่งก็ทำให้ขนาดตลาดหายไปอย่างมีนัยสำคัญ         เช่นเดียวกับทุกเรื่องบนโลก มักมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย CPTPP มีทั้งผู้สนับสนุนและคัดค้าน เพียงแต่ฝั่งคัดค้านเสียงดังไม่ใช่น้อย ‘ฉลาดซื้อ’ ฉบับนี้ ชวนสำรวจสิ่งที่เราจะได้และสิ่งที่เราจะเสียหากเข้าร่วม CPTPP  ‘สมคิด’ หัวขบวนดันไทยเข้า CPTPP         สมาชิก CPTPP ทั้ง 11 ประเทศร่วมลงนามข้อตกลงนี้เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2561 และจะมีผลบังคับใช้ก็ต่อเมื่อสมาชิกกึ่งหนึ่งให้สัตยาบัน  CPTPP มีผลบังคับใช้ไปแล้วเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม เมื่อเม็กซิโก ญี่ปุ่น สิงคโปร์ นิวซีแลนด์ แคนาดา ออสเตรเลีย และเวียดนาม ให้สัตยาบัน         ขนาดเศรษฐกิจของสมาชิกทั้ง 11 ประเทศมีมูลค่าคิดเป็นผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพีกว่า 11,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือร้อยละ 13 ของจีดีพีของทั้งโลก มีประชากรรวมกันกว่า 500 ล้านคน  ปี 2562 ประเทศไทยมีการค้าขายกับประเทศใน CPTPP ถึง 140,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นร้อยละ 29 ของการค้ารวมของไทย         ตัวเลขดังกล่าวเย้ายวนมากในมิติทางเศรษฐกิจ ทำให้ 13 กุมภาพันธ์ 2563 สมคิดในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) มีมติให้กระทรวงพาณิชย์สรุปผลการศึกษา หารือ และการรับฟังความเห็น นำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้พิจารณาเข้าร่วม CPTPP ในเดือนเมษายน 2563 ก่อนการประชุมระดับรัฐมนตรีของสมาชิก CPTPP ในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ที่เม็กซิโก ซึ่งจะมีการหารือเรื่องการรับประเทศสมาชิกใหม่         แต่การเสนอเรื่องเข้าสู่ ครม. ก็ยืดเยื้อออกไป เมื่อทางจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ไม่นำเรื่องนี้เข้า ครม. โดยให้เหตุผลว่าจะไม่เสนอเรื่องนี้จนกว่าสังคมจะมีความเห็นต่อ CPTPP ไปในทิศทางเดียวกัน         ฟากอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก็ออกมาคัดค้านเรื่องนี้เช่นกัน เพราะเห็นว่าจะกระทบต่อระบบสาธารณสุขของประเทศ ทำให้ CPTPP กลายเป็นปัญหาการเมืองในซีกรัฐบาลที่ยังไม่ลงตัว  ผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจจาก CPTPP         แล้วไทยจะได้ประโยชน์อะไรจากการเข้าร่วม CPTPP?         แน่นอนว่าเหตุผลของสมคิดและกระทรวงพาณิชย์คือผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ การศึกษาของกระทรวงพาณิชย์แสดงให้เห็นว่า หากไทยเข้าร่วม CPTPP จะช่วยให้จีดีพีของไทยขยายตัวร้อยละ 0.12 หรือ 13,320 ล้านบาท การลงทุนขยายตัวร้อยละ 5.14 คิดเป็นมูลค่า 148,240 ล้านบาท         ในทางตรงกันข้าม หากไทยไม่เข้าร่วม จีดีพีของไทยจะได้รับผลกระทบ 26,600 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.25 และกระทบต่อการลงทุน 14,270 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.49 ทั้งยังอาจทำให้ไทยเสียโอกาสในการขยายการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตในภูมิภาคเมื่อเปรียบเทียบกับเวียดนามและสิงคโปร์ โดยในปี 2558-2562 ทั้งสองประเทศส่งออกไปยังประเทศสมาชิก CPTPP เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 7.85 และ 9.92 ตามลำดับ ส่วนไทยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียง 3.23         ด้านมูลค่าเงินลงทุนโดยตรงไหลเข้า ปี 2562 เวียดนามมีมูลค่า 16,940 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สิงคโปร์ 63,934 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ไทยมีเพียง 9,010 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เท่านั้น         ทั้งนี้กลุ่มสินค้าที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากการส่งออกไปยัง CPTPP ของไทย ได้แก่ กลุ่มธัญพืชและของปรุงแต่ง เครื่องแต่งกาย เครื่องสูบของเหลว เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น ยานยนต์ เครื่องหนังและรองเท้า น้ำตาลและขนม ในด้านการบริการและการลงทุนจะได้ประโยชน์จากการประกอบธุรกิจด้านการท่องเที่ยว         ประเด็นที่ต้องตั้งคำถามต่อข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์คือ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่กล่าวมาจะเกิดขึ้นจริงแค่ไหน         เรื่องนี้ อาชนัน เกาะไพบูลย์ คลัสเตอร์วิจัยความสามารถในการแข่งขัน คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ให้สัมภาษณ์กับว๊อยซ์ทีวีไว้น่าสนใจว่า 11 ประเทศสมาชิก CPTPP มีเพียงชิลี เม็กซิโก และแคนาดาเท่านั้น ที่ไทยยังไม่มีข้อตกลงการค้าเสรีด้วย หากทำข้อตกลงการค้าเสรีเพิ่มกับ 3 ประเทศดังกล่าว การส่งออกของไทยจะได้รับผลเพียงร้อยละ 2 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดเท่านั้น          นอกจากนี้ จากข้อตกลงการค้าเสรีที่ไทยมีอยู่แล้ว กลับพบว่าภาคส่งออกของไทยใช้ประโยชน์แค่ร้อยละ 30 ของการส่งออกเท่านั้น ทั้งยังกระจุกในกลุ่มสินค้าไม่กี่สิบรายการจากการส่งออกสินค้าของไทยทั้งหมดกว่า 2,000 รายการ         ด้านการลงทุนที่เปรียบเทียบกับเวียดนาม อาชนันกล่าวว่า เป็นเพราะเวียดนามมีปัจจัยอื่นๆ ที่ดึงดูดการลงทุน เช่น นโยบายเปิดรับการลงทุน การมีแรงงานอย่างเพียงพอ และความมั่นคงทางการเมือง จุดสำคัญคือที่ผ่านมาการค้าการลงทุนไทยไม่ได้ขยายตัวจากการที่ไทยมีเอฟทีเอกับประเทศต่างๆ มากนัก             อีกประเด็นที่กระทรวงพาณิชย์ดูเหมือนจะหลงลืมไปก็คือ ในช่วงที่ไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาดในขณะนี้ ทำให้ยังคาดการณ์ไม่ได้ว่าอนาคตหลังโควิด-19 ห่วงโซ่อุปทานโลกจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ดังนั้น ไทยจึงไม่ควรเร่งร้อนเข้าเป็นสมาชิก CPTPP เพราะจะไม่ได้รับประโยชน์มากอย่างที่ฟากรัฐให้ข้อมูล         ส่วนด้านผลกระทบที่เรียกว่าหนักหน่วง แบ่งเป็น 2 ประเด็นหลักคือ ยาและทรัพยากรชีวภาพ  เมื่อการเข้าถึงยากำลังเป็นตัวประกัน         มาเริ่มกันที่ยาซึ่งเป็นหลักประกันของระบบสุขภาพและการเข้าถึงการรักษาของประชาชน         เนื้อหาหลายประการใน CPTPP จะส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงยา เช่น การยกเลิกสิทธิพิเศษของรัฐวิสาหกิจ (ไม่นับรัฐวิสาหกิจที่ทำการค้าเพื่อผลกำไรทางธุรกิจ) ซึ่งมีรัฐวิสาหกิจจำนวนหนึ่งที่มีพันธกิจทางสังคม โดยเฉพาะองค์การเภสัชกรรม การรองรับนโยบายด้านยา เวชภัณฑ์ และวัคซีนที่จำเป็นต่อระบบสุขภาพและการสาธารณสุขของประเทศจะถูกจำกัดลงอย่างมีนัยสำคัญ         กรรณิการ์ กิจติเวชกุล รองประธานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน หรือ FTA Watch กล่าวด้วยว่า CPTPP จะทำให้อุตสาหกรรมยาของไทยถูกบ่อนเซาะ เนื่องจากไทยจะไม่ได้รับประโยชน์ด้านราคายาจากการลดภาษีศุลกากรแหล่งวัตถุดิบยาที่อยู่นอกประเทศสมาชิก CPTPP ทั้งในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐยังต้องเปิดให้อุตสาหกรรมจากประเทศสมาชิกเข้ามาแข่งขันอย่างเท่าเทียม นโยบายบัญชีนวัตกรรมไทย รวมถึงระเบียบและกฎกระทรวงของ พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ที่จะส่งเสริมอุตสาหกรรมยาในประเทศจะกลายเป็นหมัน         นอกจากนี้ สิทธิการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิหรือซีแอล (Compulsory Licensing: CL) ของไทยอาจถูกกระทบ กรรณิการ์ อธิบายว่า         “ถ้าอ่านความตกลง CPTPP ในมาตรา 1.2 ที่ระบุว่าไม่กระทบสิทธิที่ประเทศภาคีมีอยู่ตามข้อตกลงอื่น แต่ให้ข้อนี้อยู่ภายใต้มาตรา 28 ที่เกี่ยวกับการพิพาท หมายความว่าถ้ามีคู่กรณีไม่เห็นด้วยกับการใช้สิทธิก็สามารถเอาเรื่องเข้ากระบวนการระงับข้อพิพาทได้ เท่ากับนักลงทุนต่างชาติสามารถฟ้องรัฐได้ แล้วถ้าเกิดความจำเป็นต้องประกาศซีแอลจะมีรัฐมนตรีคนไหนกล้าทำ”         CPTPP ยังเชื่อมโยงระบบการขึ้นทะเบียนยากับระบบสิทธิบัตรเข้าด้วยกัน (patent linkage) ทั้งที่ควรแยกจากกัน เนื่องจากการขึ้นทะเบียนยาเป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อตรวจสอบคุณภาพและความปลอดภัยของยาก่อนอนุญาตให้มีการจำหน่ายในประเทศ ส่วนการรับจดสิทธิบัตรเป็นอำนาจหน้าที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ที่จะพิจารณาให้หรือไม่ให้ความคุ้มครองการผูกขาดตลาดให้กับผู้ยื่นคำขอฯ ตามเกณฑ์ด้านสิทธิบัตร เมื่อนำ 2 เรื่องนี้มาปนกันเท่ากับว่าเจ้าหน้าที่ อย. จำเป็นต้องตรวจสอบว่ายาชื่อสามัญที่ขอขึ้นทะเบียนยามีสิทธิบัตรด้วยหรือไม่     ใน CPTPP ระบุทางเลือกไว้สองทางคือ อย. ต้องแจ้งให้ผู้ทรงสิทธิบัตรรู้ว่ามีบริษัทยาอื่นมาขอขึ้นทะเบียนยาตัวเดียวกัน โดย อย. จะยังไม่รับขึ้นทะเบียน หรือให้มีระยะเวลานานพอจนกว่าผู้ทรงสิทธิฯ จะดำเนินการทางศาลหรือทางปกครองเพื่อจัดการการละเมิดสิทธิบัตรให้มีการเยียวยาหรือการชดเชยก่อน และประเทศสมาชิกต้องจัดให้มีกระบวนการอื่นแทนศาลเพื่อป้องกันไม่ให้มีการขึ้นทะเบียนยาให้บุคคลอื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากผู้ทรงสิทธิบัตร         “ยาชื่อสามัญจะไม่สามารถเข้าแข่งขันในตลาดได้ ยาต้นแบบก็จะผูกขาดตลาดได้นานขึ้นเกินกว่า 20 ปี แม้ว่าสิทธิบัตรจะหมดอายุไปแล้ว เท่ากับเป็นการทำลายอุตสาหกรรมยาชื่อสามัญภายในประเทศ และจะไม่มีบริษัทยาชื่อสามัญจากประเทศอื่นสนใจมาขายยาในประเทศไทย”         ยังไม่หมด ยังมีสิ่งที่เรียกว่ามาตรการชายแดน (Border Measure) ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ศุลกากรจับยึดสินค้าที่ส่งมาถึงแล้วหรือที่อยู่ในระหว่างขนส่ง เพียงแค่ ‘สงสัย’ ว่าจะละเมิดเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์ ซึ่งขัดกับความตกลงด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่ไม่รวมถึงสินค้าระหว่างการขนส่ง บวกด้วยการเอาผิดกับบุคคลอื่นเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์ หมายถึงผู้ทรงสิทธิสามารถเอาผิดกับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายได้ กรณีละเมิดเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์ ซึ่งบุคคลอื่นอาจรวมถึงเจ้าของสถานที่ที่ปล่อยให้มีสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์ อย่างเช่นโรงพยาบาล นอกจากบุคคลอื่นในตลอดห่วงโซ่อุปทาน         “ใน CPTPP ไม่ได้หมายความแค่เครื่องหมายการค้าที่ปลอมแปลง แต่ยังรวมถึงเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกันและไม่ได้ตั้งใจที่จะละเมิดด้วย เพราะธุรกิจยา ชื่อยี่ห้อยาอาจคล้ายคลึงกันได้โดยไม่ได้ตั้งใจ โดยส่วนมากบริษัทยามักจะตั้งชื่อให้พ้องกับชื่อตัวยาสำคัญ ส่วนฉลากยาที่ระบุรายละเอียดของยาและวิธีการใช้ยาที่มากับบรรจุภัณฑ์ก็อาจถูกถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทลิขสิทธิ์ ดังนั้น เครื่องหมายการค้าที่คล้ายกันและฉลากยาอาจถูกใช้เป็นสาเหตุในการเอาผิดได้”  โจรสลัดชีวภาพ         นอกจากเรื่องการเข้าถึงยาแล้ว ด้านการเกษตรและทรัพยากรชีวภาพเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง มูลนิธิชีววิถีหรือไบโอไทยจึงแสดงจุดยืนคัดค้าน CPTPP อย่างเต็มที่ เนื่องจากมันกำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องยอมรับอนุสัญญา UPOV 1991 ซึ่งจะเป็นการเพิ่มอำนาจผูกขาดเมล็ดพันธุ์ของบริษัทเอกชน เกษตรกรไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อได้         ซ้ำยังทำให้กลไกการแบ่งปันผลประโยชน์ในการพัฒนายาจากสมุนไพรหรือทรัพยากรชีวภาพในประเทศเกิดความไม่เป็นธรรม เนื่องจากไม่มีระบุกลไกการเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์เอาไว้         ทางมูลนิธิชีววิถียังกล่าวด้วยว่า CPTPP จะทำให้ราคาเมล็ดพันธุ์แพงขึ้นประมาณ 2-6 เท่า เนื่องจากการผูกขาดพันธุ์พืชใหม่ขยายระยะเวลาเป็น 20-25 ปี และขยายการผูกขาดจากส่วนขยายพันธุ์ให้รวมถึงผลผลิต ผลิตภัณฑ์ และอนุพันธ์ของสายพันธุ์ใหม่ เช่น พันธุ์พืชที่กลายพันธุ์จากพันธุ์พืชใหม่ยังถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทเมล็ดพันธุ์ หรือหากนำข้าวจากการปลูกไปหมักเป็นเหล้า การผูกขาดก็จะขยายไปถึงเหล้าด้วย เป็นต้น         เรื่องที่ทำให้เห็นความกระตือรือร้นของหน่วยงานภาครัฐก็คือ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กลับทำการแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 เพื่อรองรับการเข้าร่วมอนุสัญญา UPOV 1991 ซึ่งการแก้ไขกฎหมายส่งผลให้เกษตรกรที่พัฒนาพันธุ์ไปปลูกต่อมีความผิดตามกฎหมาย         เหตุนี้ อนุสัญญา UPOV 1991 จึงถูกขนานนามในอีกชื่อหนึ่งว่า ‘อนุสัญญาโจรสลัดชีวภาพ’ กรรณิการ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า         CPTPP บังคับเข้าร่วมอนุสัญญาคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่หรือ UPOV1991 ซึ่งให้ความคุ้มครองสิทธิ์และประโยชน์กับนักปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ แต่ไม่คุ้มครองชุมชนต้นทางของสายพันธุ์นั้น โดยในมาตรา 18.37 (4) บอกว่า ไม่ให้สิทธิบัตรพันธุ์พืช แต่ให้ “inventions that are derived from plants” ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนญี่ปุ่นต้องการที่สุดและพยายามมาตั้งแต่ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ ไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) แต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากภาคประชาชนคัดค้าน         “CPTPP เขียนอีกว่าไทยต้องเปิดให้ต่างชาติทำธุรกิจบริการด้านการวิจัยและพัฒนาจากภูมิปัญญาท้องถิ่นและทรัพยากรชีวภาพของไทยและศึกษาทดลอง โดยไม่สามารถบังคับให้บริษัทเหล่านั้นถ่ายทอดเทคโนโลยีภายใต้การลงทุนได้”         สังคมไทยคงต้องชั่งน้ำหนักว่า ผลประโยชน์ที่จะได้กับสิ่งที่จะสูญเสีย ฝั่งใดหนักหนากว่ากัน อย่าปล่อยให้รัฐบาลและกลุ่มทุนเป็นฝ่ายเดียวที่มีสิทธิตัดสินใจ

อ่านเพิ่มเติม>

บทความฟรี Share + Point

ฉบับที่ 280 วิเคราะห์ยาปฏิชีวนะในเนื้อหมู

        กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยในปี 2565 ว่าในประเทศไทย มีผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพปีละมากกว่า 1 แสนราย และเสียชีวิตมากกว่า 3 หมื่นราย สูญเสียทรัพยากรจากการติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพมากกว่า 4 หมื่นล้านบาทหรือประมาณ 1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)         เชื้อดื้อยา ไม่แค่เพียงเป็นสาเหตุให้เกิดเสียชีวิตเพียงเท่านั้น แต่ทั้งนี้ยังสร้างความเสียหายทางด้านสาธารณสุขทียาปฏิชีวนะไม่สามารถใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการดื้อยาได้ ทำให้ต้องพัฒนายาปฏิชีวนะตัวใหม่ขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจทั้งสูญเสียบุคลากรของชาติ และรัฐบาลต้องทุ่มงบเพื่อนำยาที่มีราคาแพงขึ้น มารักษาคนในประเทศแทนที่จะสามารถนำเงินดังกล่าว ไปพัฒนาส่วนอื่นๆ ของประเทศได้ และทราบหรือไม่ว่า การใช้ยาปฏิชีวนะในการเลี้ยงสัตว์เป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาเชื้อดื้อยา         ดังนั้นที่ผ่านมานิตยสารฉลาดซื้อจึงสุ่มสำรวจการตกค้างของยาปฏิชีวนะในอาหารโดยเฉพาะเนื้อสัตว์ต่างๆ ที่นำมาประกอบอาหารไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมู เนื้อไก่ เครื่องในไก่ ปลา กุ้ง หรือแม้แต่น้ำส้มคั้น เพื่อเป็นการเฝ้าระวังภัยให้กับผู้บริโภค ในปีนี้เรามีเครือข่ายพันธมิตรที่ร่วมกันทำงานในการเฝ้าระวังสินค้าและบริการ ที่เกี่ยวกับการตกค้างของสารปนเปื้อนในอาหาร คือ เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) ที่ติดตามปัญหาการตกค้างของสารเคมีทางการเกษตรในผักและผลไม้มาอย่างต่อเนื่อง  ปี 2567 นี้ไทยแพนมีแผนเฝ้าระวังปัญหาภัยการตกค้างของสารเคมีมากขึ้น จึงขยายงานไปสู่การตกค้างของยาปฏิชีวนะในเนื้อหมู โดยร่วมกันทำงานกับนิตยสารฉลาดซื้อและศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) เก็บตัวอย่างอย่างไร         ไทยแพนร่วมกันทำงานกับเครือข่ายทั่วประเทศ สำรวจและเก็บตัวอย่างเนื้อหมู รวมจำนวน 30 ตัวอย่าง ใน 22 จังหวัด ซึ่งเก็บตัวอย่างระหว่างวันที่ 15-25 เมษายน 2567 จาก 3 แหล่ง ได้แก่ ตลาด โมเดิร์นเทรด และฟาร์มช็อป สรุปผลทดสอบ         ผลการเฝ้าระวังยาปฏิชีวนะพบว่า มี 4 กลุ่มตกค้างจาก 5 แหล่งจำหน่าย ได้แก่         1.ร้านค้าห้องแถว สาขากาดเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่         2.ตลาดนครปฐม จ.นครปฐม         3.Lotus’s ศาลายา จ.นครปฐม         4.ตลาดริมทางรถไฟ จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ         5.Farmesh จ.นครศรีธรรมราช ทั้ง 5 ตัวอย่างพบว่ามีสาร Florfenicol ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะที่ไม่ควรมีการตกค้างในเนื้อสัตว์และเข้าข่ายเป็นอาหารผิดมาตรฐาน ตาม พ.ร.บ.อาหาร 2522 และไม่เหมาะสมที่จะใช้ในการประกอบอาหารตามประกาศของกรมปศุสัตว์ ปี 2559 การเคลื่อนไหวหลังทราบผลทดสอบ         27 พ.ค. 2567 Thai-PAN ได้มีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรมปศุสัตว์ สำนักคณะกรรมการอาหารและยา  และ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพื่อหารือเรื่องของผลและการแปลผล จนถึงแนวทางในการจัดการในประเด็นดังกล่าว ในที่ประชุมมีความเห็นตรงกันว่าตัวยา Florfenicol ต้องไม่พบตกค้างในเนื้อสัตว์ตามข้อกฎหมายกำหนด และมีข้อสรุปและข้อเรียกร้องของ Thai-PAN  ดังนี้         1. ผลสรุป เนื้อหมูทั้ง 5 ตัวอย่างที่ผิดมาตรฐาน และผิดกฎหมาย ต้องมีการดำเนินการโดยหน่วยงานที่รับผิดชอบ ต้องการตรวจสอบย้อนกลับและแถลงต่อสาธารณชน         2. ข้อเรียกร้องต่อผู้จำหน่ายเนื้อหมูขนาดใหญ่ทั้ง 5 แหล่งที่ตรวจพบยาปฏิชีวนะเกินมาตรฐานในเนื้อหมูแถลงต่อสาธารณชนถึงผลดังกล่าว        3. ข้อเรียกร้องต่อหน่วยงานภาครัฐและผู้ประกอบการในการสร้างความเข้าใจและความรู้ต่อสังคมเรื่องยาปฏิชีวนะในเนื้อสัตว์ โดยชี้ให้เห็นประเภทของยา ข้อดี ข้อเสีย นอกจากนี้ควรดำเนินการดังกล่าวเพื่อบรรลุเป้าแผน MR ในระดับชาติ ฉบับที่ 2  ซึ่งพูดถึงการลดการใช้ยาปฏิชีวนะในเนื้อสัตว์ลง 50% เมื่อเทียบกับปี 2564 ให้ได้         4. ข้อเสนอให้มีมาตรการเฝ้าระวัง มีกลไกแจ้งเตือนภัยอย่างเร่งด่วน โดยให้ผู้บริโภคสามารถดำเนินการอย่างมีส่วนร่วม         30 พ.ค 2567 แถลงข่าว “จากข้าว ผัก ผลไม้ ปนเปื้อนสารพิษ สู่ยาปฏิชีวนะตกค้างในเนื้อหมู ผลการตรวจวิเคราะห์และความเสี่ยงต่อผู้บริโภค” ที่จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) นิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค สภาองค์กรของผู้บริโภค และศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) (https://www.facebook.com/share/p/Aes74s9gn1GHVz5q/ ) ......................................  ข้อเสนอแนะของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค        1. ผู้บริโภคต้องมีส่วนในการเรียกร้องที่จะไม่รับประทานอาหารที่มีการปนเปื้อนเพื่อให้เกิดการตรวจสอบแหล่งที่มี รวมถึงคนที่ทำงานเกี่ยวกับอาหารสื่อสารสังคมต้องตั้งคำถามเรื่องความปลอดภัยของอาหารด้วย         2.ผู้ประกอบการ ซึ่งตลาดอาหารนั้นมีขนาดที่ใหญ่มากเกือบ 5 แสนล้านบาท แบรนด์อาหารดังๆ ควรสร้างมาตรฐานและความเชื่อมั่นเรื่องอาหารปลอดภัยไร้การปนเปื้อนยาปฏิชีวนะ ควรแสดงจุดยืนที่ชัดเจน “ไม่รับซื้อเนื้อสัตว์ที่มีการตกค้างของยาปฏิชีวนะ” เพื่อแสดงความจริงใจต่อการเลือกสรรวัตถุดิบที่ปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภค อีกทั้งยังจะเป็นผลดีต่อการลดปริมาณการใช้ยาปฏิชีวนะในกระบวนการเลี้ยงสัตว์         3.ผู้จัดหาและให้บริการเนื้อสัตว์ ทั้งซูเปอร์มาร์เก็ตและตลาดสดที่มีศักยภาพสูง ควรคำนึงถึงความปลอดภัยของเนื้อสัตว์ที่นำมาจำหน่าย ด้วยการจัดทำมาตรฐานและแนวปฏิบัติเพื่อการตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้า รวมไปถึงส่วนประกอบของสินค้าหรือระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และกำกับให้ซัพพลายเออร์ต้องแสดงหลักฐานว่าสินค้าปลอดการปนเปื้อนของยาปฏิชีวนะ เพื่อยุติการใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่เหมาะสมในฟาร์ม          4.ภาครัฐที่เกี่ยวข้องควรได้ทำการเฝ้าระวังตรวจการตกค้างของยาปฏิชีวนะในฟาร์ม โรงเชือด ร้านค้าและแจ้งผลการเฝ้าระวังให้ประชาชนทราบอย่างสม่ำเสมอ ผ่านระบบฐานข้อมูลที่เข้าถึงง่าย รวมทั้งเปิดรับข้อมูลจากผู้ใช้งานที่ต้องการแจ้งเบาะแสเรื่องการใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่เหมาะสมในฟาร์ม  

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 280 ระวังถูกหลอกผ่อนทองรายวัน

        มิจฉาชีพมาในหลายรูปแบบ ปีนี้ราคาทองพุ่งกระฉูดจึงเป็นช่องทางให้เกิดการหลอกลวงที่ว่า สามารถผ่อนทองเป็นรายวันได้ โดยครั้งแรกๆ อาจสมประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย แต่ต่อมาอาจมีการล่อหลอกให้ซื้อใหม่ โดยชักชวนให้ส่งเงินมาก่อน แต่จะยังไม่ส่งทองคำให้และฉวยโอกาส รวบรัดเชิดเงินไปเลย         ผู้ร้องส่งจดหมายมาร้องเรียนว่า ตนเองกับลูกสาวเป็นแม่ค้าขายของอยู่ในตลาดสดแห่งหนึ่ง ต่อมามีการแนะนำจากเพื่อนแม่ค้าด้วยกันว่า สามารถซื้อทองคำและผ่อนเป็นรายวันกับบริษัท G (นามสมมติ) ได้ เพียงแต่ต้องมีการค้ำประกันไขว้กัน กล่าวคือมีผู้ซื้อสองคน (จะได้ทองคำคนละเส้น) ผู้ซื้อแต่ละคนจะได้ทองคำไป ณ วันทำสัญญา และผ่อนเป็นรายวันตามจำนวนงวดที่ตกลงกับทางบริษัทฯ โดยหากว่าผู้ซื้อคนหนึ่งคนใดไม่สามารถส่งเงินในแต่ละวันได้ ผู้ค้ำต้องเป็นผู้ผ่อนส่งแทน         ผู้ร้องเห็นว่า ตนเองสามารถผ่อนทองคำในราคารายวันได้ จึงร่วมกับลูกสาวตกลงทำสัญญากับบริษัท โดยต่างซื้อทองคำคนละ 7.6 กรัม (สร้อยคอทองคำหนักสองสลึง) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ราคาทองคำวันที่ทำสัญญาคือ บาทละ 34,500 สำหรับราคาทองคำที่ตกลงทำสัญญาคือ 24,947.71 บาท โดยเงื่อนไขคือการผ่อนชำระวันละ 320 บาท จำนวน 75 งวด ซึ่งวันที่ทำสัญญาต้องจ่ายล่วงหน้าก่อนเป็นเงิน 1650 บาทและค่าประกันอีก 690 บาท ซึ่งทั้งสองสามารถผ่อนชำระได้เป็นปกติ และทองคำก็ได้มาในวันที่ทำสัญญา         ต่อมาเมื่อผ่อนไปได้สักระยะ ทางพนักงานของบริษัทฯ ซึ่งเป็นคนดูแลเรื่องการผ่อนชำระของตนกับลูกสาวและแม่ค้าอื่นๆ ในตลาด บอกว่า สำหรับลูกค้าที่ผ่อนชำระจนเหลือเวลาอีกเพียง 35 งวด จะสามารถทำสัญญาซื้อขายใหม่ได้ ซึ่งผู้ร้องและลูกสาวเห็นว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ จึงตกลงทำสัญญาซื้อขายเพิ่มอีกฉบับ เรียกว่าสองรอบนี้ผ่านไปด้วยดี         สัญญาฉบับแรกจบ สัญญาฉบับสองเข้าสู่ระยะที่จะสามารถทำสัญญาฉบับสามได้ แต่คราวนี้เมื่อทำสัญญาฉบับสามกลับไม่ได้ทองมาก่อน โดยทางพนักงานขอให้ปิดยอดที่เหลือทั้งหมดของสัญญาฉบับที่สองก่อนแล้วจะนำทองคำมามอบให้ ตนเองกับลูกสาวจึงส่งมอบเงินในงวดที่เหลือให้กับทางบริษัทฯ เป็นจำนวนเงิน 9,850 บาท ซึ่งทางพนักงานรับปากจะส่งมอบทองคำให้ในอีกสองวัน แต่กลับได้รับแจ้งในเวลาต่อมาว่า ไม่สามารถมอบทองคำให้ได้ และบ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด         ทั้งตนเองและลูกสาวจึงปรึกษากับทางมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคว่า จะช่วยเจรจาให้ทางบริษัทฯ ปฏิบัติตามเงื่อนไขได้ไหม คือส่งมอบทองคำให้ หรือ ส่งมอบเงินก้อนคืน แล้วพวกตนก็จะชำระเป็นรายวัน เพราะเดือดร้อนที่ต้องนำเงินก้อนไปมอบให้กับบริษัททำให้ขาดสภาพคล่อง  แนวทางการแก้ไขปัญหา        ผู้ร้องส่งคำร้องมาทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อติดต่อกลับไปยังไม่ได้รับการติดต่อกลับ ขณะนี้เพราะเห็นเพียงจดหมายร้องเรียน ทางศูนย์พิทักษ์สิทธิยังไม่ได้เห็นตัวสัญญาหรือหลักฐานการผ่อนชำระ เบื้องต้นจึงตอบจดหมายขอให้ผู้ร้องเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับทางตำรวจไว้ก่อน เพื่อให้ทางบริษัทฯ เข้ามารับทราบปัญหาและแก้ไข ส่วนที่นำมาเล่าในเสียงผู้บริโภคเพราะต้องการเตือนให้ผู้ที่จะซื้อขายทองคำในลักษณะผ่อนรายวันแบบนี้ เกิดความระมัดระวังตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ตัวสัญญา เงื่อนไขการผ่อนชำระ สำคัญเลยคือ เมื่อทำสัญญาแล้วต้องได้ ทรัพย์ ซึ่งคือทองคำทันที ไม่ควรปล่อยให้มีการจ่ายเงินไปแล้วไม่ได้ทรัพย์มา (เว้นแต่จะมีสัญญาระบุไปถึงเรื่องการฝากทรัพย์ไว้ก่อน) เพราะเมื่อทำสัญญาแล้วเท่ากับว่า ทองคำนั้นเป็นของผู้ซื้อแล้ว

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 280 แอดมินเพจบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าลงข้อมูลพลาดไม่ใช่เหตุปฏิเสธความรับผิดชอบ

        เมื่อคุณตัดสินใจซื้อสินค้าอะไรสักอย่างไปแล้ว ต่อมาพบว่าผู้ขายกลับทำโปรโมชันแบบ อ้าว ไม่เหมือนทีบอกเราตอนซื้อนี่หน่า คุณคงรู้สึกไม่ดีสักเท่าไหร่ และถ้าได้อ่านเงื่อนไขดีๆ แล้วก็พบว่า เราสามารถใช้โปรโมชันนั้นได้เช่นกัน คุณก็คงต้องขอคุยกับผู้ขายใช่ไหมว่า คุณไม่ควรพลาดสิทธินั้น        ลองมาดูกรณีของคุณสมภพกัน คุณสมภพได้จองรถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อหนึ่งจากโชว์รูมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ราคาที่ตกลงกันคือ 6.9 แสนบาทเมื่อประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งคุณสมภพรู้สึกว่าเงื่อนไขต่างๆ ที่ทางผู้ขายนำเสนอช่วยให้เขาตัดสินใจง่ายขึ้น สำหรับการมีรถยนต์ไฟฟ้าสักคันหนึ่ง คือรู้สึกว่าคุ้มนั่นแหละ         ต่อมาราวปลายเดือนมีนาคม ยังไม่ทันถึงเดือนหลังการจองรถ คุณสมภพบังเอิญเห็นโพสต์หนึ่งของบริษัทรถยนต์แห่งนี้บนหน้าเฟซบุคของทางบริษัท ระบุโปรโมชันที่เห็นแล้วต้องร้อง เฮ้ย ทำไมตอนเสนอเราไม่เห็นได้เงื่อนไขแบบนี้ โดยเฉพาะเงื่อนไขสำคัญคือ การให้ราคาลดถึง 60,099  บาท แต่หากเป็นรุ่นสแตนดาร์ดจะได้ส่วนลดที่ 40,099 บาท และยิ่งพออ่านๆ เงื่อนไขอื่นๆ ไปเรื่อยๆ พบว่า โปรโมชันนี้สามารถครอบคลุมถึงระยะเวลาที่เขาสามารถใช้สิทธินี้ได้ด้วย คือมันระบุชัดว่า มีผลย้อนหลังสำหรับลูกค้าที่รับรถและออกใบกำกับภาษีตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 – 26 มีนาคม 2567 (คุณสมภพซื้อเมื่อกุมภาพันธ์) เขาจึงได้แคปโพสต์นั้นเก็บไว้ และรีบโทรติดต่อกับเซลล์ทันที         หลังการติดต่อคุณสมภพไม่โอเคกับสิ่งที่พนักงานบอกเขาว่า โพสต์นั้นมันเป็นความผิดพลาดของแอดมินเพจและทางบริษัทฯ ได้ลบโพสต์ดังกล่าวทิ้งไปแล้ว คุณสมภพไม่เห็นด้วย บริษัทฯ จะปฏิเสธง่ายๆ แบบว่า คุณเข้าใจผิดแบบนี้ไม่ได้ จึงได้ปรึกษากับทางมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคว่า เขาสามารถทำอะไรได้บ้าง แนวทางการแก้ไขปัญหา         เมื่อได้ซักถามรายละเอียดและดูเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่คุณสมภพส่งให้กับทางศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิฯ ได้ประสานกับทางบริษัทฯ โดยการติดต่อกับทางสำนักงานใหญ่ ซึ่งทางบริษัทฯ ได้ขอเวลาเพื่อพิจารณาแก้ไขปัญหาให้กับผู้บริโภค แต่ยังคงใช้เรื่องการเข้าใจผิดของแอดมินเพจมาเป็นข้อต่อรอง อย่างไรก็ตามการกระทำของแอดมินก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาที่ทางบริษัทฯ นำเสนอต่อผู้บริโภคผ่านช่องทางสื่อสารของตนเอง ดังนั้นบริษัทก็ควรแสดงความรับผิดชอบ ต่อมาคุณสมภพได้รับการติดต่อว่า จะดำเนินการให้คุณสมภพตามสิทธิที่ได้ประกาศไปทางเพจ คือลดราคารถลงสูงสุด 40,099 บาท         ในตอนแรกคิดว่าเรื่องจะจบแล้ว ทางศูนย์ฯ กลับได้ข้อมูลเพิ่มจากทางบริษัทฯ ว่า กรณีคุณสมภพอาจไม่เข้าเงื่อนไข เพราะคุณสมภพได้โปรโมชันในส่วนของการประกันภัยที่มีระยะเวลาที่ดีกว่า คือสองปี ไม่ใช่ 1 ปี เหมือนในโปรโมชันที่ลงประกาศในเฟซบุค คุณสมภพจึงจะต้องเลือกว่า จะรับส่วนลดตามโปรโมชันและปรับการประกันภัยเหลือ 1 ปี หรือไม่รับส่วนลดแต่ประกันภัยยังคงอยู่ที่สองปีตามข้อตกลงเดิม         สุดท้ายคุณสมภพเลือกรับเงื่อนไขรับส่วนลด 40,099 บาท และยินยอมรับประกันภัยที่ 1 ปี ก็เป็นอันปิดเรื่องร้องเรียน

อ่านเพิ่มเติม>

บทความซื้อทั้งหมด

ฉบับที่ 279 สมาร์ตโฟน 2024

        ฉลาดซื้อฉบับนี้ขอนำเสนอผลทดสอบเปรียบเทียบสมาร์ตโฟนแอนดรอยด์ 19 รุ่น ที่องค์กรทดสอบระหว่างประเทศ (International Consumer Research and Testing) ได้ทำไว้ในครึ่งแรกของปี 2024           สมาร์ตโฟนเหล่านี้มีขนาดหน้าจอระหว่าง 6.6 ถึง 6.8 นิ้ว สนนราคาระหว่าง 4,499 ถึง 50,900 บาท*         เช่นเดียวกับผลการทดสอบเปรียบเทียบครั้งก่อนหน้านี้ คะแนนถูกแบ่งออกเป็นด้านต่างๆ ได้แก่             ร้อยละ 25   ประสิทธิภาพกล้อง             ร้อยละ 15   แบตเตอรี             ร้อยละ 15   หน้าจอ             ร้อยละ 15   การใช้งาน*            ร้อยละ 10   คุณภาพเสียง             ร้อยละ 10   ความทนทาน             ร้อยละ 10   ประสิทธิภาพเครื่อง          ข่าวดีคือเรายังหาสมาร์ตโฟนที่ใช้การได้ดีพอสมควรในราคาประมาณหมื่นกว่าบาท ถ้าใครยินดีจ่ายถึง 50,000 บาท ก็จะได้รุ่นที่ได้คะแนนสูงสุดในการทดสอบครั้งนี้ (83 คะแนน) ไปใช้งาน ในทางกลับกัน รุ่นที่มีราคาค่อนข้างถูกบางรุ่นอาจไม่น่าสนใจนัก เพราะอยู่ในกลุ่มที่ได้คะแนนน้อยที่สุดเช่นกัน แต่ละรุ่นมีข้อเด่นข้อด้อยแตกต่างกันไป พลิกดูรายละเอียดได้ในหน้าถัดไป  หมายเหตุ *รวมความสะดวก ความปลอดภัย การใช้งานโทรศัพท์ และความหลากหลายของฟีเจอร์           ·       โปรดตรวจสอบราคาและโปรโมชันล่าสุดกับทางร้านอีกครั้งก่อนตัดสินใจ        ·       อ่านผลการทดสอบเปรียบเทียบสมาร์ตโฟนครั้งก่อนหน้านี้ได้ใน ฉลาดซื้อ ฉบับ 270  VideoFull ScreenFont FamilyStylePictureLinkTableAlign center (CTRL+SHIFT+E)Code View

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า0 Point

ฉบับที่ 277 ผลิตภัณฑ์กันแดดสำหรับผิวหน้า

        ต่อเนื่องจากฉบับที่แล้ว ฉลาดซื้อฉบับนี้ขอนำเสนอผลการทดสอบเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์กันแดดสำหรับผิวหน้าที่มีค่า SPF ไม่ต่ำกว่า 50+ จำนวน 26 ผลิตภัณฑ์ที่ทดสอบไว้โดยองค์กรสมาชิกขององค์กรทดสอบระหว่างประเทศ (International Consumer Research & Testing) เช่นกัน โดยคะแนนแบ่งออกเป็น 4 ด้านดังนี้         ร้อยละ 65       ประสิทธิภาพในการป้องกัน UVA/UVB และ UVA ratio (ทดสอบในห้องปฏิบัติการ)         ร้อยละ 20       ความพึงพอใจของผู้ใช้ เช่น เปิดใช้ง่าย ทาง่าย ซึมลงผิวเร็ว ไม่เหนียว ไม่ทิ้งคราบ         ร้อยละ 20       ความพึงพอใจของผู้ใช้ เช่น เปิดใช้ง่าย ทาง่าย ซึมลงผิวเร็ว ไม่เหนียว ไม่ทิ้งคราบ         ร้อยละ 10       ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (ส่วนผสมที่ไม่ทำลายธรรมชาติ บรรจุภัณฑ์ที่ไม่ทำให้เกิดมากเกินไป สามารถนำไปรีไซเคิลได้ สามารถใช้ผลิตภัณฑ์ได้หมด ไม่มีตกค้าง เป็นต้น)         ร้อยละ 5         ฉลากที่ถูกกฎหมายและเป็นมิตรต่อผู้บริโภค           ร้อยละ 5         ฉลากที่ถูกกฎหมายและเป็นมิตรต่อผู้บริโภค          ในภาพรวมเราพบว่าประมาณสองในสามของผลิตภัณฑ์ที่เราทดสอบมีประสิทธิภาพการกันแดดในระดับดี และที่โดดเด่นในเรื่องนี้มากที่สุดด้วยคะแนน 5 ดาวคือ Reimann P20 Sensitive Face SPF50 แต่ในขณะเดียวกันก็พบว่ามีถึง 8 ผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพการป้องกันแดดในระดับต่ำ และที่น่าเป็นห่วงคือ 1 ใน 3 ของผลิตภัณฑ์กันแดดสำหรับผิวหน้ามีค่า SPF ต่ำกว่าที่แจ้งบนฉลาก         ด้านคะแนนความพึงพอใจของผู้ใช้ มีสองผลิตภัณฑ์ที่ได้คะแนนระดับ 5 ดาว ได้แก่ Eucerin Sun Hydro Protect fluide ultra-leger SPF50+ และ Biotherm Waterlover face sunscreen SPF50+ อย่างไรก็ตามเราพบว่าผลิตภัณฑ์ที่ผู้ใช้ “ถูกใจ” เพราะกลิ่นหอม ทาง่าย ซึมเข้าสู่ผิวหนังได้เร็ว อาจมีประสิทธิภาพในการป้องกันแดดต่ำมากจนน่าตกใจ และเช่นเคย เรื่องความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยังเป็นสิ่งที่ผู้ผลิตต้องปรับปรุงอีกมาก         หมายเหตุ  ราคาที่นำเสนอเป็นราคาที่พบในร้านค้าออนไลน์ และคำนวณจากหน่วยเงินในประเทศต้นทาง เช่น ยูโร หรือปอนด์  โปรดตรวจสอบอีกครั้งก่อนตัดสินใจ

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า0 Point

ฉบับที่ 276 ผลิตภัณฑ์กันแดดสำหรับ “เด็ก”

        ฤดูร้อนไม่เคยหายไปจากบ้านเรา แม้ในวันที่มีเมฆมากก็ไม่ได้แปลว่าเราจะรอดพ้นจากรังสียูวี โดยเฉพาะเด็กๆ ที่ผู้ปกครองพาไปทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงปิดเทอม ฉลาดซื้อฉบับนี้จึงขอนำเสนอผลการทดสอบเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์กันแดดสำหรับเด็กที่มีค่า SPF ไม่ต่ำกว่า 50+         องค์กรที่ส่งตัวอย่างเข้าทดสอบในครั้งนี้คือองค์กรผู้บริโภคที่เป็นสมาชิกขององค์กรทดสอบระหว่างประเทศ (International Consumer Research & Testing) ในยุโรป เช่น เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี ออสเตรีย ฝรั่งเศส โปรตุเกส สเปน หลายยี่ห้อมีจำหน่ายในบ้านเราหรือสั่งซื้อได้ออนไลน์  คราวนี้เรามีมาให้เลือก 20 ผลิตภัณฑ์ ทั้งแบบโลชัน สเปรย์ และแบบแท่ง เช่นเดียวกับครั้งที่ผ่านมา เราแบ่งคะแนนการทดสอบออกเป็น 4 ด้านดังนี้        ร้อยละ 65       ประสิทธิภาพในการป้องกัน UVA/UVB และ UVA ratio (ทดสอบในห้องปฏิบัติการ)        ร้อยละ 20       ความพึงพอใจของผู้ใช้ เช่น เปิดใช้ง่าย ทาง่าย ซึมลงผิวเร็ว ไม่เหนียว ไม่ทิ้งคราบ         ร้อยละ 10       ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (ส่วนผสมที่ไม่ทำลายธรรมชาติ บรรจุภัณฑ์ที่ไม่ทำให้เกิดมากเกินไป สามารถนำไปรีไซเคิลได้ สามารถใช้ผลิตภัณฑ์ได้หมด ไม่มีตกค้าง เป็นต้น)         ร้อยละ 5         ฉลากที่ถูกกฎหมายและเป็นมิตรต่อผู้บริโภค          ในภาพรวมเราพบว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่ต่างกันมากนักในเรื่องประสิทธิภาพการป้องกันแดดและความพึงพอใจของผู้ใช้ (ส่วนใหญ่ได้คะแนนระดับสี่ดาวขึ้นไป ยกเว้นผลิตภัณฑ์ที่ได้คะแนนรวมน้อยกว่า 50) เมื่อเทียบกับครั้งก่อน ผู้ผลิตมีการปรับปรุงเรื่องของฉลากดีขึ้นมาก อย่างน้อยร้อยละ 50 มีการแสดงฉลากที่ดีขึ้น แต่ยังต้องปรับปรุงอีกมากในเรื่องความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งส่วนใหญ่ยังได้คะแนนเพียงหนึ่งหรือสองดาวเท่านั้น            “ข่าวดี” คือเราไม่พบพาราเบนหรือสารเคมีที่รบกวนการทำงานของต่อมไร้ท่อ (EDCs) และมีเพียงสามผลิตภัณฑ์เท่านั้นที่มีค่า SPF ต่ำกว่าที่ระบุในฉลาก นอกจากนั้นเรายังพบว่าราคาของผลิตภัณฑ์ไม่ได้ยืนยันประสิทธิภาพในการป้องกันรังสียูวีเสมอไป ตัวที่ได้คะแนนสูงที่สุดสามอันดับแรกมีราคาไม่เกิน 5 บาทต่อหนึ่งมิลลิลิตร ในขณะที่ตัวที่มีราคามิลลิลิตรละ 16 บาทนั้นเข้ามาที่อันดับเก้า อีกข้อสังเกตคือมีความเป็นไปได้ที่ผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตรายเดียวกันจะมีประสิทธิภาพในระดับที่ต่างกันด้วย         หมายเหตุ  ราคาที่นำเสนอเป็นราคาที่พบในร้านค้าออนไลน์ และคำนวณจากหน่วยเงินในประเทศต้นทาง เช่น ยูโร หรือปอนด์  โปรดตรวจสอบอีกครั้งก่อนตัดสินใจ

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า0 Point

บทความออนไลน์ฉลาดซื้อ

  • เรื่องเด่นฉลาดซื้อ
  • ช่วงฉลาดช็อป
  • ทนายอาสา
  • กระแสต่างแดน
  • มีอะไรในละคร
  • พจนานุกิน
ฉบับที่ 279 กดไว้ใต้ภูเขาน้ำแข็ง : “ใบส่งตัว” ลิดรอนสิทธิการมีชีวิตอยู่ของผู้ป่วย

        เคยได้ยินข่าวนี้ไหม...อีกไม่นาน สังคมไทยจะลืมปัญหาวิกฤตใบส่งตัวในกรุงเทพฯ หลังสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ปรับระบบการจ่ายเงินใหม่ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2567 เป็นต้นมา         จนกระทั่งมีการรวมตัวของ ผู้ประสบภัยจากใบส่งต่อ นำปัญหาไปร้องเรียนรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานบอร์ด สปสช. ไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง ในรอบสามเดือนหรือการเตรียมฟ้องต่อศาลปกครองให้ สปสช. ยกเลิกวิธีการจ่ายเงินและบริหารเครือข่ายปฐมภูมิแบบใหม่ก็ตาม เพราะฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ สปสช. ออกข่าวถี่ ๆ ว่า ปัญหาของผู้ร้องเรียนกว่าเข้ามา 4,800 ราย เคลียร์ไปแล้ว 4,100 ราย เหลือ 572 รายที่กำลังสะสาง และต่อมาก็ให้ข่าวอีกว่า “แจ้งโรงพยาบาลหลายรอบแล้วว่า ไม่มีใบส่งตัวก็เบิกได้” ขณะเดียวกันก็พยายามให้ข่าวเกี่ยวกับความคืบหน้านโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว เพื่อกลบเสียง “ทุกข์” ของผู้ป่วย         ขณะที่โลกคู่ขนาน “กลุ่มร้องทุกข์” : รวมคนได้รับผลกระทบจากใบส่งตัว บัตรทอง นโยบายใหม่ของ สปสช. ใน Facebook ยังมีการปรับทุกข์ระหว่างผู้ป่วยด้วยกันอยู่ อาทิ คลินิกไม่ออกใบส่งตัว ‘ผู้ป่วยจิตเวช’ คิดสั้น , ผู้ป่วย 20 โรคเรื้อรังคลินิกปฏิเสธใบส่งตัว , คลินิกให้คนคนไข้ย้ายสิทธิไปที่อื่น , คลินิกเรียกผู้ป่วยที่มีใบส่งตัวมาตั้งต้นรับใบส่งตัวใหม่” รวมถึง คลินิกออกใบส่งตัวเป็นรายโรคต่อครั้ง กำหนดวันเวลาให้คนไข้ยุ่งยาก ,  ผู้ป่วยเกินศักยภาพแต่คลินิกไม่ส่งตัว , ถูกคลินิกเรียกเก็บเงินหรือตั้งกล่องรับบริจาค อ้างว่า สปสช. ไม่มีเงินจ่ายให้ , คลินิกไม่ออกใบส่งต่อ เตรียมปิดตัวปล่อยคนไข้ลอยแพ ฯลฯ         แม้ผู้ป่วยจำยอมทำตามเงื่อนไขของหน่วยบริการปฐมภูมิหรือคลินิกอบอุ่นแล้ว กลับเป็นภาระในการเข้าถึงบริการมากขึ้นกว่าเดิม เช่น ถ้าในใบนัดแพทย์มีการเจาะเลือดผู้ป่วยต้องไปเจาะเลือดตอนเข้าและมาใหม่อีกครั้งตอนเย็นเพื่อฟังผล ทำให้ต้องไปคลินิก 2 รอบต่อการบริการหนึ่งครั้งไม่เหมือนการไปโรงพยาบาลเดิมที่เคยรักษาตัวที่จบทุกขั้นตอนภายใน 1 ครั้งต่อวัน         เช่นเดียวกับที่ผู้ป่วยบางรายที่ต้องได้รับยาโรคเรื้อรัง ที่เคยได้รับยาจากโรงพยาบาล 2 - 3 เดือน คลินิกก็ให้ยา 3 วัน และให้ใบค้างยา เพื่อให้ผู้ป่วยมารับใหม่วันหลัง เมื่อผู้ป่วยขอให้ส่งยาทางไปรษณีย์ คลินิกก็ไม่มีบริการนี้ แปลว่าต้องมารับยาวันหลัง เพราะคลินิกไม่มีคลังยาเพียงพอสำรองยาเพื่อผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือบางรายได้ใบส่งตัวครั้งละ 1 เดือนต่อโรค ขณะที่ใบนัดแพทย์จากโรงพยาบาลส่งตัวนัดทุก 4 เดือน ซึ่งแปลว่า ผู้ป่วยต้องกลับมาให้คลินิกทำใบส่งตัวทุกครั้งอยู่ดี และบางคลินิกก็ติดประกาศชัดเจนว่าจะออกใบส่งตัวให้ผู้ป่วยวันละ 20 คนเท่านั้น ทำให้ญาติแลผู้ป่วยต้องมารอคิวแต่เช้า เหมือนซื้อหวยรายวัน         แน่นอน สิ่งที่หล่นค้างยังถูกพูดถึงอยู่ เพราะไม่ใช่ทุกหน่วยบริการปฐมภูมิทำตัวว่าง่ายตามระบบ ที่ดื้อดึงและน่ารังเกียจเป็นจำนวนน้อยก็จริง         แต่ “ใบส่งตัว” ก็กลายเป็น “ใบอนุญาต” ให้ผู้ป่วยมีสิทธิมีชีวติต่อตามยถากรรม ภายใต้การบริการจัดการของระบบสุขภาพที่ล้มเหลว ?? การปรับทุกข์กันเองของผู้ป่วยข้างต้นดังที่ยกมานั้น เสมือนการส่งสัญญาณ “ความท้อของผู้ป่วยและครอบครัว” จำนวนหนึ่ง ที่เริ่มทยอยเลิกใช้สิทธิบัตรทอง ยอมเสียค่าใช้จ่ายเองดีกว่า เพื่อข้ามขั้นตอนอันยุ่งยาก ที่สร้างภาระค่าเดินทางและเวลาที่เสียมากไปกว่าค่ายาและค่าบริการตามสิทธิที่พึงได้         สัญญาณเช่นนี้ ผิดเจตนารมณ์การก่อตั้ง “กองทุนบัตรทอง” หรือ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ที่ไม่ต้องการให้ประชาชนล้มละลายจากความเจ็บป่วย และเป็นหลักประกัน “สิทธิในการเข้าถึงบริการสาธารณสุข” ซึ่งถูกเขียนเป็นกฎหมายและระบุไว้รัฐธรรมนูญ ที่สำคัญ ในพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพฯ เขียนไว้ชัดเจนว่า “หน่วยบริการสุขภาพ หรือสถานพยาบาลไม่สามารถเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ป่วย หากแพทย์วินิจฉัยว่าจำเป็นต้องรักษา”         กรุงเทพฯ : ศูนย์กลางโรงพยาบาลของประเทศ แต่คนเข้าไม่ถึง         สถานการณ์การใช้สิทธิบัตรทองในกรุงเทพฯ ดังปรากฎเป็นข่าวอย่างต่อเนื่องช่วงเดือนมีนาคม เมษายนที่ผ่านมา สะท้อนว่ากองทุนหลักประกันสุขภาพกำลังล้มละลายความน่าเชื่อถือไปแล้ว และถ้าจะแก้ไขให้ทะลุปัญหาเรื่องใบส่งตัว คงต้องมาทำความเข้าใจบริบทเชิงโครงสร้างพื้นฐาน 2 เรื่องก่อน คือ (ก) คนกรุงเทพฯ หมายถึงใครบ้าง และ (ข) โครงสร้างบริการสุขภาพใน กทม. ซับซ้อนอย่างไร เพราะทั้งสองเรื่องนี้ หรือ “ภูมินิเวศน์ระบบสุขภาพของ กทม.” (Geo Health service system) มีอิทธิพลต่อการคิดคำนวณการจ่ายเงินหรือบริการกองทุนสุขภาพใน กทม. อย่างมาก         (ก) นิยามคนกรุงเทพฯ มี 2 ส่วนประกอบกัน คือ (1) ประชาชนที่มีทะเบียนบ้านอยู่ในพื้นที่ กทม. ประมาณ 5.5 ล้านคน และ (2) ที่เรียกกันว่าประชากรแฝง คือ คนที่เข้ามาใช้ชีวิตอยู่ใน กทม. ทั้งถาวระและเช้าไปเย็นกลับ ประมาณ 2.5 - 3 ล้านคน คนกรุงเทพฯ ทั้งสองส่วนนี้มีสิทธิบัตรทองประมาณ 3 ล้านคน ในจำนวนนี้เคยลงทะเบียนใช้บริการ ผู้ป่วยนอก 1.7 ครั้งต่อไป ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ 3.4 ครั้งต่อคนต่อปี ส่วนคนกรุงเทพฯ นอกสิทธิบัตรทอง ที่เหลือนั้นเป็นผู้ประกันตนในกองทุนประกันสังคมและจำนวนหนึ่งใช้สวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ (รวมญาติด้วย)                 (ข) โครงสร้างบริการสุขภาพใน กทม. ซับซ้อน : ทั่วทั้งพื้นที่ กทม. มีโรงพยาบาล 160 แห่งมากที่สุดในประเทศ ส่วนใหญ่เป็นโรงพยาบาลเอกชน 113 แห่ง มีเพียง 12 แห่ง กำกับโดยกรุงเทพมหานคร ในฐานะรัฐท้องถิ่น มีโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข 14 แห่ง กว่าครึ่งเป็นโรงพยาบาลเฉพาะด้าน มีโรงพยาบาลทหารสังกัดกระทรวงกลาโหม 6 แห่ง โรงพยาบาลสังกัดหน่วยงานอื่น ๆ ทั้งที่เป็นของรัฐและมูลนิธิอีก 15 แห่ง เช่น โรงพยาบาลของโรงเรียนแพทย์ อาทิ ศิริราชพยาบาล รามาธิบดี จุฬาลงกรณ์ เป็นต้น โรงพยาบาลและหน่วยบริการเหล่านี้ไม่มีระบบข้อมูลเชื่อมโยงกันนอกเครือข่าย และต่างคนต่างให้บริการ         กล่าวเฉพาะ “หน่วยบริการปฐมภูมิ” ที่ควรเป็นด่านแรกให้ประชาชนเข้าถึงก่อน เหมือนที่คนต่างจังหวัดเข้าถึงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.)  สำหรับ กทม.แล้ว, มีหน่วยบริการปฐมภูมิเพียง 300 แห่งทั่วพื้นที่ (คลินิกชุมชนอบอุ่น คลินิกเวชกรรมที่ขึ้นทะเบียนกับ สปสช.) ทั้งมีปัญหาในการกระจายตัวอย่างมาก ราว 30 แห่งตั้งอยู่ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ มีหน่วยบริการ 270 แห่งอยู่รอบนอก กทม. รวมศูนย์บริการสาธารณสุข (ศบส.) จำนวน 69 แห่งของกรุงเทพมหานครด้วย บางเขตมีหน่วยบริการมาก บางเขตไม่มีเลย รวมทั้งการมีหน่วยบริการกระจุกตัวตามถนนสายเศรษฐกิจทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการไม่สะดวก           ที่สำคัญ ระบบบริการสุขภาพในกทม. มีลักษณะ “แหว่งกลาง” คือ นอกจากหน่วยบริการปฐมภูมิที่มีปัญหาการกระจายตัวไม่ครอบคลุมพื้นที่แล้ว ยังขาด โรงพยาบาลรัฐในระดับทุติยภูมิ รองรับผู้ป่วย (มีโรงพยาบาลสังกัด กทม. 12 แห่งและของกระทรวงสาธารณสุขอีกจำนวนหนึ่ง)  แต่กลับมีโรงพยาบาลตติยภูมิ โรงพยาบาลเฉพาะทางเต็มไปหมด เพราะเป็นศูนย์กลางทรัพยากรของประเทศ  ดังนั้นด้วยความแหว่งกลางของระบบการรักษา เมื่อเจ็บป่วยเกินศักยภาพที่หน่วยบริการปฐมภูมิรักษาได้ ผู้ป่วยจะถูกส่งต่อข้ามไปรักษากับโรงพยาบาลระดับตติยภูมิเลย เช่น โรงเรียนแพทย์ เป็นต้น ทำให้โรงพยาบาลรัฐใน กทม. ทุกสังกัดผู้ป่วยหนาแน่นมาก         การรักษาแบบกระโดดข้ามจากหน่วยบริการปฐมภูมิไปรักษาที่โรงพยาบาลเฉพาะทาง หรือโรงพยาบาลตติยภูมิเลยทำให้ “ต้นทุนด้านสุขภาพ” ของคน กทม. สูงกว่าคนต่างจังหวัดมาก เพราะบางครั้งมีการใช้เทคโนโลยีการรักษาเกินจำเป็น ใช้ยาราคาแพง (เพราะไม่ได้ผ่านการจัดซื้อยารวมเหมือนโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข) อีกทั้งค่าบริการสูงจากต้นทุนบุคลากรที่สูงกว่าโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ด้านลบที่สุดของระบบ คือ ผู้ป่วยต้องรอคิวนานกับการได้นัดพบแพทย์หนึ่งครั้ง แม้จะเป็นโรคเรื้อรังต้องติดตามรักษาอย่างต่อเนื่องก็ตาม ด้วยเหตุเหล่านี้ทำให้ผู้ป่วยไหลล้นไปใช้บริการกับโรงพยาบาลเอกชนจำนวนมาก ซึ่ง สปสช. พยายามจะแก้ปัญหาทั้งความหนาแน่นของการเข้าใช้บริการในโรงพยาบาลรัฐและการละทิ้งสิทธิรักษาพยาบาลของประชาชน   ความอยู่รอดของหน่วยบริการสุขภาพ ไม่ใช่ความอยู่รอดของประชาชน         หลังทศวรรษ 2530 การเกิดขึ้นของกองทุนประกันสังคม และหลังปี 2545 การเกิดขึ้นของ “กองทุนบัตรทอง” เพื่อยืนยันว่าสวัสดิการรักษาพยาบาลเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน โดยทั้งสองกองทุนจ่ายเงินให้หน่วยบริการสุขภาพลักษณะ “เหมาจ่ายรายหัว” (มีการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามเกณฑ์และระบบกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม หรือ DRG กำกับ) นับเป็นการปฏิรูประบบบริการสุขภาพครั้งใหญ่ โดยมีกฎหมายหลักประกันสุขภาพเข้ามาเป็นปัจจัยเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการสุขภาพของคนไทยทั่วประเทศ อย่างน้อย 48 ล้านคน เป็นความมั่นใจว่าประชาชนมีสิทธิเข้าถึงบริการสาธารณสุข โดยมี สปสช. เข้ามาเป็นตัวกลางในการบริหารจัดการ “กองทุนบัตรทอง” เปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างผู้ให้บริการ และผู้รับบริการโดยเป็นหลักประกันว่า ผู้ป่วยจะต้องได้รับบริการอย่างมีคุณภาพและมาตรฐาน และมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คนจนไม่ต้องร้องขอรับบริการเยี่ยงคนอนาถาเช่นอดีต  พูดให้ง่ายการบริหารกองทุนสุขภาพ คือ การบริการระบบบริการสุขภาพนั่นเอง และเป็นการบริหารความเชื่อมั่นระหว่าง 3 ฝ่าย คือ ผู้บริหารกองทุน ผู้ให้บริการสุขภาพและผู้มีสิทธิบัตรทอง เช่นนี้ “ใบส่งตัว” จึงเข้ามามีบทบาทในฐานะเครื่องมือ “กำกับสิทธิ” แต่จะให้สิทธิดีขึ้นหรือแย่ลงก็อยู่ที่การบริหารจัดการความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหารกองทุนกับผู้ให้บริการสุขภาพ         ดังนั้นสถานพยาบาลใดให้บริการดี มีคุณภาพ ก็จะมีคนขึ้นทะเบียนมาก เงินหรือรายได้ก็จะได้มากตามจำนวนคนที่ขึนทะเบียน  แต่คนเราก็ไม่ได้เจ็บป่วยกันทุกคน หรือเจ็บป่วยกันทั้งปี หัวใจหลักของหลักประกันสุขภาพจึงเป็นเรื่องของการ “เฉลี่ยทุกข์” ด้วยหลักการเช่นนี้ ทำให้แต่ละโรงพยาบาลมีเงินหรือรายได้เข้า “หลายกระเป๋า”  เป็นการสำรองค่าใช้จ่ายที่มีความแตกต่างกันของแต่ละหน่วยบริการ เช่น         •    โรงเรียนแพทย์ มีรายได้อย่างน้อย 5 กระเป๋าจาก ผู้ป่วยนอก walk in เข้ามา, จากการเปิดลงทะเบียนสิทธิประกันสังคม, สิทธิหลักประกันสุขภาพ, สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการและเงินบริจาคจำนวนมาก จึงมีสายป่านค่อนข้างยาว (แต่ระยะหลังจำกัดจำนวนผู้ใช้สิทธิบัตรทองและประกันสังคม เนื่องจากต้องรับภาระส่งต่อผู้ป่วยจากทั่วประเทศ)         •    โรงพยาบาลรัฐของ สธ. กทม. และทุกสังกัด รายได้หลักมาจากกองทุนบัตรทอง เพราะมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องดูแลประชาชนผู้มีรายได้น้อยเป็นหลัก รองลงมาคือ สวัสดิการข้าราชการในสังกัด สิทธิประกันสังคม ผู้ป่วยนอก walk in เข้ามาไม่มากนักและต้องรับภาระบริการฉุกเฉินทางการแพทย์เป็นภารกิจสำคัญ ไม่ค่อยมีช่องทางการรับบริจาค โรงพยาบาลหลายแห่งจึงเลือกเปิดคลินิกนอกเวลาและคลินิกพรีเมียมเพิ่มเติม          •    โรงพยาบาลเอกชน รายได้จากผู้ป่วยนอก walk in เข้ามา, บางแห่งมีการเปิดให้ขึ้นทะเบียนสิทธิประกันสังคม ทั้งนี้ระยะหลังไม่เปิดขึ้นทะเบียนสิทธิบัตรทองเพราะเกณฑ์การจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามกลุ่มโรคของ สปสช. “ต่ำ” กว่าวิธีคิดเรื่องต้นทุนและกำไร ระยะหลังโรงพยาบาลเอกชนจึงทยอยออกจากกองทุนบัตรทองและหันไปจับมือกับบริษัทขายประกันสุขภาพเอกชนราคาแพงแทน ศูนย์โรคเฉพาะทางจึงเกิดขึ้นมากมาย รวมทั้งการขายแพ็คเก็จสุขภาพตามช่วงวัย         ยกเว้น หน่วยบริการปฐมภูมิ ซึ่งมีรายได้หลักจากกองทุนบัตรทองเท่านั้น แม้ผู้ป่วยนอก walk in เข้ามา แต่ก็ไม่มากนัก มีบางรายงานของ สปสช. พบว่า หน่วยบริการปฐมภูมิต้องมีผู้ขึ้นทะเบียนอย่างน้อย 8,000 - 10,000 คน การ “เฉลี่ยทุกข์” หรือ ถัวเฉลี่ยค่าใช้จ่ายและการตามจ่ายการส่งต่อผู้ป่วยจึงพอจะ “เลี้ยงตัว” ได้ ซึ่งไม่ใช่ทุกคลินิกหรือทุกศูนย์บริการทางการแพทย์จะมีผู้ใช้สิทธิบัตรทองขึ้นทะเบียนให้พออยู่ได้ ทำให้การส่งต่อผู้ป่วย “ความอยู่รอด” ของคลินิกปฐมภูมิ ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา ทำไมชนวนเหตุ “ใบส่งตัว” จึงละเมิดสิทธิรักษาพยาบาล         มองอย่างรอบด้าน ทุกข์ของผู้ป่วยใน กทม. ขณะนี้ มีปัจจัยหลักมาจาก (ก) การเปลี่ยนระบบการจ่ายเงินให้หน่วยบริการปฐมภูมิที่ไม่สอดคล้องกับภูมินิเวศน์ระบบสุขภาพในกทม. และ (ข) บริบทการปฏิรูประบบบริการสุขภาพ ครั้งที่ 2 จากนโยบายรัฐบาล “30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว” เข้ามาเสริมแรงให้ทุกปัญหาระเบิดที่ กรุงเทพมหานคร         •    การเปลี่ยนระบบการจ่ายเงินให้หน่วยบริการปฐมภูมิ        ก่อนโควิด 19 ระบาด “หน่วยบริการปฐมภูมิที่ผู้มีสิทธิบัตรทองขึ้นทะเบียน” เดิมใช้การเบิกจาก โมเดล 5 จ่ายตามราคาเบิกจ่ายจริงแบบปลายเปิด ที่เรียกว่า “เบิกตามจริง” จึงไม่ค่อยมีปัญหาเรื่อง “ใบส่งตัว” ไปให้ “หน่วยบริการรับส่งต่อ” (โรงพยาบาลทุติยภูมิ ตติยภูมิ) ซึ่งจะกลับมาเรียกเก็บค่าบริการจากหน่วยบริการปฐมภูมิ เพราะ สปสช. มีระบบการจ่ายเงินค่าชดเชยค่าบริการลักษณะ globla budget (op anywhere) โดยมีหลักเกณฑ์ว่า ในปีที่มีบริการน้อย วงเงินที่เหลือจากการให้บริการจะโอนเพิ่มให้คลินิกปฐมภูมิ แต่ปีทีมีการรับบริการมาจนเกินวงเงิน globla budget ก็จะได้รับเงินชดเชยค่าบริการลดลงตามสัดส่วน         หลังสถานการณ์โควิดระบาด ปี 2564 - 2565 คลินิกยังได้รับค่าชดเชยจากกองทุนปริ่ม ๆ กับต้นทุนการส่งต่อ เพราะเริ่มมีผู้ป่วยใช้บริการสัดส่วนมากขึ้นตามลำดับ และตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2565 สปสช. ยังตกลงกับ กรุงเทพมหานครเพิ่มเติม “หน่วยบริการปฐมภูมิ โมเดล 5” นี้ เมื่อเจ็บป่วยสามารถเข้ารับบริการปฐมภูมิในระบบบัตรทองที่อยู่ใกล้ได้ทุกแห่งทุกที่ เพิ่มเติม คือ ให้ ศบส. เป็น “แม่ข่าย” ดูแลคลินิกอบอุ่นและคลินิกเวชกรรมที่ขึ้นทะเบียน กับสปสช. ด้วย แต่เชิงบทบาทหน้าที่ยากมากที่ ศบส. จะเข้าไปดูแล กำกับ ติดตามการทำงานของลูกข่าย เพราะไม่มีโครงสร้างอำนาจที่เกาะเกี่ยวกันเลยซึ่งต่างจากหน่วยบริการปฐมภูมิของโรงพยาบาลเอกชนเป็นแม่ข่าย ปี 2564 -2566 จึงเป็นช่วงเวลาทองของผู้ใช้สิทธิบัตรทอง เมื่อเจ็บป่วยเกินศักยภาพการรักษาหน่วยบริการปฐมภูมิบางแห่งออกใบส่งตัวให้ระยะเวลา 1 ปีเลยก็มี         ทว่า ตั้งแต่ปี 2566 ผู้ใช้บริการบัตรทองมากขึ้นและมีการส่งต่อมากขึ้นด้วยเช่นกัน ทำให้คลินิกปฐมภูมิเริ่มได้รับค่าชดเชยจาก สปสช. ติดลบ และในปี 2567 หลังรัฐบาลเพื่อไทยประกาศนโยบาย “ควิกวิน” (Quick win) นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว ซึ่งมุ่งมั่นจะทำให้เสร็จทั่วประเทศภายในเดือนตุลาคม ทั้งคลินิกปฐมภูมิ และ สปสช. เองได้ประมาณการว่า จะมีผู้เข้ารับบริการจำนวนมากกว่าเดิมจนอาจทำให้ค่าใช้จ่ายเกินวงเงิน globla budget มากขึ้นด้วย หมายความว่า คลินิกปฐมภูมิก็จะยิ่งขาดทุนมากขึ้นเป็นลำดับจึงเริ่มมีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ โดยเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ เครือข่ายคลินิกอบอุ่นในกทม. กว่า 100 แห่ง ขึ้นป้ายที่ สปสช. ว่า “บัตรทอง กทม. เงินไปไหนหมด ไม่มีเงินจ่ายคลินิกบัตรทอง” เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมของการบริการงบประมาณของ สปสช. ที่มีไม่เพียงพอจ่ายชดเชยให้หน่วยบริการปฐมภูมิ มาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2566 แล้ว และจนถึงปัจจุบันคาดว่าจะได้รับเงินเพียง 70% จากที่จ่ายจริงไปแล้ว นั่นทำให้ผู้ประกอบการสถานพยาบาลบางรายประสบปัญหาขาดทุนจนถึงขั้นอาจต้องปิดบริการ ซึ่ง นพ.จเด็ด ธรรมธัชอารี เลขา สปสช. รับปากกับเครือข่ายฯ ว่า  (1) เตรียมปรับระบบการจ่ายเงินชดเชยให้ใหม่ และ (2) จะลงพื้นที่เพื่อพูดคุย หารือ รับฟังปัญหาคลินิกอบอุ่น         13 กุมภาพันธ์ เครือข่ายสถานพยาบาล 5 สถาบัน คือ (1) เครือข่ายโรงพยาบาลกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย “ยูฮอสเน็ต” (UHosNet) (2) ชมรมโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป (3) ชมรมโรงพยาบาลสถาบันกรมการแพทย์ (4) สมาคมคลินิกอบอุ่น และ (5) สมาคมโรงพยาบาลเอกชน บุกพบ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (ในขณะนั้น)  ในฐานะประธานบอร์ดบริหาร สปสช. ให้แก้ปัญหาการเงินการคลังของ สปสช. ซึ่งทำให้หน่วยบริการขาดสภาพคล่อง ติดหนี้ค่าบริการโรงพยาบาลและหน่วยบริการจำนวนมากเรียกร้องให้มี (ก) แต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดอัตราค่าบริการที่เหมาะสม (Provider Board) และ (ข) หยุดใช้ โมเดล 5 (จ่ายตามจริง) ในกทม. และกลับมาใช้ โมเดล 2 (เหมาจ่ายรายหัว) (ค) แนะนำให้จัดสรรงบฯ ค่าบริการผู้ป่วยนอกเพิ่มเติมให้เพียงพอ สำหรับการบริการในไตรมาสที่เหลือของปี 2567         วันที่ 21 กุมภาพันธ์ สปสช. จึงมีมติให้เปลี่ยนรูปแบบการเบิกจ่ายเงินหน่วยบริการปฐมภูมิ เป็น โมเดล 2 (เหมาจ่ายรายหัว) ซึ่งเป็นรูปแบบเดิมที่ใช้มาก่อนปี 2564 มีผลตั้งแต่ 1 มีนาคม 2567 และความวุ่นวายทั้งปวงตามที่ปรากฎเป็นข่าวก็เกิดขึ้นนับจากวันที่มติมีผลบังคับ เพราะเพียงสองสัปดาห์เท่านั้น มีจำนวนเรื่องร้องเรียนไปที่สปสช. มากกว่า 4,000 เรื่อง         วันที่ 15 มีนาคม คณะอนุกรรมการหลักประกันสุขภาพระดับเขตพื้นที่กรุงเทพฯ (อปสช 13) ที่ นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ เป็นประธาน จึงมีมติเพิ่มขึ้น ให้สปสช. กันเงินเหมาจ่ายผู้ป่วยนอก 30 บาทต่อประชากรต่อเดือน เพื่อใช้เป็น “กองทุนส่งต่อผู้ป่วยนอก” (op refer) และให้ สปสช. เบิกจ่ายค่าบริการ (clearing house) ให้กับโรงพยาบาลรับส่งต่อตามหลักเกณฑ์ ดังนี้         (ก) คลินิกอบอุ่นที่ส่งต่อผู้ป่วย ต้องตามจ่ายส่วนแรก จากเหมาจ่ายรายหัว ไม่เกิน 800 บาท/ครั้ง         (ข) กรณีโรงพยาบาลรับส่งต่อเรียกเก็บเงินเกินจาก 800 บาท/ครั้ง เงินส่วนเกินให้เบิกจาก “กองทุนส่งต่อผู้ป่วยนอก” หากเงินไม่พอ ให้ สปสช. หักเงินเพิ่มเติม และหากสิ้นปีเงินเหลือให้คืนเงินให้หน่วยบริการปฐมภูมิ ภายหลังเรียกการจ่ายลักษณะนี้ว่า โมเดล 5 ใหม่ (op new model 5)         อย่างไรก็ตามไม่ว่า สปสช. จะพยายามปรับระบบอย่างไร การสื่อสารระหว่างผู้บริหารกองทุนกับหน่วยบริการยิ่งกลายเป็นลิงแก้แห และเคราะห์กรรมตกแก่ผู้ป่วย          สัปดาห์ที่สามหลังการเปลี่ยนระบบ  วันที่ 21 มีนาคม จึงเกิด “ตัวแทนกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนระบบบัตรทองใน กทม.” ขึ้น และเข้ายื่นหนังสือถึง รมว.สธ. เป็นครั้งแรก โดยมีข้อเรียกร้อง (1) ให้คลินิกอบอุ่นส่งตัวผู้ป่วยที่จำเป็นไปโรงพยาบาลตามมาตรฐานวิชาชีพ (2) เขียนใบส่งตัวให้เหมาะสม เช่น 3 เดือน - 1 ปี (3) ให้ผู้ป่วยนอก ขอใบส่งตัวจาก ศบส. ได้ ในกรณีที่คลินิกอบอุ่นไม่ออกใบส่งตัวให้ และ (4) เปิดเผยข้อมูลหน่วยบริการที่ถูกร้องเรียน         ปัญหาที่หนักหนาสาหัสของ สปสช. คือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับหน่วยบริการทุกระดับ เพราะใน ‘มุม’ ของ “คลินิกปฐมภูมิ” มองว่า ขณะนี้ (ก) ได้รับเงินไม่เพียงพอ กับการตามจ่ายค่าบริการให้โรงพยาบาลที่ส่งต่อทั้งมีเงื่อนไขต้องจ่ายค่าบริการส่งต่อก่อน สปสช. จึงจะนำเงินที่เหลือมาจ่ายให้คลินิก (ข) ค่าใช้จ่ายในการส่งต่อสูงมาก ในปีที่ผ่านมา คลินิกปฐมภูมิส่งต่อผู้ป่วยไปสถานบริการตติยภูมิ 35% แต่มีค่าใช้จ่ายเป็นสัดส่วนมากถึง 70% ของงบประมาณ ดังนั้นเมื่อหักเงินที่จ่ายค่าส่งต่อแล้ว นอกจากคลินิกปฐมภูมิจะติดลบค่าบริการแล้วสัดส่วนที่ได้รับเงินชดเชยจาก สปสช. ก็น้อยลงอย่างมาก จนไม่สามารถบริหารต้นทุนบุคลากรได้          ทั้งนี้มีคำปลอบใจจาก สปสช. ที่ขอให้คลินิกปฐมภูมิ เพิ่มบริการส่งเสริมสุขภาพเพราะมีงบบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (P&P) ในเขตกทม. เหลืออยู่มาก ไม่ได้ใช้เท่าใดนักเพื่อนำมาเพิ่มรายได้ของคลินิกนั้นแต่มันก็คนละเรื่องและไม่ใช่ทางออก           ‘อนงค์ โรจน์กูลชัย’ ผู้บริหารสหคลินิก เขตดินแดง หนึ่งในคลินิกอบอุ่นที่ดูแลประชากรประมาณ 12,000 คน วิเคราะห์ “สาเหตุที่แท้จริง คือ สปสช. จัดสรรงบประมาณมาไม่เพียงพอ ดังนั้นแม้จะเปลี่ยนเป็นระบบเหมาจ่ายก็ไม่ได้แตกต่างกัน”         สถานการณ์สุก ๆ ดิบ ๆ โมเดลเก่าก็ยังค้างจ่ายอยู่มาก เปลี่ยนโมเดลใหม่แล้วก็ไม่เห็นอนาคต “ใบส่งต่อ” จึงถูกแช่แข็งไว้ที่หน่วยบริการปฐมภูมิจำนวนหนึ่งที่ “ดื้อ” โดยมีประชาชนกลายเป็นตัวประกันถูกละเมิดการรักษาแบบต้องคลำหาทางออกกันเอง         •    บริบท “นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว”         คงจะดีมาก หาก “ระบบใบส่งตัวถูกยกเลิกไป” เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตของกทม. และสามารถใช้บัตรประชาชนเข้าถึงการรักษาได้ที่สถานพยาบาลประจำตามสิทธิของตนเองหรือหน่วยบริการในระดับปฐมภูมิได้ทุกแห่ง และยังสามารถเข้ารับการรักษาได้ที่หน่วยบริการเอกชนที่เข้าร่วมในระบบหลักประกันสุขภาพได้ ไม่ว่าจะมีสิทธิบัตรทองอยู่ที่จังหวัดใดก็สามารถใช้สิทธิได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แค่เพียงมีบัตรประชาชนใบเดียวเท่านั้นตามที่รัฐบาลแถลงนโยบายไว้         การจะทำได้จริงนั้น หัวใจคือการเชื่อมระบบข้อมูลสุขภาพและการเงินของทุกหน่วยบริการให้เป็นระบบเดียวกันทุกระดับ ทุกสังกัด และยกระดับหน่วยบริการให้เป็นโรงพยาบาลอัจฉริยะ (Smart Hospital) นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้จัดบริการสุขภาพ อาทิ ประวัติสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ การออกใบรับรองแพทย์ดิจิทัล ใบสั่งยาและใบสั่งแล็บออนไลน์ การแพทย์และเภสัชกรรมทางไกล การนัดหมายออนไลน์ ส่งยาและเวชภัณฑ์ที่บ้านผ่าน Health Rider และการส่งยาทางไปรษณีย์ เป็นต้น โดยคำนึงถึงความปลอดภัยทางไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มุ่งหวังช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาล ลดระยะเวลารอคอยและลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประชาชน นั่นคือสิ่งที่ สปสช. และกระทรวงสาธาณสุขวาดหวังและทยอยทำนำร่องทดลองไปแล้วหลายจังหวัด บน “เงื่อนไข” ว่าจะต้องเติมงบประมาณจำนวนหนึ่งเข้าไปในระบบเบิกจ่ายค่าบริการ (clearing house) จาก “งบกลาง" ของรัฐบาล โดยหน่วยบริการจะได้รับเงินภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากการส่งเบิก เพื่อให้ระบบ Financial Data Hub ที่ส่วนกลางกำลังพัฒนาเป็นระบบอัจฉริยะนั้น “เป็นจริงที่สุด”         หลายจังหวัดนำร่องระบบถูกทดสอบผ่านไปได้ด้วยดี เพราะหน่วยบริการเป็นสังกัดเดียวกันทำให้ระบบข้อมูลสุขภาพ ระบบการเงินและระบบบริการปรับตัวได้ ทว่า “นโยบายความหวัง” นี้จะเกิดขึ้นที่ กทม.ได้จริงหรือ เมื่อ “เงื่อนไขพื้นฐาน” โครงสร้างบริการสุขภาพใน กทม. ซับซ้อน หลากหลายสังกัดและต่างคนต่างให้บริการ กลายเป็น ข้อท้าทายอย่างมาก และยังมีเหตุเพิ่มเติมจาก (ก) หน่วยบริการได้รับเงินไม่เพียงพอกับการตามจ่ายค่าบริการให้โรงพยาบาลที่ส่งต่อ และ (ข) ค่าใช้จ่ายในการส่งต่อสูงมากยังไม่ได้ถูกแก้         ตัวอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ข้อเรียกร้องของผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่ขอให้ กทม. เปิดรับลงทะเบียนผู้ป่วยบัตรทองที่ ศบส.ในสังกัด เพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชนในการลงทะเบียนในหน่วยบริการปฐมภูมิที่ต้องการ และเป็นตามนโยบายส่งเสริมเส้นเลือดฝอยด้านสาธารณสุขของกรุงเทพมหานคร แม้ กทม.จะรับปากว่าหากคลินิกฯ ไม่ยอมออกใบส่งตัวให้มาขอใบส่งตัวกับ ศบส. ได้ แต่ในทางปฏิบัติ โรงพยาบาลใหญ่ ยังขอใบส่งตัวจากคลินิกฯ เช่นเดิม เพราะกลัวเบิกเงินไม่ได้          ล่าสุด หลายคลินิกปฐมภูมิ กทม. ต้องการจะขอยกเลิกสัญญาคลินิกบัตรทองกับ สปสช. ซึ่งจะทำให้ผู้มีสิทธิบัตรทองจำนวนหนึ่งกลายเป็นผู้มี “สิทธิว่าง” จึงขอให้ กทม. เตรียมหน่วยบริการปฐมภูมิในสังกัด คือ ศบส. ให้พร้อมรองรับประชาชนด้วย (นี่แค่ระบบบริการสุขภาพของรัฐท้องถิ่นยังไม่ได้ข้ามเครือข่ายไปไหนเลย) ยิ่งมิต้องกล่าวถึง ระยะเวลาในการเชื่อมระบบข้อมูลและการเงินข้ามเครือข่าย ข้ามสังกัดให้เป็นระบบเดียวกันจะเกิดขึ้นจริง กี่โมง ?         ระยะเวลาที่ผ่านไปเรื่อยๆ นี้  ไม่ใช่เพียงข้อท้าทาย แต่จะกลายเป็นการกดปัญหาไว้ใต้ภูเขาน้ำแข็ง และเป็นการลิดรอนสิทธิการมีชีวิตที่ดีของผู้ป่วยก็ถูกทำให้กลายเป็น “เรื่องปกติ” ที่คุ้นชินอีกหนึ่งเรื่อง

อ่านเพิ่มเติม >
ฉบับที่ 278 สูตรการลดน้ำหนักแบบไหนบ้างที่เหมาะสมกับตัวเรา

        ปีที่ผ่านมา ผมได้ถูกร้องขอจากแพทย์ที่ดูแลโรคหัวใจให้ลดน้ำหนักตัว ซึ่งเดิมผมมีน้ำหนักตัวอยู่ที่ 78 กิโลกรัมส่วนสูง 163 เซนติเมตร ค่า MBI ( Mass Body Index) จะอยู่ที่ 29.36 จัดอยู่ในเกณฑ์อ้วนมาก นอกจากจะมีค่า BMI ที่สูงจนน่าตกใจแล้ว ความดันโลหิตก็สูงมาก ในที่สุดก็ต้องโดนหามส่งเข้าโรงพยาบาล เพื่อรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน         สูตรในการลดน้ำหนักที่ผมนำมาใช้ในการปฏิบัตินั้น ถ้าจะจำแนกหลักการน่าจะแบ่งได้เป็น 2 หลักการ คือ หลักการแบบ Moderate Low Carb ซึ่งเป็นหลักการที่บริโภคคาร์โบไฮเดรต (แป้งและน้ำตาล) ต่อวันให้น้อยลง เน้นรับประทานผัก รับประทานเนื้อสัตว์ เนื้อปลาได้ ผลิตภัณฑ์จากนมได้ ธัญพืชหรือพืชพลังงานที่มีเส้นใยสูง สูตรนี้ในช่วงแรกๆ ผมไม่ได้ออกกำลังกายและใช้พลังงานมากนัก (เพราะเกรงว่าจะหิวเร็ว) ซึ่งหลักการนี้ใช้ได้ผลสำหรับผม         หลังจาก 1 ปีผ่านไป น้ำหนักตัวลดลงมาอยู่ที่ 67 กิโลกรัม นับว่าประสบความสำเร็จแบบไม่ทรมานร่างกายและจิตใจมากนัก ในช่วงเวลานั้นเอง ผมได้ศึกษาสูตรการลดน้ำหนักอีกหลายสูตรทั้งจากอินเทอร์เนต และสอบถามจากผู้มีประสบการณ์หลายท่าน ตลอดจนศึกษาและลองปฏิบัติจริงจากคู่มือวารสาร Test ของเยอรมันที่เป็นสมาชิกอยู่ โดยปฎิบัติตนตามหลักการอย่างมีวินัยแต่ก็ไม่ได้เคร่งเครียดจนเกินไป         เมื่อต้นปีวารสาร Test ได้เผยแพร่ผลการประเมินสูตรสำหรับการลดน้ำหนักที่นิยมนำมาปฏิบัติโดยเฉพาะด้านโภชนาการมีจำนวนทั้งหมด 15 สูตร พบว่า มีเพียง 5 สูตรที่ได้รับการประเมินว่า เหมาะสำหรับการนำมาใช้ปฏิบัติ อีก 10 สูตรได้รับการประเมินว่า ไม่เหมาะที่จะนำมาปฏิบัติ ผมเห็นว่าเป็นข้อมูลที่น่าสนใจจึงขออนุญาตนำมาแบ่งปันกัน        ข้อมูลที่นำมาเผยแพร่ต่อไปนี้เป็นการทดสอบตามหลักวิชาการของนิตยสาร Test ฉบับเดือน มกราคม 2024 ซึ่งได้มาจากการสืบค้นข้อมูลผ่านระบบอินเทอร์เนต ประเมินและวิเคราะห์จากวารสารวิชาการและร้านหนังสือว่ามีแนวความคิดอะไรบ้างที่ “คนเยอรมัน” สนใจและกำลังใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในการลดน้ำหนักกันอยู่ สำหรับวิธีการประเมินว่าสูตรไหนเหมาะสมหรือไม่นั้น ทางวารสาร Test ได้ให้คณะทำงานที่ประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญด้าน Food Science เป็นผู้ทำการประเมิน โดยพิจาณาจากหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าแต่ละสูตรมีหลักฐานทางวิชาการมายืนยันหรือไม่ และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวัน ตลอดจนไม่ส่งผลข้างเคียงต่อสุขภาพร่างกายในระยะยาว         ทุกสูตรของการลดน้ำหนักที่ได้รับการประเมินว่า “เหมาะสม” ที่จะนำมาปฏิบัติมีหลักที่สำคัญ คือ ลดปริมาณการบริโภคพลังงานต่อวันให้ต่ำกว่าเดิม 500 กิโลแคลอรี ซึ่งนอกจากจะคุมเรื่องปริมาณการบริโภคพลังงานแล้ว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตมีส่วนสำคัญอย่างมากในการลดน้ำหนัก เมื่อลดน้ำหนักลงมาได้ตามเป้าแล้ว ร่างกายจะเกิดความคุ้นชินกับพฤติกรรมและการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป สูตรลดน้ำหนักที่ได้รับการประเมินว่า “เหมาะสม”สามารถนำไปปฏิบัติในชีวิตจริงได้ไม่ยาก มีจำนวน 5 สูตร (1) DGE Mixed Diet เป็นสูตรการลดน้ำหนักของ สถาบัน German Society for Nutrition ซึ่งมีหลักในการปฏิบัติ 10 ข้อได้แก่         1. รับประทานผักและผลไม้หลากหลายสี         2. แต่ละวันรับประทานผักอย่างน้อย 3 ส่วน (400 กรัม) ผลไม้อย่างน้อย 2 ส่วน (250 กรัม)         3. รับประทานผลิตภัณฑ์แป้งที่ทำมาจาก Whole Wheat        4. รับประทานผลิตภัณฑ์จากนมทุกวัน และรับประทานเนื้อปลา สัปดาห์ละไม่เกิน 2 ครั้ง เนื้อสัตว์ ปริมาณ 300- 600 กรัมต่อสัปดาห์ ตลอดจนรับประทานไข่บ้าง        5. ใช้น้ำมันที่ดีต่อสุขภาพได้แก่ น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันคาโนลา        6. ลดปริมาณการบริโภคเกลือและน้ำตาล        7. ดื่มน้ำบ่อย ๆ         8. ปรุงอาหารแบบรักษาคุณค่าทางอาหาร        9. รับประทานแบบมีสติ ไม่เร่งรีบ        10. ชั่งน้ำหนักทุกวัน และหมั่นออกกำลังกาย (2) Intermitten Fasting (IF) สูตรลดน้ำหนักนี้ เน้นไปที่การรับประทานอาหารเป็นเวลา หลักการรับประทานอาหารและงดอาหารเป็นเวลานี้มีหลายแนวปฏิบัติ เช่น แนวปฏิบัติแบบ 16:8 กล่าวคือใน 1 วัน ที่มีเวลา 24 ชั่วโมงจะงดอาหาร 16 ชั่วโมง และมีช่วงเวลารับประทานอาหารได้ 8 ชั่วโมง โดยไม่จำกัดประเภทของอาหารที่จะรับประทาน หรือแนวปฏิบัติ 5:2 แบบนี้คือการรับประทานอาหารปกติ 5 วันต่อสัปดาห์และรับประทานอาหารแคลอรีต่ำ 2 วันต่อสัปดาห์ (บริโภคพลังงานไม่เกิน 600 กิโลแคลอรี/วัน) สำหรับผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวาน type 2 ควรปรึกษาแพทย์ก่อน (3) สูตรโภชนาการเมดิเตอเรเนียน (Mediterranean Nutrition) สูตรลดน้ำหนักนี้เน้นไปที่การบริโภคพืชผัก ตามแบบฉบับของชาวเมดิเตอเรเนียน ประกอบไปด้วย ถั่ว ธัญพืช ปลา อาหารทะเล บริโภคเนื้อสัตว์แต่น้อย น้ำมันมะกอกเป็นไขมันหลัก ไวน์แดงในปริมาณพอสมควร เน้นการทำอาหารเอง และรับประทานกันเป็นกลุ่มเป็นคณะ รับประทานในบรรยากาศที่รื่นเริง ไม่เร่งรีบ (4) สูตรมังสวิรัติ (Vegetarian Foods) หลักการคือไม่บริโภคเนื้อสัตว์ รับประทานผลไม้และผัก ธัญพืช Whole Wheat ถั่ว โดยอาจรับประทานอาหารที่ทำจากผลิตภัณฑ์จากสัตว์ได้บ้าง หรือแบบ Ovo-Lacto Vegan คือไม่รับประทานเนื้อสัตว์ ไม่รับประทานเนื้อปลา แต่รับประทานไข่และนมได้ แบบ Lacto Vegan รับประทานนมจากสัตว์ได้แต่ไม่รับประทานไข่ ถ้าแบบ Pescetarian อันนี้รับประทานเนื้อปลาได้ข้อสังเกตจากสูตรแบบมังสวิรัติ คือ ยังไม่มีผลการศึกษาอย่างแน่ชัดว่า การไม่รับประทานนมจากสัตว์จะส่งผลต่อกระดูกหรือไม่ ซึ่งนมสัตว์จะมีแคลเซียมเป็นส่วนประกอบสำคัญต่อการเสริมสร้างกระดูก (5) Moderate Low Carb สูตรนี้มีหลักการลดการบริโภคแป้งและน้ำตาล เน้นผักและโปรตีน ให้ความสำคัญกับการบริโภคถั่ว มากกว่าการบริโภคธัญพืชและมันฝรั่ง (มันฝรั่งเป็นอาหารหลักของคนยุโรป)  สูตรลดน้ำหนักแบบนี้จากผลการศึกษาพบว่า สามารถลดน้ำหนักในช่วงแรกๆ อย่างฮวบฮาบมากกว่าสูตรอื่น แต่เมื่อเวลาผ่านไป สามารถลดน้ำหนักในอัตราใกล้เคียงกัน การรับประทานไข่ช่วยทำให้อิ่มนานพอๆ กับรับประทานแป้ง ข้อเสียของสูตรนี้คือ การปฏิบัติอาจจะไม่ง่ายในช่วงที่ร่างกายกำลังปรับตัวเพราะความต้องการคาร์โบไฮเดรต และหากรับประทานเนื้อสัตว์หรือไขมันคุณภาพต่ำมากเกินไปก็ไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพ ผู้ป่วยที่มีโรคเกี่ยวกับไตก็ไม่ควรใช้สูตรนี้ในการลดน้ำหนักเพราะการรับประทานโปรตีนมากๆ ส่งผลลบต่อการทำงานของไต         อย่างไรก็ตามยังมีสูตรการลดน้ำหนักอีก 2 สูตรที่ เหมาะสมแบบมีข้อจำกัด เพราะต้องมีการเตรียมการที่ค่อนข้างยาก ได้แก่         (1) สูตร Glyx Diet สูตรนี้มีการจัดทำรายการอาหารตามค่าดัชนี Glycemic Index (GI-Index) ซึ่งเป็นดัชนีที่ใช้วัดเปรียบเทียบความสามารถในการดูดซึมอาหาร ซึ่งมีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นของอาหารชนิดต่างๆ  โดยทั่วไปค่า GI ยิ่งต่ำยิ่งดี สำหรับคนที่สามารถลดระดับการบริโภคพลังงานได้ต่ำกว่าเดิมได้ 500 กิโลแคลอรีต่อวัน จึงสามารถลดน้ำหนักได้จริง อาหารที่มีค่า GI ต่ำเช่น ผัก ธัญพืชแบบ Whole Wheat เนื้อสัตว์ ปลา ไขมัน อาหารที่มีค่า GI สูงเช่น ผลไม้ มันฝรั่ง แป้งสาลีขัดขาว และขนมหวาน          (2) Vegan Food เน้นรับประทานอาหารแบบมังสวิรัตไม่รับประทานอาหารที่มาจากผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ดังนั้นจำเป็นที่จะต้องมีการวางแผนเตรียมการรับประทานอาหารแต่ละมื้อ สำหรับสารอาหารที่ได้เฉพาะจากผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ เช่น วิตามิน B12 ก็จำเป็นที่จะต้องรับประทานอาหารเสริมมาเพื่อชดเชย ข้อควรระวังสำหรับการใช้สูตรนี้ คือ อาหารจากการผลิตอุตสาหกรรมอาจมีปริมาณพลังงานที่สูงได้ สูตรนี้ไม่แนะนำสำหรับหญิงมีครรภ์ และเด็ก ข้อจำกัดอย่างหนึ่งของสูตรนี้คือความเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุน ซึ่งมีผลงานวิจัยออกมายืนยัน (Epic- Oxford Study)         เมื่อกล่าวถึงสูตรที่เหมาะสมและเหมาะสมแบบมีข้อจำกัดแล้ว คราวนี้มาดูที่ สูตรลดน้ำหนักที่ได้รับการประเมินว่า “ไม่เหมาะสม” เพราะยังมีข้อสงสัยและข้อมูลเชิงประจักษ์ทางวิชาการ ได้แก่         (1) Ayurvedic Diet แนวความคิดในการรับประทานอาหารตามหลักปรัชญาและความเชื่อ อายุรเวทของอินเดียโบราณ         (2) Blood Group Diet แนวความคิดนี้ คือรับประทานอาหารที่เหมาะสมกับกรุปเลือดของตน         (3) Eat the Half แนวความคิดนี้ก็คือ รับประทานอาหารเพียงครึ่งเดียวจากที่เคยรับประทานปกติ         (4) Genetic based Diet คนที่สนใจแนวความคิดนี้ จำเป็นที่จะต้องมีการทดสอบและวิเคราะห์ DNA ของตน หลังจากนั้น ผู้ให้บริการคอร์สลดน้ำหนักก็จะให้คำแนะนำอาหารในการรับประทานว่าควรรับประทานอะไรบ้าง         (5) Keto Diet แนวความคิดนี้คือรับประทานอาหารกลุ่ม คาร์โบไฮเดรตเพียง 10 % จากอาหารที่ให้พลังงาน          (6) Mono or Crash Diet สำหรับ Mono Diet มีแนวความคิดรับประทานอาหารบางอย่างเป็นเวลาต่อเนื่องกัน และอาหารที่รับประทานเข้าไปนั้นมีปริมาณพลังงานน้อย ดังนั้นบางคนก็เรียกว่า Crash Diet เพราะเชื่อว่าสามารถลดน้ำหนักได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว         (7) Paleo Diet มีแนวความคิดรับประทานอาหารเหมือนกับมนุษย์ยุคดึกดำบรรพ์         (8) Trennkost Diet มีแนวความคิด แยกรับประทานอาหารระหว่างคาร์โบไฮเดรต และ โปรตีน ใน 1 มื้อ         ผมหวังว่าสมาชิกและผู้อ่านที่สนใจสามารถนำข้อมูลนี้ไปใช้ในเบื้องต้นได้ และหากมีความจำเป็นที่จะต้องลดน้ำหนัก ขอแนะนำว่าควรปรึกษาแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง โดยเฉพาะผู้เชี่ยวชาญทางด้านโภชนาการครับ มาถึงจุดนี้ผมขอให้กำลังใจทุกท่านที่มีความตั้งใจที่จะลดน้ำหนัก ซึ่งต้องอาศัยทั้งความตั้งใจ ความรู้ การปรับทัศนคติ ความเชื่อและที่สำคัญ คือเวลาและความใส่ใจต่อพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการรับประทานอาหารครับ ขอให้ทุกท่านโชคดีและประสบความสำเร็จ

อ่านเพิ่มเติม >
ฉบับที่ 277 ‘ร่างผังเมืองกรุงเทพ’ รัฐธรรมนูญท้องถิ่นที่ไม่มีประชาชนอยู่ในนั้น

        “การที่ผังเมือง คือ ธรรมนูญท้องถิ่นนี้ ผังเมืองจึงไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์วิจารณ์ไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องของความเป็นมืออาชีพของผู้จัดทำ แต่ความเป็นมืออาชีพของการจัดทำเป็นเรื่องของการตอบคำถามได้ไหมว่าประชาชนอยู่ตรงไหนของโครงสร้างอำนาจในการกำหนดทิศทางและควบคุมการพัฒนาเมือง”         พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ เขียนอธิบายเรื่องผังเมือง ผังเมืองกรุงเทพฯ (1) โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ไว้ในเว็บไซต์มติชนได้น่าสนใจและเป็นคำถามสำคัญว่า ‘ประชาชนอยู่ตรงไหนของโครงสร้างอำนาจในการกำหนดทิศทางและควบคุมการพัฒนาเมือง’         ผังเมืองกรุงเทพฯ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นผังเมืองที่ทำมาตั้งแต่ปี 2556 ซึ่งโดยปกติแล้วควรมีการปรับปรุงทุกๆ 5 ปี แต่กลับล่วงเลยมา 10 กว่าปี การปรับปรุงผังเมืองกรุงเทพรอบนี้มี 2 คำถามใหญ่ที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเห็นพ้องกัน นั่นก็คือการขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนและผังเมืองใหม่ดังกล่าวกำลังเอื้อประโยชน์ให้แก่นายทุนหรือไม่ เมื่อคนกรุงฯ ไม่มีสิทธิในผังเมืองของตนเอง         “ถูกเวนคืนบ้านเพื่อไปสร้างถนน 6 เลน 1,400 หลังคาเรือนกับโครงการสร้างถนนลอยฟ้าแค่ 20 กิโลเมตร ถัดมาปัจจุบันเรามีถนนวงแหวนรอบนอกกาญจนาภิเษก มีถนนราชพฤกษ์ มีถนนกัลปพฤกษ์ คนฝั่งธนฯ ไม่ได้ข้ามไปฝั่งธน คนฝั่งธนฯ ข้ามไปฝั่งพระนคร เรามีสถานีรถไฟฟ้าประมาณ 3 สาย ถ้าท่านยังอ้างว่ารถติดอยู่ แล้วประชาชนจะอยู่ตรงไหนคะ คำนึงถึงประชาชนบ้างมั้ย ทางขึ้น ทางลง บริเวณเอกชัยโดนหน้ากว้างทั้งหมด 250 เมตร ประมาณ 10 หลังคาเรือนที่โดนแค่หน้ากว้างแล้วก็โดนตลอดทั้งซอย อีกกี่ชีวิตคะ แล้วทำไมไม่ฟังเสียงการขยายถนนท้องถิ่นที่มีอยู่” คำบอกเล่าของ ดาลิน สิริสุวรรณกิจ ผู้ได้รับผลกระทบจากร่างผังเมือง         เธอยังกล่าวอีกว่าถนนท้องถิ่นที่ใช้เชื่อมต่อกับเส้นหลักเพื่อความคล่องตัวในการเดินทางกลับไม่ถูกสร้าง แต่กลับจะสร้างถนนลอยฟ้าที่ประชาชนไม่ได้รับประโยชน์ ซ้ำยังถูกไล่ที่โดยออกเป็นพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดิน พ.ศ.2566 โดยไม่มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ         อีกฝากหนึ่งของเมืองกรุง ภูวนันท์ ภูวนัตตรัย ตัวแทนชุมชนซอยสุขุมวิท 53 ซึ่งได้รับผลกระทบจากโครงการอาคารสูงที่จะมาสร้างในซอยแคบไม่เกิน 10 เมตร ทั้งที่กฎหมายกำหนดว่าในซอยที่กว้างไม่เกิน 10 เมตรสามารถสร้างอาคารได้ไม่เกิน 8 ชั้น หากจะสร้างสูงกว่านั้นถนนต้องมีความกว้าง 10 เมตรขึ้นไป และถ้าจะสร้างอาคารใหญ่ที่สูงเป็นพิเศษถนนต้องเกิน 18 เมตร แต่ปัจจุบันกลับมีความพยายามเลี่ยงกฎหมาย เขากล่าวต่อว่า         “แล้วการที่จะประกาศแก้ผังเมืองตรงนี้มีสิ่งที่ผมห่วงกังวลเป็นพิเศษเพราะมีแผนที่จะขยายถนนหลายสายเพิ่มความกว้างจากเดิมให้กลายเป็น 12 เมตร 18 เมตร เป็นความกังวลที่ผมขออนุญาตไม่ไว้วางใจ ท่านนายกฯ ปัจจุบันก็มาจากบริษัทอสังหาฯ ท่านผู้ว่าฯ ก็เคยอยู่บริษัทอสังหาฯ ที่ปรึกษากรุงเทพมหานครก็อยู่บริษัทอสังหาฯ เพราะมีความเป็นไปได้ที่ความพยายามที่จะขยายถนนเหล่านี้อาจจะเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ และเมื่อสร้างก็จะสร้างผลกระทบมากกับประชาชนทั่วทั้งกรุงเทพ”         นอกจากนี้ ประเด็น FAR (Floor Area Ratio) BONUS หรือมาตรการสร้างแรงจูงใจแก่ภาคเอกชนในการพัฒนาเมืองด้วยการทำโครงการให้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะตามเงื่อนไขที่กรุงเทพมหานครกำหนด โดยประชาชนได้รับประโยชน์แลกกับสิทธิประโยชน์ในการก่อสร้างพื้นที่อาคารเพิ่มเติมตามที่กฎหมายกำหนด ภูวนันท์ยังกล่าวว่าไม่ไว้ใจและไม่เชื่อว่านักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จะทำจริง เนื่องจากที่ผ่านมามีกรณีจำนวนมากตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันที่เกิดการทำผิดกฎหมาย แต่ผู้บังคับกฎหมายทั้งกรุงเทพมหานครและหน่วยงานอื่นๆ ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดได้ เช่น กรณีโรงแรมเอทัส ซอยร่วมฤดี ที่สร้างในซอยแคบ หรือหลายโครงการในซอยทองหล่อที่ไม่สร้างถนนรอบโครงการสำหรับรถดับเพลิงแต่ใช้ประโยชน์เป็นที่ส่วนตัวก็ไม่มีการบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายทั้งที่ศาลสั่งตัดสินเกิน 10 ปีแล้ว ผังเมืองกรุงเทพฯ ไม่ได้ผ่านการศึกษาอย่างรอบด้าน         ปัญหาสำคัญของร่างผังเมืองกรุงเทพคือไม่มีการมีส่วนร่วมของประชาชนมาตั้งแต่ต้น แต่มีการร่างผังขึ้นก่อนแล้วจึงเปิดรับฟังความเห็นประชาชนว่าจะรับหรือไม่รับร่างผังเมืองฉบับนี้ คนกรุงเทพฯ ทั้งที่มีที่อยู่ในกรุงเทพฯ และเป็นประชากรแฝงที่เข้ามาทำงานจึงเหมือนถูกมัดมือชก วีระพันธ์ จีนะวัฒน์ สมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า         “ร่างผังเมืองที่ทำออกมาก่อน พ.ร.บ.ปี 2562 ชอบหรือไม่ ไม่ได้ผ่านกระบวนการศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้านและผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชน แล้วจะใช้เป็นฐานในการทำกระบวนการต่อได้อย่างไร ทำไม่ออกแบบผังเมืองเพื่อประชาชน เอาประชาชนเป็นตัวตั้ง คุณภาพชีวิตของประชาชนอยู่ตรงไหน จะเพิ่มพื้นที่สีเขียวและลดความหนาแน่นได้อย่างไร”        วีระพันธ์ยังชี้ให้เห็นจุดอ่อนต่างๆ ของร่างผังเมืองกรุงเทพฯ ที่ขาดการมีส่วนร่วมนี้อีกหลายจุด เช่น ไม่ควรให้ผู้พัฒนาเลือกใช้พื้นที่ได้อย่างอิสระในทุกพื้นที่เพราะพื้นที่แต่ละพื้นที่มีปัญหาไม่เหมือนกัน, ต้องมีการระบุโซนพื้นที่ที่จะให้ FAR Bonus ที่เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละพื้นที่และควรเพิ่มมาตรการ FAR Bonus ส่งเสริมและอุดหนุนด้านการเกษตรในพื้นที่ที่ต้องการรักษาพื้นที่สีเขียวทั้งสองด้านของผังเมืองกรุงเทพ หรือแผนผังกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินที่เขาไม่เห็นด้วยเพราะไม่มีมาตรการสนับสนุนการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อเอื้อต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในภาพรวม โดยเฉพาะในระยะเวลา 5-7 ปีจากนี้ไป เพราะหากดำเนินการตามร่างที่กำหนดมาจะเร่งให้เกิดความหนาแน่นของเมืองเพื่อสนับสนุนการพัฒนามากกว่าสนับสนุนพื้นที่เพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชน เป็นต้น         “ต้องมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน” วีระพันธ์กล่าวสรุป “มีมาตรการสนับสนุนให้เกิดคุณภาพชีวิต มีพื้นที่สีเขียวเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างเพียงพอ มีพื้นที่ย่านชุมชนท้องถิ่นเพื่อรักษาเอกลักษณ์ของย่าน มีพื้นที่ในการรักษาสิทธิธรรมชาติและวัฒนธรรมท้องถิ่นให้พอเหมาะกับสิทธิการพัฒนา มีระบบสาธารณูปโภคอย่างเพียงพอ มีที่อยู่อาศัยและที่ทำกินให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยกระจายอยู่ในพื้นที่เมือง ต้องทำผังเฉพาะให้เสร็จสิ้นหลังทำผังเมืองรวมแล้ว” ร่างผังเมือที่ศักดิ์สิทธิ์เฉพาะกับคนที่ไม่มีอำนาจ         ด้านพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เสนอข้อคิดที่สำคัญในการทำผังเมืองซึ่งดูจะเป็นสิ่งที่ผู้มีอำนาจในการร่างผังเมืองกรุงเทพฯ ไม่ได้คำนึงถึง เขากล่าวว่าผังเมืองเปรียบได้กับรัฐธรรมนูญฉบับท้องถิ่นซึ่งต้องเข้าใจก่อนว่าใครมีอำนาจในเมือง ขณะที่ผังเมืองเป็นสิ่งที่ต้องคุ้มครองประชาชนได้ซึ่งผังเมืองที่มองเห็นแต่สีต่างๆ ปะปนกันไม่สามารถบอกได้เลยว่าจะคุ้มครองหรือจะให้อำนาจประชาชนได้อย่างไร         โดยหลักการแล้วผังเมืองต้องทำหน้าที่ 2 ประการคือกำหนดทิศทางการพัฒนาและควบคุมการพัฒนาซึ่งร่างผังเมืองกรุงเทพฯ ไม่มี และเมื่อผังเมืองคือรัฐธรรมนูญท้องถิ่นก็ย่อมต้องทำให้ประชาชนทุกคนอ่านเข้าใจ สามคือผังเมืองต้องมีความศักดิ์สิทธิ์บางประการ พิชญ์ลงรายละเอียดว่าร่างผังกรุงเทพฯ ที่เป็นอยู่ศักดิ์สิทธิ์เฉพาะกับคนที่ไม่มีอำนาจ ขณะที่คนมีอำนาจเมื่ออ่านผังนี้จะรู้ทันทีว่าตนจะแสวงหาประโยชน์อย่างไร         “บ้านผมอยู่ดีๆ ก็มีใบมาบอกว่าจะมีคอนโดมาสร้าง จะสร้างได้ยังไงในซอยที่มีถนนอยู่แค่สี่เลน แต่จะสร้างคอนโด 30 ชั้น ประเด็นคือเราจะมีสิทธิเมื่อมันมากระทบเราและนี่คือหัวใจของผังเมืองไทย ทุกอย่างจะขึ้นกับคำว่าเจ้าของที่ดิน ถ้าคุณไม่ใช่เจ้าของที่ดินคุณไม่มีสิทธิอะไรเลยในเมืองแห่งนี้ซึ่งมันมีปัญหาอยู่ การไม่มีสิทธิอะไรเลยไม่ใช่เพราะเราไม่มีประโยชน์ต่อเมืองนี้ เมืองนี้มันโตได้ด้วยการที่ไม่ให้สิทธิ์เรา โดยการเอาประโยชน์จากเรา คนจำนวนมากในเมืองนี้ไม่ใช่คนที่อยู่ในกรุงเทพแต่ได้รับผลกระทบจากสิ่งเหล่านี้ แต่ถ้าเขาอยู่เขาไม่มีโฉนดที่ดิน ไม่มีความเป็นเจ้าของที่ดิน แต่เขามีสิทธิที่จะอยู่ในเมืองนี้ได้เพราะเขาทำประโยชน์ให้เมือง เขาขายของก็ทำให้ต้นทุนในเมืองถูกลง ประชากรแฝงไม่ใช่คนที่ซื้อของในเมืองนี้และจ่ายภาษีบริโภคซึ่งเป็นแกนของภาษีเมืองหรือครับ อันนี้คือพื้นที่ที่คุณจะเคลมได้ว่าคุณมีสิทธิ์ที่จะอยู่ในเมืองนี้”         พิชญ์ยังตั้งคำถามอีกว่าร่างผังเมืองกรุงเทพฯ ฉบับนี้สามารถควบคุมและกำหนดทิศทางการพัฒนาได้จริงหรือไม่และอะไรคือศูนย์กลางหรือมูลค่าที่ดินหรือคุณภาพชีวิตของประชาชน ถ้ามองในแง่มูลค่าที่ดินจะพบว่าผังเมืองใหม่จะเพิ่มมูลค่าที่ดินเพราะมันเพิ่มและอนุญาตให้มีการพัฒนาที่ดินในบริเวณตึกสูงได้เพิ่มขึ้น แต่ไม่มีการกำหนดพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น ไม่มีการกำหนดสิทธิของประชาชนที่จะมีโอกาสอยู่ในเมืองมากขึ้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือถ้าเพิ่มพื้นที่ที่มีความหนาแน่เพิ่มขึ้น คนที่เคยเช่าก็ต้องออกหรือต้องไปแอบซุกอยู่ตามที่ต่างๆ         พิชญ์กล่าวย้ำอีกครั้งว่าผังเมืองคือรัฐธรรมนูญท้องถิ่นที่กำหนดความสัมพันธ์ของประชาชนทุกคน ประชาชนจึงต้องเป็นจุดตั้งต้นว่าอยากได้เมืองแบบไหน ต้องพูดคุยกันก่อน แล้วคนที่เขียนผังต้องเขียนตามความต้องการของประชาชน ไม่ใช่เขียนเสร็จแล้วให้ประชาชนบอกว่าเอาหรือไม่เอา         “เพราะฉะนั้นหัวใจสำคัญตอนนี้คือต้องยุติการปรับปรุงผังเมืองกรุงเทพฯ แล้วเขียนใหม่บนหลักคิดที่ว่าทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตร่วมกัน” ประชาชนต้องจับปากกาและขีดผังเมืองเอง         ด้านอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ซึ่งกล่าวในนามภาคประชาชนก็คิดไม่ต่างจากคนอื่นๆ ที่เห็นว่า การจัดทำร่างผังเมืองกรุงเทพฯ ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่กลับรับฟังธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ ทำให้เกิดปัญหาอย่างกรณีการขยายซอยเล็กให้ใหญ่ขึ้นโดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างคอนโดมีเนียมขนาดใหญ่          “ส่วนเรื่องที่มีการรับฟังความคิดเห็นไปแล้ว อย่างเช่นบึงรับน้ำคู้บอนในโซนเขตคันนายาว อันนี้ใช้งบประมาณแผ่นดินเลยในการเข้าไปรับฟังความคิดเห็น พี่น้องประชาชนโหวตว่าอยากได้พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่รับน้ำจำนวน 130 ไร่ รับน้ำได้ 870,000 ลูกบาศก์เมตร ปรากฏว่าบึงรับน้ำคู้บอนไม่อยู่ในผังเมือง แล้วตอนนี้กลายเป็นบ้านจัดสรรที่ถูกจัดสรรไปแล้ว กำลังจะเตรียมการก่อสร้าง”         อรรถวิชช์เห็นว่าภาคประชาชนจะต้องมีสิทธิ์จับปากกาและขีดสีเมืองกรุงเทพมหานคร เขายกตัวอย่างว่าเขตพื้นที่อนุรักษ์ในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีเพียง 2 ประเภทคือเขียวลายสำหรับอนุรักษ์ชนบทและเกษตรและสีน้ำตาลอ่อนสำหรับการอนุรักษ์เพื่อศิลปวัฒนธรรม จะสังเกตเห็นว่าไม่มีสีที่ขีดขึ้นเพื่ออนุรักษ์พื้นที่เป็นที่อยู่อาศัยของเขตเมือง สิ่งนี้ทำให้เห็นการเติบโตของเมืองที่พิสดารอย่างการขยายถนนเพื่อสร้างบ้านหรือคอนโดมีเนียมได้         จากกระแสและการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน ทำให้คณะกรรมาธิการของรัฐสภาได้เชิญผู้ว่าราชาการกรุงเทพมหานครไปสอบถามเรื่องนี้ทำให้การประกาศร่างผังเมืองกรุงเทพฯ ถูกเลื่อนออกไปจนถึงวันที่ 30 สิงหาคม โดยทางผู้ว่าฯ ระบุว่าระหว่างนี้จะให้ทุกเขตเปิดรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมในเขตของตนเอง         ในส่วนของภาคประชาชน นฤมล เมฆบริสุทธิ์ รองผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า เครือข่ายกำลังเดินหน้าให้ข้อมูลและความรู้แก่ประชาชน รวมถึงการทำงานความคิดผ่านกับเครือข่ายผู้บริโภคและร่วมสังเกตการณ์ว่าแต่ละเขตมีการรับฟังความคิดเห็นหรือไม่ ถ้ามี มีการให้ข้อมูลเพียงพอหรือเปล่า ซึ่ง ณ ตอนนี้เท่าที่ทราบยังไม่มีเขตใดเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน

อ่านเพิ่มเติม >
ฉบับที่ 276 PFAS อุบัติภัยสารเคมีอันตรายที่เข้าสู่มนุษย์ทุกช่องทาง

        ช่วง 10 ปีที่ผ่านมาทั่วโลกหวั่นวิตกและส่งสัญญาณเตือนถึงอันตรายของสารเคมีกลุ่ม PFAS หรือ Per- and Polyfluoroalkyl Substances  อย่างแพร่หลาย         ฉลาดซื้อฉบับนี้จึงจะพาไปทำความรู้จักถึงอันตรายและการรับมือที่เราจะสามารถทำได้ PFAS  คืออะไร         PFAS  (per-and polyfluoroalkyl substances)        เป็นกลุ่มของสารเคมีที่มีคุณลักษณะมีพันธะทางเคมีระหว่างอะตอมของคาร์บอนและฟลูโอรีน ที่ยึดเหนี่ยวกันแน่นมากทำให้มีความเสถียรสูงและสลายตัวยาก สารเคมีกลุ่ม PFAS คุณสมบัติสำคัญคือต้านความร้อน น้ำมันและน้ำได้ดี  ปัจจุบันสารเคมีกลุ่มนี้มีมากถึง 14,000 ชนิดและถูกนำมาใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม         PFAS เป็นสารเคมีที่มนุษย์สร้างขึ้น ถูกค้นพบตั้งแต่ใน ค.ศ. 1940 คุณสมบัติด้านความทนทาน ยากต่อการสลายตัว และเมื่อสลายแล้วยังแปรเปลี่ยนสภาพเป็นอีกสารหนึ่งได้ตลอดเวลา ดังนั้นทั่วโลกจึงขนานนาม สารเคมีกลุ่มนี้ในอีกชื่อว่า “สารเคมีตลอดกาล”          PFAS  พบได้ทั้งในดิน แหล่งน้ำ สัตว์น้ำ เช่น ปลา อาหารแปรรูป น้ำดื่ม เสื้อผ้า อุปกรณ์เครื่องครัว บรรจุภัณฑ์บรรจุอาหาร เช่น กล่องพิซซ่า ถุงใส่ป๊อบคอร์น ของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น แชมพู เครื่องสำอาง ไหมขัดฟันและยังอีกมากมาย  อันตรายของสารเคมี  PFAS         ราว 4 เดือนผ่านมาแล้วที่ทีมข่าวของสำนักข่าว Bloomberg ได้ลงไปสอบสวนถึงการปนเปื้อนของ PFAS  ในชุมชนแห่งหนึ่งซึ่งอยู่บนหมู่เกาะแฟโร         หมู่เกาะแห่งนี้อยู่แอตแลนติกเหนือ ชาวบ้านในชุมชนประกอบอาชีพประมงมากว่าร้อยปี พวกเขายืนยันว่าในพื้นที่ไม่มีการประกอบอุตสาหกรรมเคมีใดๆ เลยแต่ตอนนี้สารเคมี PFAS กลับกำลังปนเปื้อนในชุมชนของเขาอยู่เต็มไปหมด         PFAS  เดินทางไปแล้วทุกๆ ที่แม้ในพื้นที่ห่างไกลจนอาจยากจะจินตนาการถึง ด้านผลกระทบต่อสุขภาพยิ่งชัดเจน แต่เมื่อย้อนมองกลับไปยังพื้นที่จุดต้นกำเนิดของสาร  PFAS        ณ ฝั่งตะวันออกของรัฐมินิโซตาใกล้กับสำนักงานใหญ่ของบริษัท 3M บริษัทที่เริ่มผลิตสารเคมีมาตั้งแต่ปี 1902 ซึ่งในปี 1960 บริษัทได้ฝังกลบสารเคมีขนาดใหญ่ไว้ในพื้นที่ ต่อมาสารเคมีดังกล่าวได้รั่วไหลลงสู่สิ่งแวดล้อมเป็นบริเวณกว้าง สิ่งนี้เกิดขึ้นอย่างเงียบๆ แต่สถิติมะเร็งในเด็กในพื้นที่บริเวณนี้ต่างหากที่ส่งเสียงดังเพราะเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ          เอมี่ (Amy) มารดาของบุตรสาวชื่อ Lexi ที่เป็นมะเร็งตั้งแต่วัยเด็กเล่าว่าเธอเริ่มสงสัยว่า บุตรสาวเป็นมะเร็งจากสภาพแวดล้อมในเมืองโอ๊คเดล รัฐมินนิโซตา เพราะเธอดื่มน้ำจากแหล่งน้ำในชุมชน นอกจากนั้น Lexi ยังได้รับประทานปลาจากทะเลสาบในพื้นที่โดยรอบอยู่เสมอเพราะคนในครอบครัวชอบตกปลา และนั่นอาจทำให้เธอต้องกลับมาฉุกคิดว่าสภาพแวดล้อมที่เธออยู่นี้ อาจไม่ได้ปลอดภัยต่อลูกน้อย เมื่อต้องสัมผัสทั้งน้ำดื่มและอาหาร ที่ล้วนมาจากแหล่งน้ำในพื้นที่อยู่อาศัย Lexi ได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นมะเร็งตั้งแต่เธอยังเด็ก และต้องเข้ารับการบำบัดในโปรแกรมอย่างเคร่งคัดกว่า 5ปี  ปัจจุบันอาการของ Lexi ดีขึ้น แต่เด็กหลายคนไม่โชคดีเหมือนเธอ เมื่อสถิติข้อมูลระบุว่าผู้เสียชีวิตในเมืองโอ๊คเดล จากปี 2003 – 2015 กว่า 171% นั้น เสียชีวิตจากมะเร็งเมื่อเปรียบเทียบการการเสียชีวิตนอกพื้นที่การปนเปื้อน  PFAS ไม่เพียงทำให้เสี่ยงต่อโรคมะเร็ง         การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ในขณะนี้พบว่า PFAS ส่งผลต่อการลดอัตราการเจริญพันธุ์  การทำงานของตับ ระบบเลือดและหัวใจ เพิ่มความดันในหญิงตั้งครรภ์ ทำให้เด็กมีพัฒนาการล่าช้า  ลดภูมิคุ้มกันของร่างกายมนุษย์ในการปกป้องคุ้มครองโรคให้อ่อนแอลง         การแพร่กระจายของ PFAS ได้กระจายกว้างออกไปอย่างมากในปัจจุบัน ในปี 2023  หน่วยงานสำรวจเชิงธิรณีวิทยาของรัฐบาลกลางสหรัฐ เผยแพร่ผลงานวิจัยล่าสุดที่บ่งชี้ว่า น้ำประปากว่าเกือบครึ่งประเทศมีการปนเปื้อนสาร PFAS  และไม่เหมาะสำหรับการบริโภค เพราะเสี่ยงทำให้เกิดโรคต่างๆ ทั้งโรคมะเร็ง ไทรอยด์ โรคอ้วน ทำลายตับและระบบฮอร์โมนของร่างกาย         ปี 2023 เช่นเดียวกันที่นักวิทยาศาสตร์จาก Environmental Working Group ได้ตรวจตัวอย่างปลาน้ำจืด 500 ตัวอย่างในสหรัฐอเมริกาเป็นปลาน้ำจืด 44 สายพันธุ์ เช่น กลุ่มปลากะพง ปลากดอเมริกัน ปลาคอด ซึ่งเป็นปลาที่นิยมนำมาทำเป็นอาหาร ผลการศึกษาพบกลุ่มตัวอย่างมีปริมาณสารเคมี PFAS เฉลี่ย 9,500 นาโนกรัมต่อเนื้อปลา 1 กิโลกรัม ทำให้ปลาน้ำจืดมีสารเคมีตกค้างสูงมากกว่าปลาทะเลถึง 280 เท่า         นักวิทยาศาสตร์ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าการบริโภคปลาน้ำจืดหนึ่งครั้งต่อปีอาจเท่ากับการดื่มน้ำ ที่มีสารเคมี PFAS เป็นเวลาหนึ่งเดือน ซึ่งเป็นการรับเคมีในปริมาณที่สูงและอันตราย        ทั่วโลกร่วมส่งเสียงเตือนอันตรายของ PFAS             แม้ชื่อสารเคมี PFAS จะเริ่มปรากฏในหน้าสื่อต่างๆ ในช่วงระยะ  5 ปีที่ผ่านมา แต่เมื่อเข้าสู่การรับรู้ของผู้คนมากขึ้นแล้ว กลับถูกนักวิทยาศาสตร์กล่าวถึงกันอย่างมาก ทั้งนี้ เพราะทั้งงานวิจัยตลอดจนการออกมาเรียกร้องของนักวิทย์ซึ่งพยายามให้รัฐบาลประเทศต่างๆ ควบคุมการปนเปื้อนสารเคมีกลุ่มนี้ มีมานานกว่า 10 ปี แต่กลับไม่เคยได้รับการขานรับ  ทั้งที่มันอันตรายต่อมนุษย์อย่างมาก         ในปี 2022 นักวิทยาศาสตร์อิสระกว่า 110 คนได้รวมตัวกันออกมาเตือนถึงอันตรายของ PFAS ในน้ำดื่ม ทั้งยังตอกย้ำว่า มาตรฐานคุณภาพน้ำดื่มที่กำหนดให้มีสาร PFOA และ PFOS ซึ่งเป็นสาร 2 ชนิดในกลุ่มสารเคมี PFAS ที่พบได้บ่อยไม่ได้เป็นมาตรฐานที่ทำให้ประชาชนปลอดภัยจาก PFAS ได้         ปัจจุบันประเทศทั่วโลกมีความตื่นตัวถึงผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจาก PFAS  และเริ่มมีมาตรการ ควบคุม จำกัด ไปจนถึงการห้ามใช้สาร PFAS ในหลายระดับที่แตกต่างกัน  สหภาพยุโรป         ในสหภาพยุโรปการกำกับควบคุมการใช้สารเคมีอยู่ภายใต้อนุสัญญาสตอกโฮล์มว่าด้วย สารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน โดยองค์การจัดการสารเคมีแห่งสหภาพยุโรป European Chemical Agency (ECHA) ได้สร้างระเบียบเครื่องมือกลไกให้ประเทศสมาชิกร่วมปฎิบัติตามอนุสัญญาฯ เพื่อปกป้องทั้งด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม          ปัจจุบันการควบคุมการใช้สารเคมี PFAS ในสหภาพยุโรปมีหลายระดับ บางชนิดมีการห้ามใช้แล้วเช่น การห้ามใช้ PFAS ในโฟมกันไฟตั้งแต่ปี 2011 และยังคงอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านการห้ามใช้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีการกำหนดกลุ่มที่ให้ใช้อย่างจำเป็น ซึ่งมีการกำกับ ควบคุมอย่างเคร่งครัด     สหภาพยุโรป เป็นภูมิภาคแรกๆ ที่ตื่นตัว เห็นถึงอันตรายของสาร PFAS และแม้จะมีความต้องการให้ยุติการใช้ PFAS อย่างสิ้นเชิงแต่ยังเป็นเรื่องยากเพราะได้เผชิญกับการแทรกแซงของภาคธุรกิจ อุตสาหกรรมต่างๆ อย่างหนักมาโดยตลอด   สหรัฐอเมริกา         ปัจจุบันหลายรัฐในสหรัฐอเมริกาได้ ผ่านกฎหมายเพื่อ ‘ห้าม’ หรือ ‘จำกัด’ การใช้สาร PFAS แล้วโดยรัฐแคลิฟอร์เนียได้ห้ามใช้ PFAS ทั้งหมดในเครื่องสำอางในเดือน ตั้งแต่กันยายน 2022 โดยมีช่วงเปลี่ยนผ่านสำหรับการบังคับใช้หลังวันที่ 1 มกราคม 2025  และไม่นานนี้เอง รัฐมินิโซต้าได้ผ่านกฎหมายห้ามใช้ PFAS โดยตั้งใจในผลิตภัณฑ์ต่างๆ และให้เป็นสินค้าที่ผิดกฎหมายตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นไป จนถึงในปี 2032 ซึ่งได้กำหนดให้เป็นปีที่บรรลุการไม่มีผลิตภัณฑ์ที่ใช้สาร PFAS  โดยสมบูรณ์          อย่างไรก็ตามหลายรัฐของสหรัฐอเมริกายังมีสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง เช่น นอร์ทแคโรไลนา ช่วงปลายปี 2023  ที่สหประชาชาติหรือ UN ถึงกับตั้งคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชน ลงตรวจสอบและเตือนภัยให้ประชาชนทราบถึงอันตรายของสารเคมี PFAS ในภูมิภาคนี้หลังพบว่า โรงงาน The Fayetteville โดยบริษัท Chemours เป็นแหล่งสำคัญที่ปล่อย PFAS ออกสู่สิ่งแวดล้อม โดยแม้ UN ได้ส่งจดหมายถึงบริษัทและระบุถึงงานวิจัยที่ตรวจพบสารเคมี PFAS ของ Chemours ในปลาและพืชผล รวมถึงตัวอย่างเลือดของคนในคนในภูมิภาคนี้กว่า 97% แต่ก็ยังไม่รับการตอบรับที่จะเฝ้าระวังให้มากขึ้น         ในรัฐเทกซัสในช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เกษตรสองรายยังได้ยื่นฟ้องบริษัทSynagro บริษัทจัดการของเสียขนาดใหญ่ที่ได้นำโคลนหมักมาขายให้เกษตรโดยอ้างว่าเป็นดินโคลนที่มีสารอาหารใช้ทดแทนเป็นปุ๋ยทางเลือกได้และราคาถูกกว่า แต่เมื่อเกษตรนำมาโคลนเหลวเข้ามาใช้แล้ว ไม่นานสุขภาพก็เริ่มแย่ลง สัตว์เลี้ยงตายลง สารเคมีปนเปื้อนในน้ำดื่ม ปนเปื้อนในเนื้อสัตว์ที่ส่งออกจำหน่ายด้วย         การเข้าไปทดสอบโดยองค์กร PEER หรือ Public Employees for Environmental Responsibility ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรยังพบว่าในฟาร์มของเกษตรกรดังกล่าว ในน้ำดื่มปนเปื้อน PFAS มากกว่าค่ามาตรฐานถึง 13,000 เท่า ปนเปื้อนในเนื้อสัตว์เกินระดับที่ปลอดภัยถึง 250,000 เท่า สิ่งที่น่าตกใจ คือ ความเสียหายที่ยิ่งใหญ่นี้กำลังแพร่ไปข้ามรัฐในอเมริกาเมื่อมีการขายโคลนในลักษณะนี้ไปในหลายๆ ที่ เกษตรกรจึงยื่นฟ้องต่อบริษัท Synagro เนื่องจากบริษัท ควร/น่าจะคาดหมายได้ หรือตรวจสอบก่อนว่าสินค้าที่ขายออกไปมีความปลอดภัยต่อชีวิต ทรัพย์สินของผู้อื่นหรือไม่         ในสหรัฐอเมริกาสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมหรือ EPA ได้จัดตั้งสภาด้าน PFAS ขึ้นมาโดยตรง ตั้งแต่ปี  2021 เพื่อกำหนดแผนยุทธศาสตร์เพื่อปกป้องสุขภาพ และสิ่งแวดล้อมจากผลกระทบจาก PFAS และรัฐบาล ได้ทุุ่มงบประมาณเพื่อกำจัดสาร PFAS และควบคุมผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากขึ้นทุกปี  นิวซีแลนด์        ปัจจุบันนิวซีแลนด์ได้ผ่านกฎหมายห้ามใช้สารเคมี PFAS ในเครื่องสำอางโดยให้มีผลตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป ปัจจุบันจึงนับเป็นช่วงระยะเวลาของการเปลี่ยนผ่าน ให้ภาคผู้ผลิตมองหา คิดค้น สารทดแทนใหม่  นิวซีแลนด์นับเป็นประเทศแถวหน้าที่ปกป้องประชาชนเชิงรุกจากสารเคมี PFAS ทั้งนี้เพราะคณะวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัย Auckland  ได้ตรวจเครื่องสำอางที่นำเข้าภายในประเทศพบว่าถึง 90% ปนปื้อนสาร PFAS จึงทำให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงอันตรายร่วมกันอย่างชัดเจน  ออสเตรเลีย         ตั้งแต่ปี 2023 ประเทศออสเตรเลียประกาศที่จะเป็นประเทศที่ควบคุมการใช้ PFAS ทั้งตั้งแต่การผลิตภายในประเทศ การนำเข้าและการส่งออก  ควบคุมในแผนงานเจ็ดอุตสาหกรรมสารเคมีใน  ออสเตรเลียที่ห้ามใช้สารเคมีที่จะส่งผลสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างร้ายแรง โดยรัฐบาลจะประกาศรายชื่อสารเคมี ที่ห้ามใช้ภายในวันที่ 1 ก.ค. 2025 กลุ่มธุรกิจสารเคมีทั้งหมดจึงต้องหาสารตัวเลือกอื่นๆ มาใช้ทดแทน โดยจะให้มีการใช้สารเคมี PFAS เพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น        ก่อนหน้านี้ รัฐบาลออสเตรเลียได้พัฒนาโปรแกรมให้ภาคธุรกิจ ยุติการใช้สารเคมี PFAS แบบสมัครใจมาแล้วและยังกำหนดการใช้อย่างเคร่งครัดในโฟมกันไฟ การประกาศแผนการควบคุม PFAS ครั้งล่าสุดจึงเป็นการยกระดับขึ้นอีกขั้นของความจริงจังในการปกป้องสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของประชาชน         สถานการณ์ของ PFAS ในประเทศไทย        ในปี 2566 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)  ห้ามใช้สารPFAS รวมถึงอนุพันธ์ของสาร 13 รายการ ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2566 ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อวัตถุที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง พ.ศ. 2566         เช่นเดียวกับประเทศในสหภาพยุโรปและอาเซียน เนื่องจากจัดเป็นสารที่เป็นพิษต่อระบบสืบพันธุ์โดย ต่อมา อย.ยังได้ตรวจสอบเครื่องสำอางที่ขออนุญาตจดแจ้งในประเทศไทยแล้ว ไม่พบการใช้สาร PFAS (Per- and polyfluoroalkyl substances) หรือสารเคมีอมตะ         อย่างไรก็ตามการใช้สารเคมี PFAS ในเครื่องสำอางเป็นเพียงอุตสาหกรรมหนึ่งเท่านั้น ปัจจุบันมีการนำสาร PFAS ไปใช้เป็นวัตถุตั้งต้นทั้งในอุตสาหกรรมพลาสติกเครื่องปรับอากาศ สิ่งทอ ยานยนต์ ปิโตรเคมี ไฟฟ้า รถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมทางการแพทย์และอีกมากมาย         เดือน กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มูลนิธิบูรณะนิเวศและมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคจึงได้ร่วมกับ เครือข่ายการกำจัดมลพิษระหว่างประเทศ หรือ IPEN ศึกษาทดสอบการปนเปื้อนของสาร PFAS "สารเคมีตลอดกาล" ในผลิตภัณฑ์สิ่งทอใน 13 ประเทศ ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ส่งตัวอย่างเสื้อผ้าเข้าทดสอบ จากทั้งหมด 13 ประเทศ ประกอบด้วย ประเทศในยุโรป 7 ประเทศ (เยอรมนี สาธารณรัฐเช็ก เนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ สหราชอาณาจักร เซอร์เบีย มอนเตเนโกร) 4 ประเทศในเอเชีย (บังคลาเทศ อินเดีย ศรีลังกา ไทย) สหรัฐอเมริกา และเคนยา         ผลการตรวจวิเคราะห์เสื้อผ้าทั้งหมดจาก 13 ประเทศรวม 72 ตัวอย่าง (แจ็กเก็ต 56 ตัวอย่าง และเสื้อผ้าประเภทอื่นอีก 16 ตัวอย่าง) พบว่ามี 47 ตัวอย่าง (ร้อยละ 65.3) ที่มีสาร PFAS หรือมีระดับ EOF ที่บ่งชี้ว่ามีสารดังกล่าว และจากแจ็กเก็ต 56 ตัวอย่าง มีถึง 35 ตัวอย่าง (ร้อยละ 62.5) ที่มีสารเคมี PFAS หรือมีระดับ EOF ที่บ่งชี้ว่ามีสารดังกล่าว ทั้งนี้พบเสื้อกลุ่มแจ็กเก็ต 16 ตัวอย่าง มีปริมาณสารเคมี PFAS เกินระดับที่สหภาพยุโรปกำหนด         ในกรณีของประเทศไทยพบการปนเปื้อนในทุกตัวอย่างที่ส่งไป 6 ตัวอย่าง หากเปรียบเทียบกันระหว่างตัวอย่างที่มีสาร PFAS สูงที่สุดของแต่ละประเทศในเอเชียด้วยกัน จะพบว่า ตัวอย่างที่ ที่ซื้อจากอินเดียมีปริมาณ PFAS สูงสุด (702.2 นาโนกรัม/กรัม) ตามด้วยตัวอย่างจากไทย (379.9 นาโนกรัม/กรัม) ในขณะที่ตัวอย่างจากบังคลาเทศและศรีลังกามีสาร PFAS ในปริมาณ 6.8 และ 2.7 นาโนกรัม/กรัม ตามลำดับ         การศึกษาวิจัยครั้งนี้ IPEN และเครือข่ายองค์กรสมาชิก จึงได้เสนอต่อรัฐบาลทุกประเทศ เร่งดำเนินการดังนี้         1.ออกประกาศห้ามใช้สารเคมี PFAS ในเสื้อผ้าและสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆ         2. สนับสนุนการพัฒนาข้อกำหนดในการควบคุมสารเหล่านี้ทั้งหมดในระดับสากล (รวมถึงฟลูออริเนตโพลีเมอร์แบบสายโซ่ด้านข้างและฟลูออโรโพลิเมอร์) และปฏิบัติตามอย่างกลไก         3. บังคับให้มีการเปิดเผยวัสดุและสารเคมีที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ เช่น ออกกฎหมายที่บังคับให้ผู้ผลิตแจ้งส่วนประกอบในสินค้าต่อประชาชนทั่วไป ร้านค้าปลีก และหน่วยงานกำกับดูแล         4. วางแผนและส่งเสริมให้เกิดผลประโยชน์ทางธุรกิจ การสนับสนุนทางการเงิน และการช่วยเหลือต่างๆ ในช่วงการเปลี่ยนผ่านไปใช้ทางเลือกที่ปลอด PFAS โดยดูแลให้การเปลี่ยนผ่านนั้นเป็นไปอย่างยุติธรรมต่อพนักงานและชุมชน         5.เพิ่มทรัพยากรและศักยภาพของศุลกากรในการตรวจวิเคราะห์สินค้านำเข้าที่มีการใช้หรือปนเปื้อนสาร  PFAS         ในมุมมองของ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค มองว่า เนื่องจากมีการใช้สาร PFAS ในหลากหลายอุตสาหกรรม การที่หน่วยงานรัฐแม้มีงบประมาณจำกัด แต่ได้ตรวจสอบความปลอดภัยของสินค้า เช่นที่ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)  ได้ตรวจสาร PFAS ในเครื่องสำอาง การตรวจสินค้าอุปโภค บริโภคที่สาร PFAS มีความเสี่ยงจะเข้าสู่ร่างกายในลักษณะนี้มีประโยชน์อย่างยิ่ง ช่วยให้ประชาชน ได้เฝ้าระวังอันตรายและสุขภาพ จึงควรการดำเนินให้เกิดความต่อเนื่องและหลากหลายสินค้า และสำหรับกลุ่มผู้ผลิต เมื่อการเปลี่ยนผ่านสู่การยุติการใช้สาร PFAS อาจจะใช้เวลายาวนาน         ปัจจุบันการมีฉลากที่ให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภคว่าสินค้าที่ซื้อหรือใช้ มีสาร PFAS ชนิดใดและปริมาณเท่าใด พร้อมทั้งแนวทางปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยในการใช้สินค้าดังกล่าว        จึงเป็นสิ่งที่ผู้ผลิตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มดำเนินการได้แล้วตั้งแต่วันนี้ เพื่อการเฝ้าระวังสุขภาพของประชาชนทุกคน                                   

อ่านเพิ่มเติม >
ฉบับที่ 235 แนวความคิดและผลการศึกษาหลักประกันรายได้ขั้นพื้นฐานแบบไร้เงื่อนไข (Unconditional Basic Incomes)

        หลักการรัฐสวัสดิการคือ การที่เราเมื่อมีอาชีพมีรายได้ก็ต้องเสียภาษีและส่งเงินเข้ากองทุนประกันสังคมตามสัดส่วนของรายได้ โดยที่เงินที่เรานำส่งเข้ากองทุนประกันสังคมจะเป็นหลักประกันทางการเงินในกรณีที่เราเจ็บไข้ได้ป่วย เราสามารถใช้เงินจากกองทุนในการรักษาพยาบาล กรณีตกงานหรือเลิกจ้างก็สามารถได้รับเงินทดแทน จนกระทั่งเราได้งานใหม่และมีรายได้กลับคืนมาอีกครั้ง หรือกรณีบำนาญชราภาพเราก็มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพเป็นรายเดือน          เงื่อนไขดังกล่าวถือว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของระบบประกันสังคม ที่หลายๆ ประเทศที่เป็นรัฐสวัสดิการได้ใช้กันมาตั้งแต่มีการเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมมีการใช้แรงงานมนุษย์และเครื่องจักรอุตสาหกรรมในการผลิตสินค้า ซึ่งรูปแบบดังกล่าวมีข้อจำกัดคือใช้ได้กับคนที่ประกอบอาชีพมีรายได้ประจำเท่านั้น  ปัจจุบันจึงมีแนวคิดในเรื่องการประกันรายได้ขั้นต่ำให้กับทุกคนในสังคมตั้งแต่เกิดจนตาย คือแนวความคิดเรื่องหลักประกันรายได้ขั้นพื้นฐานแบบไร้เงื่อนไข (unconditional basic incomes) หลักประกันรายได้ขั้นพื้นฐานแบบไร้เงื่อนไขคืออะไร         หลักประกันรายได้ขั้นพื้นฐานแบบไร้เงื่อนไข หรือ unconditional basic incomes คือ ประชาชนทุกคนในประเทศ จะได้รับเงินเดือนขั้นต่ำตั้งแต่เกิดจนตาย ซึ่งจำนวนเงินที่จะได้รับนั้นเพียงพอในการดำรงชีพขั้นพื้นฐานเรียกได้ว่า เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในการที่จะมีรายได้ดำรงชีพ อย่างไรก็ตามแนวความคิดดังกล่าวยังเป็นที่ถกเถียงและสร้างความสงสัยให้กับหลายๆ คนว่า        1. คนเราไม่จำเป็นต้องมีอาชีพมีงานทำต่อไปใช่หรือไม่ ?        2. งานบางประเภทจะสูญหายไปถ้าค่าตอบแทนไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ?        3. หลักการนี้ ไม่สามารถปฏิบัติได้เพราะใช้เงินจำนวนมาก ?        4. หลักการนี้ส่งให้เกิดภาวะเงินเฟ้อและราคาสินค้าจะแพงขึ้น ?        5. หลักการนี้ไม่ยุติธรรม เพราะคนรวยก็มีสิทธิได้รับเงินเหมือนกัน ?        6. หลักการนี้จะเหมือนกับเป็นการลงโทษคนขยันที่ยังทำงานอยู่ ?        7. หลักการนี้จะเป็นจุดจบของรัฐสวัสดิการ ?        8. หลักการนี้จะนำไปสู่สังคมของความเห็นแก่ตัว ?          จากแนวความคิดและคำถามตลอดจนข้อสงสัยต่อประเด็นดังกล่าวเบื้องต้น ได้มีกลุ่มคนที่สนใจสวัสดิการรูปแบบนี้ ก่อตั้งเป็นสมาคมเพื่อหลักประกันรายได้ขั้นพื้นฐานขึ้น (Mein Grundeinkommen e.V. Gemeinnützig) เพื่อทำการทดลองเชิงปฏิบัติการ (Social Experiment) โดยที่องค์กรนี้จะทำหน้าที่ระดมเงินเพื่อนำมาให้กับคนที่ต้องการรายได้ขั้นต่ำที่แน่นอนทุกเดือน เดือนละ 1000 ยูโร เป็นระยะเวลานาน 1 ปี กระบวนการคัดเลือกคนที่จะเข้าร่วมโครงการนี้ใช้กระบวนการสุ่ม เหมือนกับการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลแต่ไม่ต้องใช้เงินซื้อแต่ต้องลงทะเบียนเพื่อแสดงความประสงค์ในการเข้าร่วมการทดลองโครงการของสมาคมนี้ เริ่มมาตั้งแต่ปี ค.ศ.  2014 มีผู้เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 1.8 ล้านคน        บทเรียนและข้อสรุปที่ได้จากผลการศึกษานี้        1 คนที่ได้รับรายได้ขั้นพื้นฐานโดยที่ไม่มีเงื่อนไขจะเปลี่ยนจากคนที่ไม่มีความเชื่อมั่นมามีความเชื่อมั่นในอนาคตและรู้สึกมั่นคงกับชีวิต ประเด็นนี้ไม่ได้อยู่ที่เงินแต่อยู่ที่การได้รับเงินแบบไม่มีเงื่อนไขคนรู้สึกเป็นอิสระ เมื่อคนในสังคมรู้สึกมั่นคง สังคมก็จะมั่นคง        2 เดิมคนที่มีรายได้น้อยและได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการพบว่า เกิดการเปลี่ยนแปลง คนเหล่านี้เริ่มลงทุนในชีวิตอย่างฉลาดไม่ว่าจะลงทุนในการศึกษามาเรียนเพิ่มวุฒิเพิ่มประสบการณ์ หรือมีอาชีพอิสระเริ่มยอมรับกับความเสี่ยงในการที่จะได้งานที่มีค่าตอบแทนสูงหรือเริ่มซื้อของใช้ที่เดิมอาจไม่มีกำลังซื้อ          สำหรับคนที่มีรายได้ดีอยู่แล้ว และได้รับการเช้าร่วมโครงการนี้พบว่า ตนเองมีอิสระมากขึ้นและเมื่อย้อนกลับมาดูอดีตของตนที่ผ่านมาพบว่า ตนเองต้องเผชิญกับความเครียดและความกลัวในชีวิต ในช่วงปีที่ได้รับเงินจากโครงการชีวิตตนเองผ่อนคลายมีเวลาให้กับตนเองในการทบทวนบทบาทหน้าที่และมีความคิดสร้างสรรค์ แม้ว่าหลายๆ คนจะไม่ได้ใช้เงินจากโครงการนี้เลย         ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงแค่ตัวอย่างจากผลการทดลองทางสังคมในเยอรมนีเกี่ยวกับหลักประกันรายได้ขั้นต่ำสำหรับทุกคน ครั้งหน้าจะมาสรุปผลการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้กันต่อครับ         แหล่งข้อมูล เวบไซต์ของสมาคม เพื่อหลักประกันรายได้ขั้นพื้นฐานขึ้น (Mein Grundeinkommen e.V. Gemeinnützig)https://www.mein-grundeinkommen.de/erkenntnisse/was-ist-es

อ่านเพิ่มเติม >
ฉบับที่ 233 ปัญหาการขอยกเลิกเที่ยวบิน ในสถานการณ์โรคระบาดร้ายแรง (Covid-19)

        ปัญหาการแพร่ของโรคระบาดร้ายแรง ของเชื้อไวรัส โควิด 19 ส่งผลให้ ผู้บริโภคที่ได้จองตั๋ว แพ็คเกจการท่องเที่ยว ซึ่งหมายถึง การเดินทางโดยเครื่องบิน และการจองที่พักในโรงแรม ผ่าน บริษัทตัวแทน พักไม่สามารถบินไปได้ เนื่องมาจากมาตรการของรัฐในการปิดสนามบิน เพื่อลดปัญหาการนำเชื้อไวรัสดังกล่าวเข้ามาแพร่ระบาดในประเทศ ปัญหาดังกล่าว เป็นปัญหาที่สหพันธ์องค์กรผู้บริโภคแห่งเยอรมนีให้ความสำคัญ         ข้อเสนอของรัฐบาลเยอรมนี ในการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค และป้องกัน การล้มละลายของภาคธุรกิจ คือการให้ภาคธุรกิจสามารถออกคูปอง มูลค่าเท่ากับราคาของแพ็คเกจ เพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น และถ้าสถานการณ์ในประเทศที่มีความเสี่ยงสูงดีขึ้น ก็สามารถนำคูปองชดเชยนั้นมาใช้ได้ มาตรการนี้ ประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภคมีความเห็นพ้องกับรัฐบาลสำหรับมาตรการดังกล่าว ในการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค ที่เป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ซึ่งเห็นว่า ผู้บริโภคมีสิทธิที่จะเลือกการได้รับการชดเชย ที่ผู้บริโภคพอใจ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกขอรับคูปอง หรือการขอคืนเป็นเงินสด         ถึงแม้ว่า ประเด็นทางกฎหมายจะชัดเจนแล้วสำหรับ กรณีการชดเชยความเสียหาย แต่อย่างไรก็ตาม ยังมียอดเงินที่ยังคงค้างอยู่จาก การซื้อตั๋วโดยสารเครื่องบิน เป็นมูลค่าถึง 4,000 ล้านยูโร ผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยว ก็ยังคงใช้เล่ห์เหลี่ยมในการเอาเปรียบ และคดโกงผู้บริโภค โดยหลอกผู้บริโภคว่า ไม่สามารถคืนเงินได้ หรือ การคืนเป็นเงินจะต้องเสียค่าธรรมเนียมที่สูงมาก และมักจะขอเวลาในการคืนเงินที่ยาวนานผิดปกติ          จากการติดตามสถานการณ์ของสหพันธ์องค์กรผู้บริโภคแห่งเยอรมนี จึงได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และอาสาเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้บริโภคและประชาชนที่เดือดร้อน          เมื่อกลับมาดูสถานการณ์ของไทย ก็พบว่า ไม่แตกต่างกัน และในส่วนของคณะอนุกรรมการด้านสินค้าและบริการ ก็มีมติเห็นชอบในการติดตามประเด็นเรื่องนี้ และกำลังรวบรวมข้อมูลการร้องเรียน ตลอดจนกำลังประสานกับคณะกรรมาธิการด้านการคุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนราษฎรในการจัดการปัญหา การละเมิดสิทธิผู้บริโภค ต่อประเด็นการชดเชยความเสียหายที่ล่าช้า หรือ การไม่สามารถชดเชยความเสียหายในการยกเลิกสัญญาภายใต้สถานการณ์โควิด 19 ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับ การล้มละลายของผู้ประกอบธุรกิจ ที่มีข้อเสนอว่า รัฐจะต้องให้ความช่วยเหลือผู้บริโภค ในกรณีที่ สายการบินขอให้ภาครัฐช่วยจัดหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หรือมาตรการความช่วยเหลือทางการเงินอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากสถาการณ์ โควิด 19 โดยเฉพาะสายการบินที่มีสัญชาติไทยเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) และ บริษัทสายการบินนกแอร์จำกัด (มหาชน) และสายการบินนกสกู้ต จำกัด ที่ขอจดทะเบียนเลิกบริษัท ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า        สำหรับข้อมูลการร้องเรียนกรณีปัญหาการยกเลิกตั๋วเครื่องบินทั้งจากการซื้อด้วยตนเอง มีผู้ร้องเรียน 172 ราย และซื้อผ่านเอเจนซี่ จำนวน 71 ราย จากศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (ข้อมูล ณ วันที่ 4 สิงหาคม 2563)กรณีการซื้อตั๋วเครื่องบินด้วยตนเอง สามารถยุติข้อพิพาทได้ 40 ราย คิดเป็น 23 % กรณีการซื้อตั๋วเครื่องบินผ่านเอเจนซี่ สามารถยุติข้อพิพาทได้ 13 ราย คิดเป็น 18 %สำหรับการยุติเรื่องร้องเรียนมีหลายกรณีที่น่าสนใจ เช่น        ·  ได้รับเงินคืนเต็มจำนวน        ·  สามารถเก็บเครดิตไว้ใช้ครั้งต่อไป        ·  เก็บวงเงินไว้ใช้ภายใน 2 ปี        ·  สามารถเลื่อนตั๋วโดยสารได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย        ·  ได้รับเครดิตการบิน ชดเชย เป็น 120 %สำหรับการยุติเรื่องที่ซื้อตั๋วโดยสารผ่านเอเจนซี่ ก็มีลักษณะคล้ายๆกันไม่ว่าจะเป็น        · ได้รับเงินคืน        ·  ได้รับเงินคืนผ่านบัตรเครดิต        · ได้รับเงินคืน แต่ถูกหักค่าดำเนินการ/ค่าธรรมเนียม        ·  ได้รับเครดิตเงินคืน ที่สามารถใช้ได้ภายใน 1 ปี        ·  ได้รับการเลื่อนเที่ยวบิน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย          สำหรับรูปแบบการชดเชย เยียวยาผู้โดยสารนั้น จะสังเกตได้ว่า มีช่องทางการคืนเงิน ผ่านบัตรเครดิต ถ้าพิจารณาเพียงผิวเผิน ก็อาจเป็นที่น่าพอใจ แต่ผู้บริโภคต้องคำนึงถึงอัตราดอกเบี้ยของบัตรเครดิต ที่ปัจจุบันคิดอัตราดอกเบี้ยไว้สูงมาก ตั้งแต่ 20- 28% และกรณีผู้โดยสาร ต้องการเงินสด การถอนเงินสดจากบัตรเครดิต ก็จะถูกคิดค่าธรรมเนียมการถอนแต่ละครั้ง ประมาณ 3 % จะเห็นได้ว่า ผู้บริโภค/ผู้โดยสาร มีต้นทุนสูงกว่ามากถ้าต้องการเงินสดที่มีวงเงินอยู่ในบัตรเครดิต         ดังนั้น ผมจึงคิดว่า การได้รับเงินชดเชยคืน ควรจะอยู่ในรูปแบบเงินสด เช็คเงินสด หรือ โอนเข้าบัญชี ธนาคารครับสำหรับผู้โดยสารที่ประสบปัญหาเรื่อง การคืนตั๋วโดยสารเครื่องบินก็สามารถ ร้องเรียนผ่านศูนย์พิทักษ์สิทธิ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้นะครับ เบอร์โทร 02-2483737 วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 9.00 น. – 17.00 น. หรือ สามารถร้องเรียนออนไลน์ ได้ที่www.consumerthai.org ตามหลักการที่ว่า ร้องทุกข์ 1 ครั้งดีกว่า บ่น 1,000 ครั้ง(แหล่งข้อมูล https://www.vzbv.de/pressemitteilung/pauschalreisen-gutscheine-bleiben-freiwillig-erstattungen-lassen-auf-sich-warten )

อ่านเพิ่มเติม >
ฉบับที่ 232 วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ ศิลปะในการแสดงความเห็นออนไลน์

        ไม่ว่าจะบนโซเชียลมีเดียหรือแพลตฟอร์มรีวิวเรื่องต่างๆ เราสามารถแสดงความเห็นเกี่ยวกับใคร ในเรื่องใดก็ได้ แต่เพราะเราไม่ได้นั่งอยู่กับคนที่เรากำลังวิจารณ์ รวมถึงการแสดงความเห็นแบบไม่ระบุชื่อ อาจทำให้หลายคนแสดงความเห็นด้วยความโกรธ ความผิดหวัง หรือเกลียดชัง โดยไม่มีการกลั่นกรอง แต่การใช้แพลตฟอร์มบนอินเทอร์เน็ตเพื่อแสดงความคิดเห็นก็ไม่ต่างจากการใช้รถใช้ถนนบนโลกจริง การแสดงความเห็นและวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่นออนไลน์ จะต้องคำนึงถึงกฎและมารยาทเช่นกัน         ทุกคนมีเสรีภาพในการแสดงออกทั้งด้านบวกและด้านลบ แต่การเขียนสิ่งที่เป็นโดยไม่ตรงกับความจริงนั้นอาจมีผลทางกฎหมาย แม้แต่เรื่องที่เราอาจจะมองข้าม เช่นการเขียนวิจารณ์ว่า "ผมว่าพิซซ่าร้านนี้ไม่อร่อย" นั้นถือเป็นการแสดงความคิดเห็น แต่ถ้าเขียนว่า "ร้านนี้เอาพิซซ่าแช่แข็งมาอุ่นให้ลูกค้า" อาจเข้าข่ายการใส่ความ หากทางร้านไม่ได้ทำเช่นนั้นจริง ความแตกต่างระหว่าง การแสดงความคิดเห็นและการตั้งข้อกล่าวหา อาจมีเพียงเส้นบางๆ กั้นอยู่         ดังนั้นก่อนจะแสดงความคิดเห็น เราควรคำนึงถึงเรื่องต่อไปนี้        1. ตั้งอยู่บนความจริง        การวิพากษ์วิจารณ์ร้านค้าหรือบริการต่างๆ นั้นได้รับการคุ้มครองตามหลักเสรีภาพในการแสดงออก โดยมีเงื่อนไขว่าต้องทำการวิพากษ์วิจารณ์อย่างเป็นธรรม พยายามกล่าวอ้างตามข้อเท็จจริง  ระวังอย่าให้อารมณ์มาเป็นตัวกำหนด เพราะอาจทำให้ความเห็นของเรากลายเป็นการใส่ร้าย ซึ่งอาจมีผลทางกฎหมาย        2. การเปิดเผยข้อมูล        เมื่อเข้าใช้ระบบโซเชียลมีเดียต่างๆ ให้คิดอย่างรอบคอบว่าใครอ่านความเห็นของเราได้บ้าง ตรวจสอบการตั้งค่าความเป็นส่วนตัว เพื่อดูว่าใครสามารถเข้ามาดูข้อมูลโปรไฟล์และกิจกรรมของเราได้        3. อย่าใช้อารมณ์นำ        ถ้าเราได้แสดงความเห็นออกไป ที่เข้าข่ายดูถูกเหยียดหยามหรือใส่ร้ายผู้อื่นโดยไม่มีมูลความจริง ขอให้รีบลบโพสต์นั้นโดยเร็วที่สุด อย่าเผยแพร่ข่าวที่ไม่ได้รับการยืนยัน โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับนายจ้างหรือเพื่อนร่วมงาน เพราะถ้าถูกส่งต่อไป อาจทำให้ถูกออกจากงานได้         โดยทั่วไปไม่มีใครต้องกังวลเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็น แม้จะเป็นในด้านลบ ถ้าสิ่งที่กล่าวนั้นเป็นธรรม ตั้งอยู่บนความจริงและเป็นการวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ โดยหลักการแล้วการวิจารณ์ไม่ควรมุ่งทำร้ายผู้อื่นหรือเป็นการแก้แค้น        วิจารณ์อย่างไรให้ได้ผล        · แนะนำว่าปรับปรุงอย่างไรได้บ้าง ดีกว่าที่จะเขียนแค่ว่าอะไรต้องปรับปรุง หรือแค่ติว่าอะไรไม่ดี        · วิจารณ์ในสิ่งที่เราได้สัมผัสหรือประสบมาด้วยตัวเองเท่านั้น        · เน้นว่าเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของเราเอง เช่น "ผมคิดว่ากาแฟเข้มไปหน่อย"        · ไม่อ้างข้อเท็จจริงที่เราไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจน        · ไม่เปิดเผยชื่อบุคคล (อาจมีข้อยกเว้น)        สำหรับเจ้าของกิจการ หรือผู้ที่ทำงานกับผู้คนนั้น มักจะตกเป็นเป้าหมายของการประเมินและวิพากษ์วิจารณ์เสมอ  โดยทั่วไปผู้มีอาชีพในกลุ่มนี้ ต้องยอมรับคำวิจารณ์เกี่ยวกับบริการของพวกเขา แต่เมื่อพบเจอกับการวิจารณ์ที่ไม่เป็นธรรม อาจใช้วิธีจัดการเบื้องต้นดังนี้         · ในคำวิจารณ์ที่รุนแรง มักมีคำแนะนำที่นำไปใช้ในการปรับปรุงการบริการที่สามารถนำไปใช้ได้ซ่อนอยู่เสมอ        · ระบบโซเซียลหรือแพลตฟอร์มบางแห่ง อนุญาตให้เจ้าของกิจการเข้าไปชี้แจงต่อคำวิจารณ์ได้ ให้รีบเข้าไปชี้แจงข้อเท็จจริง จะสามารถลดความเสียหายจากความคิดเห็นที่ไม่เป็นธรรมได้        · หากพบคำวิจารณ์ที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง ให้ติดต่อกับทางเจ้าหน้าที่ของแพลทฟอร์มนั้นโดยตรง ถ้าไม่สำเร็จอาจต้องให้ทางกฏหมายจัดการ        · สำหรับเรื่องที่ผิดกฏหมายอย่างชัดเจน ควรไปแจ้งความ         ผู้รับคำวิจารณ์ควรตระหนักว่า การแสดงความคิดเห็นบนอินเทอร์เน็ตมักจะแตกต่างจากการพูดคุยกันแบบตัวต่อตัวเสมอ การที่ไม่ต้องระบุตัวตนอาจทำให้ผู้วิจารณ์ขาดความระมัดระวังในการใช้คำพูด ส่วนทางผู้วิจารณ์เองก็ควรจะระลึกว่าอีกฝั่งหนึ่งก็เป็นคนเหมือนกัน ควรยึดหลักการวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์เพื่อให้ผู้ถูกวิจารณ์ได้นำความคิดเห็นนั้นไปใช้ปรับปรุงบริการต่อไป

อ่านเพิ่มเติม >
ฉบับที่ 231 สภาองค์กรผู้บริโภคเกิดช้า ผู้บริโภคมีแต่เสียประโยชน์ (2)

        อีกบทบาทสำคัญของสภาองค์กรผู้บริโภค คือการพัฒนาศักยภาพของเครือข่ายองค์กรผู้บริโภคให้มีความเข้มแข็ง เพื่อทำหน้าที่ในการคุ้มครองผู้บริโภคในระดับพื้นที่  โดยช่วยเหลือในการปฏิบัติการในชุมชน เฝ้าระวังการจำหน่ายหรือโฆษณาสินค้าที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค เช่น การเฝ้าระวังยาชายแดน หรือการเฝ้าโฆษณาวิทยุที่เกี่ยวกับการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพชวนเชื่อให้เข้าใจผิดเรื่องการลดความอ้วน รักษาโรค เสริมสมรรถภาพทางเพศ เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคถูกหลอกลวงจากโฆษณา  ในทุกวันนี้ เราต้องยอมรับว่าปัญหาผู้บริโภคมีหลากหลาย ลำพังเพียงหน่วยงานรัฐทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น ไม่สามารถดูแลช่วยเหลือผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง ดังนั้นการมีเครือข่ายองค์กรผู้บริโภคจึงมีความสำคัญในการช่วยสอดส่อง เฝ้าระวัง และรับเรื่องร้องเรียนต่างๆ ของผู้บริโภค ในพื้นที่ ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงกลไกการคุ้มครองผู้บริโภคได้ง่าย และองค์กรผู้บริโภคต่างๆ ก็จะทำหน้าที่เก็บข้อมูล ให้คำแนะนำ ช่วยเหลือแก่ผู้บริโภคในการแก้ไขปัญหา และเอาผลการดำเนินการต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาขับเคลื่อนในการทำงานระดับจังหวัดหรือภูมิภาค        อย่างไรก็ตาม องค์กรผู้บริโภคที่มีอยู่ ไม่ได้เป็นผู้ประกอบธุรกิจที่แสวงหากำไร ดังนั้น รายได้ขององค์กรจึงมาจากเงินบริจาค หรือการขายสินค้าเล็กๆ น้อยๆ  และต้องทำโครงการของงบประมาณจากหน่วยงานรัฐ ทำให้มีข้อจำกัดหลายอย่าง จึงจำเป็นต้องมี สภาองค์กรผู้บริโภคในการให้ความสนับสนุนทั้งในเรื่องงบประมาณและพัฒนาคนทำงาน  ซึ่งสภาองค์กรผู้บริโภคก็จะเข้าไปสนับสนุนให้เกิดองค์กรผู้บริโภคที่มีคุณภาพ มีคนทำงานที่มีศักยภาพ เช่น สนับสนุนการจัดอบรมพัฒนาความรู้เกี่ยวกับสิทธิ กฎหมายผู้บริโภคใหม่ๆ พัฒนาการใช้ระบบฐานข้อมูล การทำงานเฝ้าระวัง เป็นต้น  และบ่อยครั้งที่พบว่าผู้บริโภคซึ่งได้รับการช่วยเหลือ อยากนำประสบการณ์และความรู้ของตนเองกลับมาเป็นอาสาสมัครช่วยเหลืองานองค์กรผู้บริโภค ซึ่งสภาองค์กรผู้บริโภคก็มีส่วนส่งเสริมให้อาสาสมัครผู้บริโภคที่จะเกิดขึ้นได้รับการพัฒนาศักยภาพความรู้เรื่องสิทธิผู้บริโภค เพื่อมาช่วยเหลือผู้บริโภคคนอื่นๆ ต่อไป         แต่ที่ผ่านมากระบวนการจัดตั้งสภาองค์กรผู้บริโภคมีความล่าช้า เห็นได้จากกฎหมายต้องการเพียง 150 องค์กรที่ผ่านการจดแจ้งมารวมตัวกันเป็นผู้ริเริ่มก่อการจัดตั้งสภาองค์กรผู้บริโภค แต่ ณ วันนี้ เวลาผ่านไปกว่า 8 เดือนมีองค์กรผู้บริโภคมากกว่า 1,000องค์กรขอจดแจ้ง แต่มีเพียง 58 องค์กรเท่านั้นที่มีผ่านการจดแจ้งและได้รับการประกาศชื่อเป็นทางการ  จึงเกิดคำถามต่อการทำงานของสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี หรือ สปน. ในฐานะนายทะเบียนกลาง ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายเพื่อรับจดแจ้งสถานะองค์กรผู้บริโภค อาจมีคนสงสัยว่ากฎหมายไม่กำหนดกรอบเวลาในการรับจดแจ้งไว้หรือ คำตอบคือไม่ใช่ การรับจดแจ้งกฎหมายกำหนดเวลาไว้ชัดเจนว่านายทะเบียนต้องเร่งดำเนินการพิจารณาคำขอจดแจ้งให้เสร็จภายใน 60 วัน และหากทำไม่ทันสามารถขอขยายได้ 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 30 วัน หรือสรุปสั้นๆ คือเต็มที่มีเวลาตรวจสอบนานถึง 4 เดือน แต่ปรากฏว่าจนทุกวันนี้ เวลาที่กฎหมายให้ไว้ก็หมดไปแล้ว หลายองค์กรยังไม่ได้รับการประกาศผลจดแจ้ง หลายองค์กรนายทะเบียนจังหวัดตรวจสอบผ่านแล้ว ส่งชื่อมาให้ สปน.ประกาศ ก็ยังไม่มีการดำเนินการ          บางองค์กรที่ได้รับแจ้งผลว่าไม่ผ่านการจดแจ้ง ก็ถูกตีความกฎหมายในเรื่องการเป็นองค์กรที่ถูกครอบงำหรือจัดตั้งโดยผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นนิติบุคคล หน่วยงานรัฐ หรือเจ้าหน้าที่รัฐ  ซึ่งการตรวจสอบจะพิจารณาจากเพียงการดูว่ากรรมการคนใด มีชื่อเป็นกรรมการบริษัทที่ไหนบ้าง หรือเป็นผู้ใหญ่บ้าน กำนัน หรืออาจารย์มหาวิทยาลัยของรัฐใดบ้าง ไม่ได้มีหลักฐานแสดงให้เห็นชัดว่าบุคคลดังกล่าวมีพฤติกรรมหรือพฤติการณ์ครอบงำหรือได้จัดตั้งองค์กรผู้บริโภคนั้นอย่างไรบ้าง         นอกจากปัญหาการตีความกฎหมายไปในทางจำกัดสิทธิองค์กรผู้บริโภคของนายทะเบียนที่รับจดแจ้งทั้งส่วนกลางและนายทะเบียนจังหวัดแล้ว พบว่ามีการใช้อำนาจเกินกฎหมาย ในหลายจังหวัดนายทะเบียนจังหวัดตรวจสอบองค์กรและออกหลักฐานรับจดแจ้งไปแล้ว แต่ สปน. กลับตรวจสอบเอกสารหลักฐานซ้ำ และให้ขอให้นายทะเบียนจังหวัดกลับไปตรวจสอบใหม่อีกครั้ง ทั้งที่อำนาจในการตรวจสอบและรับจดแจ้งเป็นของนายทะเบียนจังหวัด สปน.ไม่มีสิทธิและมีหน้าที่เพียงแค่ประกาศชื่อองค์กรที่รับจดแจ้ง ดังนั้น การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการสร้างขั้นตอนเกินสมควรทำให้เกิดความล่าช้าในการจัดตั้งสภาองค์กรผู้บริโภค        จากหลายปัญหาที่กล่าวข้างต้น องค์กรผู้บริโภคก็ได้มีการร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่างๆ ทั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินให้ตรวจสอบการทำหน้าที่ของ สปน. ให้ขจัดหรือระงับความเดือดร้อน หรือความไม่เป็นธรรมคณะอนุกรรมาธิการติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และการจัดทำและดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ด้านสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ให้ตรวจสอบและเร่งรัดกระบวนการตรวจสอบของ สปน. รวมถึงการตีความกฎหมายที่กระทบต่อสิทธิองค์กรผู้บริโภค ร้องเรียนต่อศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิษณุ เครืองาม  รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้รับผิดชอบกฎหมายพระราชบัญญัติการจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค พ.ศ.2562 เพื่อให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาการจดแจ้งสถานะองค์กรผู้บริโภครวมถึงจัดเวทีวิชาการ รวมตัวองค์กรผู้บริโภคไปแสดงเจตนารมณ์ที่สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อเรียกร้องให้ สปน.เร่งรัดประกาศรายชื่อองค์กรผู้บริโภคให้ครบ 150 องค์กรโดยเร็ว          อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดความล่าช้าในการจดแจ้งสถานะองค์กรผู้บริโภค ส่งผลทำให้การจัดตั้งสภาองค์กรผู้บริโภคล่าช้า ทำให้ประชาชนเสียประโยชน์ เนื่องจากปัญหาผู้บริโภคเกิดขึ้นทุกวัน สภาองค์กรของผู้บริโภคเป็นตัวแทนของผู้บริโภคระดับประเทศเป็นพลังในการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค ดังนั้น หากมีสภาองค์กรผู้บริโภคเร็วเท่าใด ก็ย่อมสามารถป้องกันปัญหา ยุติ ยับยั้งการละเมิดสิทธิที่จะเกิดขึ้นได้เร็วเท่านั้น ลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตกับผู้บริโภค         ผู้บริโภคสามารถมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนสภาองค์กรผู้บริโภคได้ด้วยวิธีง่ายๆ เพียงช่วยกันโพสต์ปัญหาผู้บริโภคที่ท่านพบในสื่อสังคมออนไลน์ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเฟสบุค อินสตราแกรม หรือทวิตเตอร์ และติดแฮชแท๊ก “สภาองค์กรผู้บริโภค” “สิทธิผู้บริโภค”  

อ่านเพิ่มเติม >
ฉบับที่ 279 ค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภค ค่าบริการสาธารณะ ใครต้องรับผิดชอบ ระวังข้อสัญญาไม่เป็นธรรม

        ในสภาพสังคมปัจจุบัน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โครงการบ้านจัดสรรหรือห้องชุด (คอนโดมิเนียม) โผล่ขึ้นเป็นดอกเห็ดทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด ดังนั้น หลายคนจึงมีที่อยู่อาศัยในหมู่บ้านจัดสรร และห้องชุดซึ่ง เมื่อมีคนมาอยู่รวมกัน ก็จะมีเรื่องของค่าใช้จ่ายที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ซึ่งแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ ค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภค กับค่าบริการสาธารณะ ซึ่งหลายคนยังแยกไม่ค่อยออก โดยค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคในโครงการ จัดเป็นค่าซ่อมแซมถนน ทางเท้า ขุดลอกท่อระบายน้ำ ค่าดูแลสวนสาธารณะ สวนหย่อม เป็นต้น ซึ่งค่าใช้จ่ายนี้จะเป็นของผู้ประกอบการ กับอีกส่วนคือค่าใช้จ่ายบริการสาธารณะ หรือค่าใช้จ่ายในการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้อาศัย เช่น ไฟฟ้าส่องสว่าง ค่าบริหารจัดการ ค่าจัดเก็บขยะ และค่ารักษาความปลอดภัย เป็นต้น ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ผู้ประกอบการจะเอาค่าส่วนกลางไปใช้จ่ายได้ แต่ต้องใช้เท่าที่จำเป็นและเหมาะสมเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เงินที่เก็บเป็นส่วนกลาง ที่จะเอามาใช้จ่ายเป็นค่าบริการสาธารณะได้นั้น โดยส่วนใหญ่มักใช้ต่อเมื่อมีการโอนกรรมสิทธิ์บ้านให้ลูกค้ามากกว่า 60% แล้ว เพราะก่อนหน้านี้ ปัญหาความไม่สะอาด รวมทั้งความไม่ปลอดภัยจะเกิดจากการก่อสร้างเป็นหลัก ดังนั้นความสวยงามในการดูแลสวน รวมถึงการจัดการด้านความปลอดภัยก็เป็นส่วนหนึ่งของการขาย จึงควรเป็นค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการทั้งหมด แต่ในบางโครงการผู้ประกอบการมีการเอาเปรียบ โดยนำเงินค่าส่วนกลางไปใช้ตั้งแต่โอนบ้านหลังแรก เราจึงต้องติดตามและต้องร้องเรียนเพื่อให้ได้รับความเป็นธรรม         นอกจากนี้ ยังมีคดีขึ้นสู่ศาลฏีกา ที่ผู้ประกอบการบ้านจัดสรร ทำสัญญาจะซื้อจะขายบ้านกับผู้บริโภค และมีการกำหนดข้อสัญญาผลักภาระความรับผิดในค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคไปให้แก่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรร ซึ่งศาลฏีกาก็ได้ตัดสินวางแนวว่าข้อตกลงที่ให้รับผิดในค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคตกเป็นโมฆะใช้บังคับไม่ได้ แต่ในส่วนค่าจัดทำบริการสาธารณะใช้บังคับได้ และกรณีที่ไม่ได้ยื่นขอความเห็นชอบอัตราการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายดังกล่าวจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานคร ศาลย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดค่าบริการสาธารณะให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ในอัตราที่เหมาะสมได้เช่นเดียวกับการกำหนดค่าเสียหายคดีแพ่งทั่วไป และกรณีคิดค่าปรับล่าช้า หากไม่มีเขียนไว้ในสัญญา ผู้ประกอบการย่อมไม่มีสิทธิเรียกเก็บค่าปรับจากค่าบริการสาธารณะที่ค้างชำระ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 961/2566         ค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคเป็นคนละส่วนกับค่าใช้บริการและค่าบำรุงรักษาบริการสาธารณะ ดังที่ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 4 นิยามคำว่า “สาธารณูปโภค” กับคำว่า “บริการสาธารณะ” แยกจากกัน การบำรุงรักษาสาธารณูปโภคให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นเป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515 ข้อ 30 และ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43 ผู้จัดสรรที่ดินจะพ้นจากความรับผิดเมื่อดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา 44 หากมีการทำข้อตกลงที่เป็นการผลักภาระความรับผิดในค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคไปให้แก่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรก่อนที่จะมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา 44 ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการขัดต่อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 แต่ในส่วนบริการสาธารณะ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 และ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43 และมาตรา 44 ไม่ได้กำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะต้องรับผิดชอบเหมือนดังเช่นสาธารณูปโภค ประกอบกับผู้ซื้อที่ดินจัดสรรได้รับประโยชน์จากบริการสาธารณะซึ่งเป็นบริการหรือสิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการจัดสรรที่ดินโดยตรง ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรย่อมมีหน้าที่รับผิดชอบในค่าบริการสาธารณะ ข้อตกลงที่ให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรรับผิดในค่าบริการสาธารณะจึงบังคับกันได้ ไม่ตกเป็นโมฆะ เมื่อคดีนี้โจทก์มีคำขอให้จำเลยชำระค่าบริการส่วนกลางที่ค้างชำระ แม้คำฟ้องบางช่วงบางตอนจะใช้ถ้อยคำว่า โจทก์จัดทำสาธารณูปโภคในพื้นที่ส่วนกลาง ค่าบริการสาธารณูปโภคส่วนกลาง แต่โจทก์ก็บรรยายฟ้องและมีพยานมาสืบโดยยกตัวอย่างถึงบริการส่วนกลางที่ดำเนินการ เช่น การจัดให้มีไฟทางส่องสว่างภายในหมู่บ้าน การจัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยในการเข้าออกหมู่บ้าน ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบริการสาธารณะ         เมื่อจำเลยชำระค่าบริการสาธารณะเรื่อยมา จนกระทั่งเดือนพฤษภาคม 2555 พฤติการณ์บ่งชี้ว่าโจทก์และจำเลยมีข้อตกลงเกี่ยวกับการจัดเก็บค่าบริการสาธารณะระหว่างกัน แม้โจทก์ไม่ได้อ้างส่งสัญญาหรือข้อตกลงเป็นพยานหลักฐาน กรณีรับฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยมีข้อตกลงเกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าบริการสาธารณะ ส่วนที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 แม้ต่อมามีการตรา พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ขึ้นใช้บังคับให้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 แต่มาตรา 69 พระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้ใบอนุญาตหรือการอนุญาตใด ๆ ที่ให้ไว้ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ให้ถือว่าเป็นใบอนุญาตและการอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้ มาตรา 70 วรรคสอง บัญญัติว่า การบำรุงรักษาบริการสาธารณะ ให้นำมาตรา 53 มาใช้บังคับแก่การจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ด้วยโดยอนุโลม ซึ่งมาตรา 53 ก็บัญญัติให้นำความมาตรา 50 มาบังคับใช้โดยอนุโลม ทั้งนี้ ให้เรียกเก็บค่าใช้บริการและค่าบำรุงรักษาบริการสาธารณะได้ตามอัตราที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครให้ความเห็นชอบ แต่อย่างไรก็ตามแม้โจทก์ไม่ได้ยื่นขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานคร ก็ไม่ใช่เหตุที่จำเลยจะหลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ค่าบริการสาธารณะโดยไม่ต้องเสียค่าบริการ ทั้งหากศาลไม่รับบังคับหนี้ค่าบริการสาธารณะย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพความเป็นอยู่และความสงบสุขโดยรวมของผู้ที่อยู่อาศัยในโครงการที่ดินจัดสรรที่มิได้จัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร เมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาล ศาลย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดค่าบริการสาธารณะให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ในอัตราที่เหมาะสมได้เช่นเดียวกับการกำหนดค่าเสียหายคดีแพ่งทั่วไป         ตามคำฟ้องไม่ปรากฏข้อตกลงกำหนดเวลาชำระค่าบริการสาธารณะที่จำเลยต้องชำระรายเดือนเมื่อใด จะต้องถือว่าจำเลยผิดนัดเมื่อครบกำหนดเวลาตามคำบอกกล่าวทวงถามแล้วไม่ชำระตาม ป.พ.พ. มาตรา 203 ได้ความว่าโจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระค่าบริการสาธารณะภายใน 15 วัน นับแต่วันที่จำเลยได้รับคำบอกกล่าว แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยได้รับเมื่อใด จึงไม่อาจกำหนดวันเริ่มต้นคิดดอกเบี้ยผิดนัดให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ก่อนฟ้องได้ เห็นสมควรกำหนดให้จำเลยรับผิดในดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป         ระเบียบคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานคร ข้อ 4 กำหนดอัตราค่าปรับกรณีที่เจ้าของที่ดินแปลงย่อยในโครงการจัดสรรที่ดินชำระเงินค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคล่าช้ากว่าเวลาที่กำหนดว่าต้องไม่เกินร้อยละสิบของจำนวนเงินค้างชำระ เมื่อนำมาใช้บังคับโดยอนุโลมแก่การชำระค่าบริการสาธารณะล่าช้ากรณียังไม่มีการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมีความหมายเพียงว่าผู้จัดสรรที่ดินและผู้ซื้อที่ดินจัดสรรอาจตกลงให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรชำระค่าปรับล่าช้าได้ เมื่อไม่ปรากฏข้อตกลงดังกล่าวระหว่างโจทก์และจำเลย กรณีจึงไม่ต้องด้วยระเบียบคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครฉบับดังกล่าวอันจะทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าปรับจากค่าบริการสาธารณะที่จำเลยค้างชำระตามฟ้องได้

อ่านเพิ่มเติม >
ฉบับที่ 278 โฆษณาคือส่วนหนึ่งของสัญญา ได้บ้านไม่ตรงปกฟ้องให้รับผิดตามโฆษณาได้

        เชื่อว่าทุกคนในยุคนี้ เวลาจะซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียมสักหลัง คงหาข้อมูลเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ ทั้งทำเล ราคา โปรโมชั่นต่างๆ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าก่อนจะจ่ายเงินก้อนออกไปจากกระเป๋า และโฆษณาชวนเชื่อที่บอกว่าบ้านจะมีสาธารณูปโภคหรือสิ่งอำนวยความสะดวกแบบนั้น แบบนี้ จะมีพื้นที่ส่วนกลาง มีสระว่ายน้ำ มีห้องออกกำลังกาย ก็เป็นสิ่งที่เรามักจะเอามาพิจารณาเสมอก่อนเข้าทำสัญญา แต่บางครั้งเราอาจเจอปัญหาสินค้าไม่ตรงปก ไม่ตรงตามโฆษณาและมาทราบภายหลังทำให้เราเกิดเปลี่ยนใจหรือรู้สึกเหมือนถูกหลอกจากโฆษณา         มีคดีหนึ่งที่ผู้บริโภคได้เห็นโฆษณาของผู้ประกอบธุรกิจห้องชุด การโฆษณารูปแผนผังที่ปรากฏทางพิพาทที่เป็นทางเข้าออกและพื้นที่ติดชายหาดติดต่อกับพื้นที่อาคารชุดทำให้เข้าใจว่าเป็นพื้นที่ส่วนกลางที่ตนสามารถใช้ประโยชน์ได้  แต่ปรากฎมาทราบภายหลังว่า ไม่ใช่พื้นที่ส่วนกลาง ซึ่งตอนโฆษณาผู้ประกอบธุรกิจห้องชุดก็ไม่บอกให้ชัด ศาลจึงตัดสินว่าเป็นการโฆษณาที่ไม่เป็นธรรม และต้องถือว่าโฆษณาเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา จึงพิพากษาให้ผู้ประกอบธุรกิจห้องชุดดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นทรัพย์ส่วนกลางของเจ้าของร่วมโดยปลอดภาระผูกพัน คำพิพากษาฎีกาที่  5351/2562         แผ่นพับโฆษณาเป็นประกาศโฆษณาที่จำเลยแจกจ่ายแก่ผู้ซื้อห้องชุด เพื่อจูงใจให้ผู้พบเห็นเข้าทำสัญญากับจำเลย สิ่งที่จำเลยกำหนดในแผ่นพับที่เป็นสื่อกลางโฆษณาให้ผู้ซื้อทราบว่าจะได้รับสิ่งใดเป็นการตอบแทนการเข้าทำสัญญาซื้อห้องชุดจึงถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาระหว่างจำเลยกับผู้ซื้อ ดังที่บัญญัติไว้ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 11 จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจจึงมีหน้าที่ตามมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรมที่จะต้องแจ้งข้อที่ผู้บริโภคควรทราบให้กระจ่างชัด ทั้งต้องไม่ใช้ข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมในการโฆษณาต่อผู้บริโภคเกี่ยวกับ สภาพ คุณภาพ หรือลักษณะของสินค้าหรือบริการไม่ว่าในทางใด ซึ่งตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 22 (2) บัญญัติว่า ข้อความที่จะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการไม่ว่าจะกระทำโดยใช้หรืออ้างอิงรายงานทางวิชาการ สถิติ หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งอันไม่เป็นความจริงหรือเกินความจริงหรือไม่ก็ตาม ถือว่าเป็นข้อความที่ไม่เป็นธรรม ดังนี้ แม้จำเลยไม่มีเจตนาให้ที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง ส่วนของจำเลยเป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุด แต่ตามแผ่นพับโฆษณา รูปแผนผังที่ปรากฏทางพิพาทที่เป็นทางเข้าออกและพื้นที่ติดชายหาดติดต่อกับพื้นที่อาคารชุด มีลักษณะที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง ซึ่งเป็นพื้นที่ใช้สอยอันมีผลต่อสถานะความเป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุด ทำให้ผู้ซื้อเข้าใจไปว่าที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง เป็นพื้นที่ที่เจ้าของร่วมจะได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นทรัพย์ส่วนหนึ่งของอาคารชุด การโฆษณาของจำเลยจึงเป็นการโฆษณาด้วยข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค ดังบัญญัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 22 (2) จำเลยจึงต้องรับผลแห่งการโฆษณานั้น         การที่จำเลยไม่แสดงให้ชัดแจ้งเพื่อให้ปรากฏแก่ผู้ซื้อ ซึ่งเป็นผู้บริโภคว่าที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง ไม่ใช่ทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดซึ่งเป็นหน้าที่ของจำเลยผู้ประกอบธุรกิจต้องกระทำให้ปรากฏอย่างชัดเจนในการโฆษณา ในขอบมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมกับภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม แม้จำเลยไม่มีเจตนาลวงผู้บริโภค จำเลยก็ต้องผูกพันตามแผนผังในแผ่นพับโฆษณา ซึ่งถือเป็นข้อตกลงอันเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาด้วย ดังที่บัญญัติตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 11 และแม้ลักษณะที่แสดงตามแผ่นพับจะแสดงว่าทางและที่ดินติดชายหาดเป็นการใช้ประโยชน์ร่วมกันของโรงแรมและอาคารชุดก็ตาม ที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง ก็ยังคงมีสถานะเป็นทรัพย์ที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของร่วมอยู่ด้วย         การที่โรงแรมมีส่วนร่วมใช้ประโยชน์ด้วยหาทำให้ที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง ไม่ใช่ทรัพย์สินที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของร่วมไม่ ทั้งทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดนั้น นอกจากทรัพย์สินอื่นๆ ตามที่กฎหมายบัญญัติแล้ว ยังหมายความถึงทรัพย์สินอื่นที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของร่วมซึ่งกฎหมายบัญญัติให้ถือเป็นทรัพย์ส่วนกลางด้วยดังบัญญัติความตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 4 และมาตรา 15 ทั้งนี้ ไม่ว่าทรัพย์สินนั้นจะขึ้นทะเบียนอาคารชุดระบุว่าเป็นทรัพย์ส่วนกลางหรือไม่หรือเจ้าของทรัพย์สินนั้นจะแสดงเจตนายกกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินนั้นให้เป็นทรัพย์ส่วนกลางหรือไม่ก็ตาม เพราะเป็นกรณีตกเป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดโดยผลของกฎหมาย พิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 66572 และโฉนดเลขที่ 66574 เฉพาะส่วนของจำเลยเป็นทรัพย์ส่วนกลางของโจทก์โดยปลอดภาระผูกพัน

อ่านเพิ่มเติม >
ฉบับที่ 277 จองรถ แล้วถูกเลื่อน ขอคืนเงินจองได้ไหม

        ภายใต้สภาพการขนส่งมวลชนที่ยังไม่เชื่อมโยงให้การเดินทางเป็นไปโดยสะดวก ผู้บริโภคจึงให้ความสนใจกับการมีรถยนต์ส่วนตัว เพื่อใช้ขับขี่ในการใช้ชีวิตประจำวัน และการซื้อรถยนต์ก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเป็นสินค้าที่มีราคาค่อนข้างสูง ส่วนใหญ่จะมีการทำสัญญาจองรถยนต์กันก่อน และแน่นอนว่าต้องมีระยะเวลาหนึ่ง กว่าจะได้รถมา สิ่งที่ผู้บริโภคเจอปัญหาจากการจองรถ ส่วนหนึ่งคือ ไม่ได้รถตามกำหนดเวลาที่จองไว้ เช่นนี้ หลายคนจึงสงสัยว่าในฐานะผู้บริโภคที่จองรถเราจะมีสิทธิอะไรบ้าง วันนี้ จึงขอนำเสนอตัวอย่างคำพิพากษาของศาลฏีกาที่น่าสนใจ ซึ่งได้ตัดสินวางบรรทัดฐานในเรื่องนี้ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค โดยได้วินิจฉัยในกรณีที่ผู้ซื้อได้บอกเลิกสัญญาจองรถพร้อมเรียกให้คืนเงินมัดจำแล้ว แต่ผู้ขายยังคงเพิกเฉยไม่สงมอบรถหรือเยียวยาด้วยวิธีอื่นใด ซึ่งศาลก็พิพากษาให้คืนเงินจองแก่ผู้บริโภค โดยคดีนี้แม้ว่าการจองจะไม่มีกำหนดเวลาส่งมอบที่ชัดเจน แต่ศาลก็ถือว่าการส่งมอบรถก็ควรดำเนินการในเวลาอันควร หากไม่ดำเนินการ ผู้บริโภคมีสิทธิบอกเลิกสัญญา ขอเงินจองหรือเงินมัดจำคืนได้         คำพิพากษาศาลฎีกาที่  2816/2540                 โจทก์สั่งจองซื้อรถยนต์จากจำเลยไว้ 1 คัน ในราคา 2,370,000 บาท โดยวางเงินมัดจำไว้ 50,000 บาท หลังจากสั่งจองแล้วจำเลยไม่ติดต่อให้โจทก์ไปรับรถ โจทก์จึงมีหนังสือถึงจำเลยบอกเลิกการจองซื้อรถและขอรับเงินมัดจำคืน แม้ใบสั่งจองรถยนต์จะมิได้กำหนดเวลาให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่สั่งจองไว้ แต่การสั่งจองได้ระบุยี่ห้อ แบบ และรุ่นของรถยนต์ไว้ ตามปกติผู้ที่ซื้อรถยนต์ใหม่ก็ต้องมีความประสงค์จะได้รถยนต์รุ่นใหม่ที่ทันสมัย ซึ่งก็เป็นที่คาดกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายว่าจะต้องส่งมอบรถยนต์ที่จองไว้ในเวลาอันสมควร ไม่ล่าช้ามากเกินไป นับจากวันที่โจทก์สั่งจองซื้อรถยนต์จนถึงวันที่โจทก์มีหนังสือบอกเลิกการจองและขอให้จำเลยคืนเงินมัดจำ  เป็นเวลา 5 เดือนเศษ จำเลยก็ยังไม่ส่งมอบรถยนต์ให้แก่โจทก์ ทั้งหลังจากนั้นจำเลยก็ยังเพิกเฉย หาได้เสนอที่จะชำระหนี้โดยส่งมอบรถยนต์ให้แก่โจทก์แต่อย่างใดไม่ ตามพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นเจตนาของคู่กรณีทั้งสองฝ่ายต่างสมัครใจที่จะเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย สัญญาจองรถยนต์ที่โจทก์จำเลยทำไว้จึงไม่มีผลผูกพันต่อไป โจทก์และจำเลยต่างต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตาม ป.พ.พ.มาตรา 391 วรรคหนึ่ง                นอกจากนี้ ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการขายรถยนต์ที่มีการจองเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2551 ได้กำหนดให้การจองรถยนต์ต้องทำเป็นสัญญา มีลักษณะและข้อความ ดังต่อไปนี้         สัญญาจองรถยนต์ ที่ผู้ประกอบธุรกิจทำกับผู้บริโภค ต้องมีข้อความเป็นภาษาไทยที่สามารถเห็นและอ่านได้ชัดเจน มีขนาดของตัวอักษรไม่เล็กกว่าสองมิลลิเมตร และต้องใช้ข้อสัญญาที่มีสาระสำคัญและเงื่อนไข ดังต่อไปนี้         (1) รายละเอียดเกี่ยวกับรถยนต์ ดังนี้             – ยี่ห้อ รุ่น ปีที่ผลิต สี และขนาดกำลังเครื่องยนต์             – รายการอุปกรณ์ติดตั้งเพิ่มเติมและของแถมหรือสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ (ถ้ามี)             – จำนวนเงิน หรือสิ่งที่รับไว้เป็นมัดจำ (ถ้ามี)             – ราคา         รวมถึงมีบัญญัติคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคเพื่อให้ได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญาจองรถ ว่าในกรณี 1. ปรับเปลี่ยนราคารถยนต์สูงขึ้น 2.ไม่ส่งมอบรถยนต์ให้ผู้บริโภคภายในระยะเวลาที่กำหนด 3.ไม่ส่งมอบรถยนต์ที่มียี่ห้อ รุ่น ปีที่ผลิต สี และขนาดกำลังเครื่องยนต์ตรงตามที่กำหนดในสัญญา และ 4. ไม่ส่งมอบรถยนต์ที่มีรายการอุปกรณ์ติดตั้งเพิ่มเติมและของแถม หรือสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ตามที่กำหนดในสัญญา  ผู้บริโภคมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและขอเงินคืนได้

อ่านเพิ่มเติม >
ฉบับที่ 276 ระวังโดนครอบครองปรปักษ์

        มีโฉนด อย่าวางใจ อาจโดนแย่งสิทธิความเป็นเจ้าของที่ดินและบ้านได้ ด้วยหลักกฎหมาย “ครอบครองปรปักษ์”         ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ในสายตาของกฎหมาย ที่ดินระหว่างเอกชน สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือกันได้ ในปัจจุบันก็มีบางคนกว้านซื้อที่ดินจำนวนมาก จนเป็นผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์และนำออกจำหน่ายให้ผู้บริโภคเพื่อหากำไร และแน่นอนเมื่อมีคนที่ทำเช่นนี้ หรือได้ที่ดินมาด้วยวิธีใดๆ จนถือครองที่ดินจำนวนมาก ก็อาจมีปัญหาไม่สามารถไปดูแลหรือใช้ประโยชน์ที่ดินทั้งหมดของตนเองได้ หรือบางคนไม่ได้บอกลูกบอกหลานไว้ เมื่อตนเองจากไป ลูกหลานก็ไม่ทราบ และไม่ได้เข้าไปจัดการดูแลที่ดินหรือใช้ประโยชน์ ทำให้ที่ดินถูกปล่อยทิ้งไว้  ดังนั้น กฎหมายจึงมุ่งคุ้มครองการใช้ประโยชน์ของที่ดินเป็นสำคัญ จึงเกิดหลักกฎหมายที่เรียกว่า “ครอบครองปรปักษ์”ขึ้น เพื่อจะส่งเสริมให้คนที่ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง แต่เห็นประโยชน์ของที่ดินที่เจ้าของไม่ได้มาดูแล ได้แสดงตนเป็นเจ้าของและครอบครองนานเกินกว่าสิบปี โดยที่เจ้าของที่ดินนั้นไม่ได้มาโต้แย้งคัดค้านสามารถได้กรรมสิทธิ์ของที่ดินนั้นมาเป็นของตนได้  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382         มาตรา 1382 “บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยสุจริต โดยความสงบและโดย เปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี ถ้าเป็น สังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาห้าปีไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์”         อย่างไรก็ตาม การได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ และมีข้อสังเกตที่สำคัญ ดังนี้         1.ต้องเป็นที่ดินที่มีเอกสารสิทธิเท่านั้น หากเป็นที่ดินประเภทอื่นๆที่มีเพียงสิทธิครอบครอง เช่น ส.ค.1 (ใบแจ้งการครอบครองที่ดิน) หรือ น.ส.3 หรือ น.ส.3 ก. (หนังสือรับรองการทำประโยชน์) หรือที่ดินมือเปล่าไม่สามารถครอบครองปรปักษ์ได้ และที่ดินของรัฐก็ไม่ได้เช่นกัน         2. หากเป็นผู้เช่า ไม่ถือว่าเป็นการครอบครองปรปักษ์ เพราะเป็นการทำสัญญาเช่าอาศัยหรือใช้ประโยชน์ในที่ดิน โดยผู้ครอบครองรู้ตัวอยู่แล้วว่าครอบครองแทนเจ้าของเพียงชั่วคราว และมีการตกลงทำสัญญากันไว้เป็นหลักฐาน ไม่ใช่การครอบครองเพื่อเป็นเจ้าของ         3.ไม่นับผู้ซื้อที่อยู่ระหว่างรอทำสัญญาซื้อขาย เพราะการที่ผู้ซื้อครอบครองที่ดินตามสัญญาซื้อขาย ถือว่าเป็นการครอบครองแทนผู้ขายจนกว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ ไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์        4.หากเจ้าของที่ดินอนุญาตให้ใช้ประโยชน์อย่างเป็นลายลักษณ์อักษรไม่ถือว่าเป็นการครอบครองปรปักษ์         5.หากมีการโอนกรรมสิทธิ์ระหว่างนั้นจะไม่ถือว่าครบ 10 ปี โดยผู้รับโอนได้กรรมสิทธิ์มาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน มีผลให้การครอบครองปรปักษ์ก่อนหน้านี้สิ้นผลไป ต้องเริ่มนับระยะเวลาครอบครองใหม่         เมื่อการครอบครองปรปักษ์ คือการแย่งชิงกรรมสิทธิ์ของคนอื่นมาเป็นของตนเอง ย่อมเกิดคดีพิพาทกันได้เพื่อพิสูจน์ความเป็นเจ้าของ จึงเกิดคำพิพากษาของศาลที่ตัดสินไว้จำนวนมาก โดยขอหยิบยกคำพิพากษาที่น่าสนใจ ดังนี้         การนับเวลาครอบครองปรปักษ์ ถ้าเข้าครอบครองก่อนมีโฉนด ให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่ออกโฉนดที่ดินเป็นต้นไป         คำพิพากษาฎีกาที่ 4676/2560         จำเลยซื้อที่ดินมือเปล่าจากมารดาโจทก์แล้วเข้าครอบครองอยู่อาศัย จึงเป็นการครอบครองอย่างเป็นเจ้าของ ต่อมามารดาโจทก์ขอออกโฉนดที่ดินรวมไปถึงที่ดินที่จำเลยซื้อ เมื่อจำเลยยังคงครอบครองที่ดินที่ซื้อโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมา ระยะเวลาแห่งการครอบครองปรปักษ์ที่ดินจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ออกโฉนดที่ดินเป็นต้นไป และจำเลยไม่อยู่ในฐานะเป็นผู้ยึดถือแทนจึงไม่ต้องบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะการครอบครองไปยังผู้ขาย เมื่อนับถึงวันฟ้องเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี จำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์         คำพิพากษาฎีกาที่ 13969/2558         บุคคลจะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของผู้อื่น ที่ดินนั้นจะต้องเป็นที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์เสียก่อน จึงจะถูกอ้างการครอบครองปรปักษ์ได้ ที่ดินที่มีเพียงสิทธิครอบครอง แม้จะมีเจตนาครอบครองอย่างเป็นปรปักษ์ก็หาได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งเป็นสิทธิคนละประเภทกับสิทธิครอบครองที่มีอยู่แต่เดิมไม่ เมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่ดิน น.ส. 3 ก. ที่มีเพียงสิทธิครอบครอง โจทก์จึงไม่อาจอ้างการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินพิพาทได้         คำพิพากษาฎีกาที่ 679-682/2559         การที่จำเลยทั้งสี่เข้าครอบครองปลูกบ้านอาศัยอยู่ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ โดยไม่เคยถูกผู้ใดโต้แย้งคัดค้านก่อนหน้านั้น จึงถือเป็นการครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยมาตลอด รวมเวลาของผู้โอนกับเวลาที่จำเลยทั้งสี่ครอบครองเกินกว่า 10 ปีแล้ว จำเลยทั้งสี่ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382  อีกทั้งกฎหมายมิได้บัญญัติไว้อย่างแจ้งชัดว่า ผู้ที่จะได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินโดยการครอบครองนั้น จะต้องรู้ว่าทรัพย์สินที่ตนครอบครองเป็นของผู้อื่น ข้อสำคัญมีเพียงว่า การครอบครองนั้นมีลักษณะเป็นการครอบครองเพื่อตน มิใช่ครอบครองแทนเจ้าของกรรมสิทธิ์ เช่น เป็นผู้อาศัยหรือผู้เช่า แม้ผู้ครอบครองจะเข้าใจว่าที่ดินที่ตนครอบครองเป็นของตน แต่ความจริงยังเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่นอยู่ ก็หาทำให้สิทธิจากการครอบครองเสียไปไม่

อ่านเพิ่มเติม >
ฉบับที่ 279 กระแสต่างแดน

เกมร้อนซ่อนคน        องค์กรสิทธิมนุษยชนในฝรั่งเศสร่วมกันเปิดโปงการ “ซุกปัญหาไว้ไต้พรม” ของรัฐบาล หลังผิดสัญญาที่ให้ไว้ว่าจะดูแลให้คนเร่ร่อนมีที่อยู่อาศัยก่อนที่ปารีสเป็นจะเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูร้อนในเดือนกรกฎาคมนี้         พวกเขาผิดหวังที่เห็นคนไร้บ้านจำนวนมากถูกเจ้าหน้าที่ต้อนขึ้นรถบัส เพราะหมายความว่าคนเหล่านั้นไม่ได้รับสิ่งที่ต้องการ ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงวิ่งไปแย่งกันขึ้นรถเองแล้ว         ในช่วง 13 เดือนที่ผ่านมา มีคนถูก “สั่งย้าย” ไปแล้ว 12,545 คน พร้อมกับบรรดา “บ้านเต็นท์” จำนวนมากที่ถูกรื้อออกไปด้วย         ปารีสจึงไม่ต่างอะไรกับเมืองที่เคยเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกครั้งก่อนๆ ที่ใช้วิธีเก็บกวาดแบบเดียวกัน         รายงานระบุว่าปัจจัยหนึ่งที่จะแก้ปัญหาระยะยาวให้กับแคว้นอีล เดอ ฟร็องส์ ที่มีปารีสเป็นเมืองหลวง คือการจัดหาที่อยู่อาศัยให้ได้อย่างน้อย 7,000 ยูนิต เฉพาะท้องถนนของปารีสก็มีคนไร้บ้านอาศัยอยู่ไม่ต่ำกว่า 3,600 คน แต่ปัจจุบันรัฐบาลท้องถิ่นทำได้เพียง 1,000 หลังเท่านั้น เทศบาลสื่อรัก        อัตราการเกิดของญี่ปุ่นตกลงอย่างต่อเนื่องมาแปดปี และจำนวนคนตายก็มากกว่าจำนวนคนเกิดถึงสามเท่าในปีที่ผ่านมา แต่สิ่งที่รัฐบาลเสนอให้กับคู่แต่งงานเพื่อเพิ่มอัตราการเกิด เช่น เงินช่วยเหลือ บริการรับเลี้ยงดูเด็กเล็ก รวมถึงวันหยุดพิเศษของคุณพ่อคุณแม่ ก็ยังไม่สามารถพลิกเทรนด์ดังกล่าวได้         จากสถิติน่าสนใจที่ระบุว่าร้อยละ 70 ของคนที่อยากแต่งงานมีครอบครัว ไม่เคยเข้าร่วมกิจกรรม “นัดบอด” หรือใช้แอปฯ เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสหาคู่ครองสักครั้ง         เทศบาลกรุงโตเกียวจึงเตรียมเปิดตัว “แอปฯ หาคู่” ที่พัฒนาขึ้นเอง โดยผู้ใช้บริการจะต้องกรอกตัวเลขรายได้พร้อมด้วยเอกสารยื่นภาษี รับรองสถานะว่าโสดและต้องการมีครอบครัว รวมถึงเข้ารับการสัมภาษณ์เพื่อยืนยันตัวตนด้วย         ปฏิกิริยาจากโซเชียลมีเดียมีทั้งคนที่อยากสมัครใช้เพราะรู้สึกปลอดภัย และคนที่ตั้งคำถามว่ารัฐควรเอาเงินภาษีพวกเขามาลงทุนทำเรื่องนี้จริงหรือเลิกกินกี่โมงดี        ปัจจุบันเกาหลีมีฟาร์มเลี้ยงสุนัขเพื่อการบริโภคอยู่ประมาณ 1,500 แห่ง มีสุนัขที่เลี้ยงอยู่ทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 500,000 ตัว อ้างอิงจากสถิติของกระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบท         ก่อนหน้านี้รัฐสภาเกาหลีได้ผ่านร่างกฎหมายเพื่อยกเลิกการกินเนื้อสุนัข โดยมีแผนจะเข้าช่วยเหลือสุนัขในฟาร์มหรือแม้แต่ทำการุณยฆาตหากจำเป็น ก่อนที่กฎหมายจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปี 2027         แต่เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สมาคมผู้ผลิตเนื้อสุนัขของเกาหลีได้ยื่นคำร้องของให้ยกเลิก “การแบน” ดังกล่าว เพราะมันละเมิดสิทธิของประชาชนในการเลือกกินและเลือกประกอบอาชีพ         สมาคมฯ บอกว่ามากกว่าครึ่งของฟาร์มสุนัขในเกาหลีมีเจ้าของเป็นคนอายุมากกว่า 65 ปี พวกเขาไม่มีทักษะหรือประสบการณ์ในการทำงานอื่นเพราะอยู่ในธุรกิจนี้มาชั่วชีวิต         ขณะเดียวกันฝ่ายที่สนับสนุน ก็เรียกร้องให้รีบแบนโดยเร็วที่สุด เพราะพบว่าเกษตรกรบางรายเริ่มเพาะพันธุ์สุนัขเพิ่ม เพื่อให้ได้เงินชดเชยตัวละ 2 ล้านวอน กันแล้ว  ต้องดูแลตัวเอง        การสำรวจในญี่ปุ่นพบว่ามากกว่าร้อยละ 40 ของการบาดเจ็บในยิมฯ เกิดขึ้นขณะฝึกกับ “เทรนเนอร์”         คณะกรรมการสอบสวนเรื่องความปลอดภัยของผู้บริโภครายงานว่า ระหว่างปี 2018 ถึง 2023 มีอุบัติเหตุในสถานออกกำลังกาย 505 ครั้ง ในจำนวนนั้นมีถึง 209 ครั้งที่เกิดขึ้นทั้งที่มีเทรนเนอร์คอยดูแล         เขายังพบอีกว่าเทรนเนอร์เหล่านี้แตกต่างกันอย่างมากในเรื่องของวุฒิการศึกษา คุณสมบัติ และวิธีการที่ใช้ เนื่องจากปัจจุบันญี่ปุ่นยังไม่มีกฎหมายหรือเกณฑ์มาตรฐานในการปฏิบัติงานดังกล่าวเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ         อีกสถิติที่น่าสนใจคือ ร้อยละ 91 ของผู้ที่ไปออกกำลังกายในยิมแล้วมีอาการบาดเจ็บ เป็นผู้หญิงในวัย 40 และ 50 กว่า         ความนิยมในการใช้บริการครูฝึกส่วนตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ทำให้ผู้คนหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพมากขึ้น เหมือนเกินไป        งานสำรวจกรมธรรม์ประกันสุขภาพพื้นฐาน ของบริษัทประกัน 30 แห่ง โดยองค์กรผู้บริโภคและสภาสุขภาพแห่งชาติของเนเธอร์แลนด์พบว่า กรมธรรม์ของแต่ละเจ้าเหมือนกันจนแทบจะแยกไม่ออก         เขาพบว่าร้อยละ 40 ของผู้บริโภคที่ซื้อประกันในปีที่แล้ว จะสามารถประหยัดเงินได้เฉลี่ยคนละ 103 ยูโร (ประมาณ 4,000 บาท) เพียงแค่พวกศึกษาข้อมูลในตัวกรมธรรม์ให้ละเอียดขึ้น         คนส่วนใหญ่ซื้อการคุ้มครองแบบพื้นฐานทั่วไป ซึ่งไม่ต่างอะไรเลยกับแบบที่เบี้ยถูกกว่านั้น แถมยังมีคนจำนวนมากที่เข้าใจว่าตัวเองต้องซื้อแบบราคาแพงไว้ก่อนถึงจะสามารถซื้อการคุ้มครองเพิ่มได้         ทั้งสององค์กรจึงเรียกร้องให้รัฐบาลและบริษัทประกันยกตัดแผนประกันที่คล้ายกันออกไป เพื่อลดความสับสน และไม่ว่าจะซื้อกรมธรรม์ที่เบี้ยถูกหรือแพง ผู้บริโภคก็ควรมีสิทธิซื้อการคุ้มครองเพิ่มได้         รัฐบาลเนเธอร์แลนด์กำหนดราคาประกันสุขภาพพื้นฐานไว้ที่ 385 ยูโร (ประมาณ 15,000 บาท) โดยบริษัทสามารถขายบริการเพิ่ม เช่น ทันตกรรม หรือกายภาพบำบัด ได้ 

อ่านเพิ่มเติม >
ฉบับที่ 278 กระแสต่างแดน

หิวเมื่อไรก็แวะมา         เทศบาลเมืองปีนังประกาศยืนยันไม่ยกเลิกใบอนุญาตในการประกอบการร้านอาหาร 24 ชั่วโมงก่อนหน้านี้ CAP องค์กรผู้บริโภคแห่งปีนังได้ออกมาเรียกร้องให้ภาครัฐพิจารณาจำกัด “ชั่วโมงเปิดขาย”ของร้านประเภท “มามัก” หรือร้านอาหารแบบดั้งเดิมที่เสิร์ฟอาหารพลังงานสูง (เช่น โรตี) เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการแก้ปัญหาโรคอ้วนของประชากร         ผลสำรวจของกระทรวงสาธารณสุขมาเลเซียระบุว่า ร้อยละ 31.3 ของประชากรมีน้ำหนักเกิน ในขณะที่ร้อยละ 22.2 เป็นโรคอ้วน และปัจจุบันมาเลเซียยังครองสถิติประเทศที่มีผู้ใหญ่เป็นโรคอ้วนมากที่สุดในอาเซียนด้วย หากรัฐบาลไม่รีบแก้ไข เมื่อถึงปี 2035 สองในสามของเยาวชนมาเลเซียก็จะมีภาวะโรคอ้วน         เรื่องนี้มีกระแสต่อต้านล้นหลาม เนื่องจาก “มามัก” เป็นแหล่งกินดื่มยอดนิยมของนักศึกษา รวมถึงคนที่เลิกงานดึกและแฟนบอลที่นิยมมารวมตัวกันดูฟุตบอล เพราะค่าใช้จ่ายถูกกว่าผับบาร์ทั่วไป ยังไม่นับกลุ่มคนที่ต้องตกงานหรือรายได้น้อยลงเพราะร้านปิดเร็วขึ้นด้วย อนาคตไว้ทีหลัง          สมาคมประกันชีวิตแห่งเกาหลีซึ่งมีสมาชิกเป็นบริษัทประกันจำนวน 22 บริษัท ออกมาแสดงความวิตกหลังพบว่า จำนวนลูกค้าที่ขอยกเลิกกรมธรรม์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงสามปีที่ผ่านมา         ล่าสุดพบว่ามีกรมธรรม์ที่ถูกยกเลิกก่อนกำหนดไปถึง 1.14 ล้านฉบับ ทั้งแบบที่ยกเลิกอัตโนมัติเพราะลูกค้าผิดเงื่อนไข เช่น ขาดส่งเบี้ยหรือส่งล่าช้าและแบบที่ลูกค้าสมัครใจขอยกเลิกเอง เพราะมีความจำเป็นต้องใช้เงิน เช่น ต้องการเงินไปผ่อนบ้านเพราะกลัวถูกยึด         ร้อยละ 32.8 ของคนที่บอกเลิกสัญญา ให้เหตุผลว่ายกเลิกเพราะรับภาระไม่ไหว ราคาอาหารหรือสินค้าอื่นๆ ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้เกาหลีกำลังประสบภาวะเงินเฟ้อสูงและมีดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงที่สุดตั้งแต่ปี 2008 (อัตราร้อยละ 3.5)         อย่างไรก็ตาม แม้จะต้องจ่ายเงินคืนให้กับลูกค้ามากเป็นประวัติการณ์ในปี 2023 บริษัทประกันฯ ก็ยังมีผลกำไรเพิ่มขึ้นร้อยละ 37.6    ค้าขายต้องเป็นธรรม         สำนักงานบริหารการกำกับดูแลตลาดแห่งชาติจีน (State Administration for Market Regulation) ออกระเบียบใหม่เพื่อปราบปรามการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในตลาดออนไลน์ เพื่อคุ้มครองสิทธิของทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค         สำนักงานฯ บอกว่าระเบียบนี้เป็นการแสดงจุดยืนเรื่องการกำกับดูแลอีคอมเมิร์ซ  อุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ต การจัดระเบียบการค้าขาย รวมถึงการส่งเสริมนวัตกรรมและเศรษฐกิจแบบดิจิทัล         เนื้อหาซึ่งแบ่งออกเป็น 43 ข้อ มีการกล่าวถึง “ความหมายของการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม” ข้อมูลปลอม โฆษณาหลอกลวง ความรับผิดชอบตามกฎหมาย การจัดเก็บข้อมูลของลูกค้า รวมถึงการทำธุรกิจแบบเลือกปฏิบัติ         ที่สำคัญยังกำหนดให้แพลตฟอร์มต่างๆ มีความรับผิดชอบเพิ่มขึ้นในการกำกับดูแลให้ร้านค้าแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม หากฝ่าฝืนจะต้องรับโทษที่สูงกว่าเดิม         ระเบียบนี้จะมีผลบังคับตั้งแต่เดือนกันยายนนี้เป็นต้นไปลุ้นยิ่งกว่าบอล         การรถไฟเยอรมนีประกาศว่า เขาพร้อมแล้วที่จะให้บริการแฟนบอลจำนวนมากที่จะเดินทางเข้ามาเชียร์ทีมของตัวเองในศึกยูโร 2024  ตั้งแต่การจัดที่นั่งเพิ่มอีก 10,000 ที่ในวันที่มีการแข่ง ไปจนถึงโปรโมชันส่วนลดสำหรับผู้โดยสารที่ถือตั๋วเข้าชมฟุตบอล         แม้แต่การซ่อมบำรุงที่ทำอยู่เป็นประจำก็จะงดเว้นตลอดช่วงการแข่งขันเพื่อป้องกันรถไฟล่าช้า         อย่างไรก็ตามรายงานระบุว่า ระบบรถไฟในเยอรมนีนั้นมีปัญหาสะสมอยู่ไม่น้อย ทั้งตัวขบวนรถ ตัวรางที่ค่อนข้างเก่า ทำให้เกิดการขัดข้องทางเทคนิคจนขบวนรถต้องเสียเวลาอยู่บ่อยครั้ง ในปี 2023 อัตราการ “ดีเลย์” (ตั้งแต่ 6 นาทีขึ้นไป) ของรถไฟทางยาวในเยอรมนีสูงถึงร้อยละ 36         แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ พฤติกรรมของแฟนบอลที่อาจระเบิดฟอร์มใส่เจ้าหน้าที่ของการรถไฟได้ทุกเมื่อ เรื่องนี้สหภาพรถไฟเขายื่นคำขาดไว้แล้วว่า ถ้าถูกคุกคามพวกเขาจะหยุดปฏิบัติงานทันที         จากการสำรวจสมาชิกสหภาพฯ จำนวน 4,000 คน มีถึงร้อยละ 64 ที่เคยถูกผู้โดยสารทำร้ายหรือด่าทอ 

อ่านเพิ่มเติม >
ฉบับที่ 277 กระแสต่างแดน

เมืองอยู่ยาก        นายกเทศมนตรีเมืองฟลอเรนซ์ยอมรับว่าเมืองของเขาได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยวที่ขยายตัวแบบไร้การควบคุม         ขณะนี้อัตราค่าเช่าบ้านในเมืองดังกล่าวอยู่ที่ร้อยละ 84 ของเงินเดือน เมื่อมองย้อนกลับไปจะพบว่าระหว่างปี 2016 – 2023 ค่าเช่าบ้านในเมืองฟลอเรนซ์เพิ่มขึ้นร้อยละ 42 ในขณะที่จำนวนที่พักในแอป Airbnb ก็เพิ่มจาก 6,000 เป็น 15,000 ห้อง/หลัง         ล่าสุดเรื่องนี้ส่งผลกระทบให้บรรดาช่างฝีมือจำนวนมากถูก “ไล่ที่” ออกจากบริเวณทำเลทอง เพราะเจ้าของพื้นที่ต้องการเปลี่ยนจาก “โรงงาน” เป็นโรงแรมสำหรับนักท่องเที่ยว         รัฐบาลอิตาลีได้ร่างระเบียบห้ามเปิดที่พักเพิ่มตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว แต่ยังไม่สามารถประกาศใช้เพราะเสียงค้านจากผู้ที่จะได้ประโยชน์ ในขณะที่แผนส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองก็ยังไม่เป็นมรรคผล เพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีเวลาไม่เกินสามวัน จึงต้องการไปเยี่ยมชมเฉพาะสถานที่ยอดนิยมเท่านั้น  เยียวยาจิตใจ         คณะกรรมการแก้ไขข้อพิพาทผู้บริโภคแห่งเมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย มีคำสั่งให้ Flipkart แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอันดับหนึ่งของอินเดีย จ่ายเงินชดเชยให้กับผู้บริโภค 10,000 รูปี (4,400 บาท) ฐานบกพร่องในการให้บริการและทำธุรกิจอย่างไม่เป็นธรรม         เดือนกรกฎาคม ปี 2022 ผู้บริโภคสั่งซื้อไอโฟนจากร้านค้าแห่งหนึ่งบนแพลตฟอร์มดังกล่าว และชำระเงินด้วยบัตรเครดิตในราคา 39,628 รูปี (17,300 บาท) หกวันต่อมาเขาได้รับข้อความสั้นจาก Flipkart ว่าคำสั่งซื้อถูกยกเลิก เนื่องจากผู้ให้บริการขนส่งติดต่อผู้รับไม่ได้         เมื่อติดต่อไปยังแพลตฟอร์มก็ได้รับคำอธิบายว่าบริษัทจะคืนเงินให้เต็มจำนวนและขอให้เขาทำการสั่งซื้อเข้ามาใหม่ แต่คราวนี้ไอโฟนรุ่นที่เขาอยากได้มีราคาแพงขึ้นกว่าเดิม 7,000 รูปี         คณะกรรมการฯ มองว่าบริษัทจงใจหากำไรเพิ่มด้วยการยกเลิกออเดอร์ของลูกค้า และสร้างความทุกข์ทรมานทางจิตใจให้กับผู้บริโภคด้วยการยกเลิกโดยไม่ถามความยินยอมของเขาก่อน  ต้องจ้างเด็ก         เยอรมนีกำลังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก ผู้ประกอบการขนส่งออกมาเตือนว่าอาจต้องลดจำนวนรถที่ให้บริการลงเพราะหาคนทำงานไม่ได้ หลายรายบอกว่าตำแหน่งที่ประกาศรับยังเหลือว่างถึงร้อยละ 30         เมื่อไม่มีพนักงานเพิ่ม คนที่ทำงานอยู่ก็หยุดงานประท้วงบ่อยเพราะต้องแบกภาระหนักเกินไป         บริษัทขนส่งมวลชน VAG ของเทศบาลเมืองนูเร็มเบิร์ก (ซึ่งต้องการพนักงานขับรถสาธารณะอย่างรถไฟ รถรางและรถเมล์ รวมกันปีละ 160 อัตรา) จึงใช้วิธีติดประกาศจ้างงานตามมหาวิทยาลัย ชักชวนให้นักศึกษาใช้เวลาว่างเป็นพนักงานพาร์ทไทม์ขับรถราง สัปดาห์ละ 20 ชั่วโมง        คุณสมบัติได้แก่เป็นผู้มีใบขับขี่ อายุเกิน 21 ปี มีความรับผิดชอบ รักงานขับรถ และทำงานเป็นกะได้ ผู้ผ่านการคัดเลือกก็จะได้รับการอบรมภาคทฤษฎี ฝึกปฏิบัติกับเครื่องจำลองการขับ จากนั้นจึงฝึกกับรถรางจริง เนื่องจากอยู่ในภาวะเร่งด่วน การฝึกจึงใช้เวลาน้อยกว่าปกติเท่าตัว ขอก่อนรื้อ         กระทรวงแรงงานเดนมาร์กประกาศห้ามการรื้อถอนอาคารที่มีแร่ใยหินโดยไม่ได้รับอนุญาต และกำหนดโทษปรับไว้ไม่ต่ำกว่า 30,000 โครน (ประมาณ 160,000 บาท)         รายงานข่าวระบุว่ากฎหมายดังกล่าวน่าจะสามารถเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 1 กรกฎาคมปีนี้ โดยมีระยะเวลาผ่อนผัน 6 เดือน         พูดง่ายๆ คือ “เจ้าของบ้าน” จะรื้อถอนเองไม่ได้ เพราะการรื้อถอนต้องดำเนินการโดยบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตเท่านั้น บริษัทเหล่านี้จะมีระบบควบคุมคุณภาพ และมีเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการฝึกอบรมมาสำหรับการนี้โดยเฉพาะ เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดการฟุ้งกระจายของฝุ่นแร่ใยหินซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ        แร่ใยหินถือเป็นสิ่งผิดกฎหมายในเดนมาร์กมา 35 ปีแล้ว แต่ปัญหานี้ยังไม่หมดไปเนื่องจากยังมีการใช้ในงานก่อสร้างต่อเติมอาคาร และยังมีอาคารจำนวนไม่น้อยที่สร้างก่อนปี 1989 (พ.ศ. 2532) ส่วนกรณีของประเทศไทย เรายังไม่อยู่ในกลุ่ม 56 ประเทศที่ประกาศแบนแร่ใยหินแล้ว รีบใช้เงิน         คนเกาหลีไต้มีแนวโน้มจะขอรับเงินเกษียณก่อนกำหนดกันมากขึ้น เพราะต้องการเงินไว้ใช้ในวันที่ค่าครองชีพแพงเหลือใจ         ข้อมูลทางการระบุว่าปีที่แล้วมีคนเกษียณก่อนกำหนด 849,744 คน นับเป็นสถิติสูงสุดตั้งแต่ปี 1999 ซึ่งเป็นปีแรกที่อนุญาตให้มี “early retirement” และคาดว่าปี 2024 นี้จะมีถึง 960,000 คน        ก่อนหน้านี้รัฐบาลเกาหลีได้ประกาศขยับอายุเกษียณจาก 62 เป็น 63 ปี เพื่อให้มีเงินเหลืออยู่ในระบบนานขึ้น แต่คนจำนวนมากไม่อยากรอจนตัวเองอายุ 63 พวกเขารู้สึกอุ่นใจกว่าถ้าได้ถือเงินก้อนไว้เลย หลายคนก็ต้องการเงินมาลดความฝืดเคืองในชีวิตประจำวัน         การขอรับเงินก่อนเวลาเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ แต่มีเงื่อนไขว่าผู้รับจะถูกหักเงินบางส่วน เช่นถ้ารับก่อนกำหนดหนึ่งปี จะถูกหักร้อยละ 6 หรือถ้าขอรับก่อนเวลาห้าปีจะถูกหักร้อยละ 30 เป็นต้น          สหภาพแรงงานเกาหลีกำลังผลักดันให้การขยายเวลาการจ้างงาน เพื่อให้โอกาสผู้สูงอายุมีรายได้เพิ่มก่อนจะต้องออกไปหางานใหม่ เพราะเงินที่ได้จากการเกษียณมันน้อยเกินไป 

อ่านเพิ่มเติม >
ฉบับที่ 276 กระแสต่างแดน

aติดเก้าอี้        การสำรวจ “ชั่วโมงนั่ง” ใน 10 ประเทศในยุโรป (กรีซ ไซปรัส สวีเดน ลักเซมเบิร์ก เบลเยียม ฟินแลนด์ โรมาเนีย เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก สาธารณรัฐเชก) พบว่าตำแหน่ง “แชมป์นั่งนาน” ตกเป็นของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งร้อยละ 26 ของประชากรวัยเกิน 16 ปี มีชีวิตติดเก้าอี้เกิน 8.5 ชั่วโมงต่อวัน ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของยุโรปอยู่ที่ร้อยละ 11         นอกจากนี้ยังพบว่า ประชากรประมาณ 3.7 ล้านคน หรือครึ่งหนึ่งของคนวัยทำงาน นั่งนานกว่าวันละ 6 ชั่วโมง โดยอาชีพที่นั่งนานที่สุดคือทนายความ นักเศรษฐศาสตร์ นักพัฒนาซอฟท์แวร์ ด้วยสถิติ 7.3 ชั่วโมงต่อวัน แซงคนขับรถบรรทุกที่นั่งประมาณ 7.2 ไปอย่างฉิวเฉียด         งานวิจัยของ TNO พบว่าการนั่งนานซึ่งส่งผลกระทบต่อการไหลเวียนของเลือด ทำให้คนดัทช์เสียชีวิตก่อนวัยอันควรปีละไม่ต่ำกว่า 21,000 คน ด้วยโรคหัวใจ มะเร็ง และโรคเบาหวานชนิดที่สอง คิดเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณ 1,000 ล้านยูโรขอแค่สอง     การรถไฟฝรั่งเศส SNFC ประกาศระเบียบใหม่สำหรับผู้ที่จะโดยสารไปกับรถไฟความเร็วสูง TGV  InOui  และ Intercite’  ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป จะสามารถนำสัมภาระติดตัวไปด้วยได้สองใบเท่านั้น (หนึ่งใบใหญ่และหนึ่งใบเล็ก)          คำจำกัดความของ “ใบใหญ่” คือสัมภาระขนาด 70x90x50 ซม. ส่วน “ใบเล็ก” ต้องมีขนาดไม่เกิน 40x30x15 ซม. แต่มีข้อยกเว้นให้กับสัมภาระอย่างรถเข็นเด็ก กระเป๋าเครื่องดนตรี หรือกระเป๋าอุปกรณ์กีฬา เป็นต้น         ช่วงแรกยังอยู่ในระยะตักเตือน แต่หลังจาก 15 กันยายน การฝ่าฝืนระเบียบนี้มีค่าปรับ 50 ยูโร (ประมาณ 2,000 บาท)        ระเบียบลักษณะนี้ใช้กับรถไฟระหว่างเมืองทั่วไปอยู่แล้ว ผู้สามารถนำกระเป๋าขึ้นรถไฟได้คนละสองใบ (ขนาด 55x35x25 และ 36x27x15) หากมีสัมภาระมากกว่านี้ก็สามารถจ่ายเงินเพิ่มได้          ส่วนรถไฟท้องถิ่น TER ไม่มีลิมิต ใช้ระบบใครมาก่อนได้ก่อน เพียงแต่ต้องดูแลไม้ให้เกะกะคนอื่น  เช่นเดียวกับรถไฟ Eurostar ก็ไม่มีข้อจำกัด แต่ขออยู่ในปริมาณที่ถือและยกขึ้นวางด้วยตัวเองได้ เสี่ยงสูงขึ้น         จีนเป็นตลาดรถอีวีอันดับหนึ่งของโลกและเป็นผู้นำด้านการผลิตแบตเตอรีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า จึงมีภาพลักษณ์ประเทศไฮเทค พรั่งพร้อมด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่สามารถช่วยสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ         แต่งานสำรวจโดยหน่วยงานสาธารณสุขทั่วประเทศกำลังชี้ให้เห็นว่าสุขภาพของคนทำงานในอุตสาหกรรมนี้กำลังแย่ลง           การทำงานในโรงงานผลิตแบตเตอรีมีอันตรายหลายด้าน และอุตสาหกรรมนี้จัดอยู่ในประเภทอุตสาหกรรมความเสี่ยงสูง และมีงานวิจัยในปี 2019 ที่พบว่าอุตสาหกรรมนี้เกิดภาวะสารเคมีเป็นพิษบ่อยที่สุดมาตั้งแต่ช่วงต้นปี 90         แม้ว่าแบตเตอรีรถอีวีซึ่งเป็นลิเธียมไอออนจะมีอันตรายน้อยกว่าแบตเตอรีตะกั่วกรดแบบเดิม แต่คนทำงานยังมีโอกาสได้รับอันตรายจากฝุ่นกราไฟท์ เขม่าที่เกิดขึ้นขณะผสมหรือกวนวัตถุดิบ อิเล็กโทรดขั้วลบขั้วบวก หรือแม้แต่โอโซนในพื้นที่เชื่อมโลหะ รวมถึงระดับเสียง 90 เดซิเบลที่สูงเกินระดับปลอดภัย (85 เดซิเบล) ต้องคืนเงิน         คณะกรรมาธิการการแข่งขันทางการค้าและผู้บริโภคแห่งออสเตรเลีย (ACCC) เรียกร้องให้มีการปฏิรูปกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค และทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถปฏิเสธการคืนเงินหรือปฏิเสธการรับประกันสินค้าได้         ความจริงแล้วผู้บริโภคมีสิทธิที่จะได้รับการประกันโดยอัตโนมัติตาม พรบ. คุ้มครองผู้บริโภคออสเตรเลีย แม้ผู้ขายจะอ้างว่าเลยระยะเวลารับประกัน หรือได้แจ้งแล้วว่าไม่สามารถเปลี่ยนหรือขอเงินคืนได้         จากเรื่องร้องเรียนทั้งหมด 98,000 เรื่องที่คณะกรรมาธิการได้รับในปี 2023 มีประมาณร้อยละ 30 ที่เกี่ยวกับการรับประกันสินค้า (28,000 เรื่อง)         ผลิตภัณฑ์ที่มีเรื่องร้องเรียนเข้ามาอันดับต้นๆ คือ รถยนต์ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ ผู้บริโภคมักได้รับคำตอบว่า “สินค้าหมดประกันแล้ว คุณต้องรับผิดชอบค่าซ่อมเอง” หรือในบางกรณี เช่น การขอให้ผู้ประกอบการซ่อมรถมือสองให้ ผู้บริโภคต้องมีธุระจัดการไม่ต่ำกว่า 60 ขั้นตอน ได้หมดถ้าสดชื่น         ร้านอาหาร ร้านค้าปลีกในญี่ปุ่นเริ่มผ่อนคลายกฎระเบียบเรื่องการแต่งตัว เพื่อรับมือกับสถานการณ์ขาดแคลนแรงงานในประเทศ         เรื่องนี้กำลังกลายเป็นเทรนด์ ในปี 2022 บริษัท Pan Pacific International Holding เจ้าของกิจการห้างอย่าง “ดองกี้” ยอมประกาศยกเลิกระเบียบเรื่องการย้อมสีผมตามที่พนักงานร้องขอ         ปีต่อมาครึ่งหนึ่งของพนักงานในห้างล้วนมีสีผมที่ไม่ใช่สีดำตามธรรมชาติ และในจำนวนนั้นร้อยละ 20 เป็นสีแบบจี๊ดจ๊าดหรือไม่ก็บลอนด์ไปเลย ผู้คนมีความสุขขึ้นเมื่อได้ทำงานในแบบที่เป็นตัวของตัวเอง         เดือนกันยายนปีที่แล้ว ซูเปอร์มาร์เก็ต BELC ในโตเกียวก็ยกเลิกกฎเรื่องสีผม ทรงผม หรือการเจาะหู รวมถึงการทาเล็บ ลดการลาออกของพนักงานซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาที่ต้องการย้อมสีผม         เรื่องรวมไปถึงแรงงานต่างประเทศด้วย เครือร้านอาหารซูชิโร ที่มีการจ้างงานคนจาก 60 ประเทศ อนุญาตให้พนักงานสวมฮิญาบ (กรณีผู้หญิง) หรือไว้หนวดเคราได้ถ้าสวมหน้ากากอนามัย (กรณีผู้ชาย) 

อ่านเพิ่มเติม >
ฉบับที่ 280 สงครามสมรส : บอกตัวเองได้แต่บอกตัวเองว่า…หย่าดีกว่า…ลืมเสียดีกว่า

        ในทางกฎหมายอธิบายไว้ว่า “การหย่า” หมายถึงการสิ้นสุดความสัมพันธ์ทางการสมรสที่ทำขึ้นอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเมื่อมีการหย่าร้างเกิดขึ้น ก็ถือเป็นการยกเลิกการสมรส ยกเลิกภาระหน้าที่และความรับผิดชอบตามกฎหมาย และยกเลิกข้อผูกมัดต่างๆ อันเนื่องมาแต่การแต่งงานระหว่างคู่สมรส          ส่วนในทางสังคมนั้น แม้การหย่าร้างจะถือเป็นอันสิ้นสุดข้อผูกพันทางกฎหมาย แต่ทว่าผู้คนก็มักจะรับรู้ความหมายของบทสรุปชีวิตคู่เช่นนี้ในเชิงลบ ทั้งนี้ หากการถือครองชีวิตแต่งงาน รวมไปถึงการมีลูกเป็นเสมือน “โซ่ทองคล้องใจ” ถือเป็นขั้นตอนการสร้างชีวิตครอบครัวของปัจเจกบุคคลแล้ว การหย่าร้างก็ถือเป็นการละเมิดต่อความคาดหวังหรืออุดมคติในการประคับประคองให้สถาบันครอบครัวดำรงอยู่ต่อไปได้ อันอาจนำไปสู่ปัญหาต่างๆ ตามมาอีกมากมาย โดยเฉพาะปัญหาต่อบุตรที่พ่อแม่ตัดสินใจแยกทางกัน          อย่างไรก็ดี อุดมคติกับความเป็นจริงในชีวิตครอบครัวนั้น หาใช่สายน้ำที่จะไหลมาบรรจบกันอย่างราบรื่นสวยงามเสมอไปไม่ หากแต่มีเงื่อนไขหลายอย่างที่ไม่ต่างจากคลื่นลมถาโถมซัดกระหน่ำนาวาชีวิตคู่ว่าพลขับชายหญิงจะกุมหางเสือเรือให้ไปตลอดรอดฝั่งได้หรือไม่ หรือมีการหย่าร้างมาเป็นคำตอบในท้ายที่สุด          ตัวอย่างของบททดสอบชีวิตคู่จนนำไปสู่การหย่าร้างที่มีสถาบันศาลสถิตยุติธรรมเป็นสนามต่อสู้เช่นนี้ ถูกผูกขึ้นเป็นเส้นเรื่องหลักในละครโทรทัศน์แนวดรามาสะท้อนชีวิตครอบครัวเรื่อง “สงครามสมรส” กับเนื้อหาเรื่องราวของผู้หญิงอย่าง “บัวบงกช” ที่ต้องตัดสินใจเข้าสู่สมรภูมิแห่งคดีฟ้องหย่าอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้          อันที่จริง ชีวิตของบัวบงกชก็ดูไม่ต่างจากผู้หญิงจำนวนหนึ่ง ซึ่งเลือกผันตนเองจากครั้งหนึ่งที่เคยเป็นผู้หญิงทำงาน เพื่อมาสวมบทบาทเป็น “แม่บ้าน” ให้กับ “ปรเมศวร์” สามีผู้มีอนาคตไกล เป็นถึงรองผู้ว่าราชการจังหวัดที่ถูกสมมติให้เป็นชื่อว่า “วสันต์บุรี” ควบคู่กับเล่นบทบาทเป็น “แม่” ให้กับ “ปณต” ลูกชายที่ร่างกายไม่แข็งแรง จนเธอต้องเลือกเสียสละความก้าวหน้าในหน้าที่การงานมาดูแลเด็กน้อยแต่เพียงอย่างเดียว          แต่ทว่า ชีวิตครอบครัวที่ดำเนินไปตามอุดมคติของบัวบงกชก็มีอันต้องพังมลายลงโดยมิทันตั้งตัว เมื่อเธอพบว่า สามีที่ใช้ชีวิตครองคู่กันมาสิบกว่าปีได้แอบสร้าง “โลกสองใบ” และพยายามจะทำให้เหลือเพียง “โลกใบเดียว” ที่ไม่มีเธออยู่ในนั้นอีกต่อไป เพราะเขากำลังเดินเข้าสู่ประตูวิวาห์กับผู้หญิงอ่อนวัยกว่าอย่าง “อรนลิน” ที่สถานะทางการเมืองของพ่อตาจะเป็นหลักประกันตำแหน่งหน้าที่ของเขาในวสันต์บุรีได้อย่างมั่นคง          ด้วยเหตุนี้ เพียงหนึ่งวันหลังครบรอบ “Happy Anniversary” กับชีวิตสมรสก็ได้ผกผันกลับหัวกลับหาง จากบทบาทที่เป็น “เมีย” ก็ต้องมาสวมบทบาทใหม่เป็น “เมียหลวง” และจากประโยคที่ครั้งหนึ่งปรเมศวร์เคยกล่าวกับบัวบงกชในวันแต่งงานว่า “ผมรักคุณนะบัว และจะดูแลคุณให้ดีที่สุดตลอดไป” ได้กลายเป็นประโยคใหม่ที่เขาตอกหน้าเธอว่า “ครอบครัวที่คุณพยายามจะรักษาเอาไว้ มันไม่มีมานานแล้ว”          ด้วยฉากทัศน์แบบ “before” และ “after” ที่ต่างกันเพียงชั่วข้ามคืนเช่นนี้ บัวบงกชจึงตระหนักว่า หากโลกนี้ขาดซึ่งความยุติธรรมกับผู้หญิงตัวเล็กๆ ผู้พยายามประคับประคองสถาบันครอบครัวให้ดำเนินไว้ตามความคาดหวังของสังคมแล้ว คงถึงเวลาแล้วที่เธอต้องลุกขึ้นปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นแม่และเมียด้วยการประกาศ “สงครามสมรส” กับสามีที่ครั้งหนึ่งเธอเคยมอบความรักความไว้ใจให้มากที่สุด          จากฉากเริ่มเรื่องที่บัวบงกชได้บุกไปอาละวาดถล่มงานรดน้ำแต่งงานระหว่างปรเมศวร์กับอรนลิน ถัดจากนั้นเธอก็เลือกตัดสินใจใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ โดยไม่เลือก “ฟ้องหย่า” หากแต่เลือก “ฟ้องชู้” ด้วยเพราะอรนลินเป็นมูลเหตุที่พรากพ่อไปจากบุตรชาย และทำให้ปณตต้องเสียใจที่บิดาซึ่งตนเทิดทูนเยี่ยงวีรบุรุษ บัดนี้กลับเลือกไปใช้ชีวิตครอบครัวใหม่กับภรรยาน้อย          ในสงครามครั้งนี้ แม้ในท้ายที่สุดชีวิตสมรสก็ลงเอยด้วยการหย่า แต่บัวบงกชก็พบว่า เธอมิได้ “เดินอยู่กลางลมฝนสู้ทนฟันฝ่า” อยู่เพียงลำพัง เพราะเธอมีทั้งแก๊ง “เพื่อนหญิงพลังหญิง” ร่วมอุดมการณ์ อย่าง “ศลิษา” เพื่อนผู้มีประสบการณ์เลิกร้างกับสามีมาก่อน กับ “ชนิกานต์” เพื่อนผู้ที่สามีทิ้งขว้างและร้อยเอาไว้เป็นเพียงทาสรองรับอารมณ์ของแม่ผัวเท่านั้น          ที่สำคัญ บัวบงกชยังได้กำลังใจจากคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว “ภาวินท์” มาทำหน้าที่ทนายว่าความให้เธอในศาล จากการผ่านชีวิตคู่ที่ล้มเหลวมาก่อน ภาวินท์จึงคอยเตือนสติ และเป็นผู้ที่เดินฝ่าพายุฝนกางร่มให้เธอในวันที่ท้อแท้หาทางออกไม่ได้กับชีวิต และก็เป็นเขาอีกเช่นกันที่ทำให้บัวบงกชได้คำตอบว่า ถ้าสามีเลือก “ตัดบัวไม่ให้เหลือเยื่อใย” และทะเบียนสมรสกลายเป็นเพียงสิ่งไร้ค่า เธอเองก็มีสิทธิอันชอบธรรมที่จะเลือกใช้ชีวิตคู่กับบุรุษหนุ่มคนใหม่ที่พร้อมจะยืนข้างเธอ โดยไม่ต้องอินังขังขอบต่อความคาดหวังของสังคมอีกต่อไป          หากการเมืองในบ้านไม่เคยแยกขาดออกจากการเมืองสาธารณะในวงกว้าง บัวบงกชก็ต้องเรียนรู้ด้วยว่า แม้แต่เรื่องการหย่าที่เป็นปัญหาภายในครอบครัวของเธอกับสามี สังคมกลับมีส่วนทำให้ข้อเท็จจริงที่ “ส่วนตั๊วส่วนตัว” ต่างๆ ออกมาเผยต่อหน้าธารกำนัลเมื่อขึ้นโรงขึ้นศาล ไม่เว้นแม้แต่การเล่าเรื่องเพศสัมพันธ์บนเตียง ไปจนถึงการที่เธอต้องตัดสินใจให้ปณตบุตรชายขึ้นให้การในศาลด้วยเช่นกัน          แม้จะเผชิญสมรภูมิกับทั้งสามีที่นอกใจ เมียน้อยที่จ้องแต่จะเอาชนะ หรือแม้แต่จับพลัดจับผลูเข้าไปสู่วงจรสนามการเมืองท้องถิ่นจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด หากทว่าสิ่งที่สาหัสสากรรจ์สำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างบัวบงกชใน “สงครามสมรส” ครั้งนี้ ก็หนีไม่พ้นปณตผู้เป็นบุตรชายที่เธอรักดังดวงใจ          ด้วยภาพจำของสังคมที่ว่า “เด็กคือผ้าขาวที่บริสุทธิ์” การแยกทางของพ่อแม่จะทำให้เกิดปัญหามากมายต่อบุตรตัวน้อย แต่กระนั้น ไม่ว่าจะต้องการให้ลูกมามีส่วนร่วมในสนามรบหรือไม่ก็ตาม เมื่อสงครามระหว่างบุพการีระเบิดขึ้นโดยมีเรื่องการหย่าเป็นเดิมพัน ปณตก็ต้องถูกผลักเข้าสู่สงครามเกมนี้ไปโดยปริยาย เพราะฉะนั้น ภารกิจของบัวบงกชจึงต้องอธิบายให้เด็กน้อยเข้าใจว่า ครอบครัวของตนจะไม่มีวันกลับมาเหมือนเดิม และ “สุดท้ายคนเราก็ไม่อาจได้ทุกอย่างมาเป็นของเราทั้งหมดหรอก”          ในสังคมที่สถาบันครอบครัวมีความเปราะบางเฉกเช่นทุกวันนี้ บางทีเด็กเองก็ถูกเรียกร้องให้ต้องปรับตัวเข้ากับภาพของครอบครัวที่ไม่เป็นไปตามอุดมคติพ่อแม่ลูกเสมอไป แบบเดียวกับที่ “เพลิน” เด็กหญิงที่เข้าใจและยอมรับในชีวิตครอบครัวพ่อเลี้ยงเดี่ยวของภาวินท์ หรือปณตเองที่ก็ต้องเติบโตและมี “วุฒิภาวะ” มากพอจะเข้าใจว่า หากชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์คือความทุกข์สาหัสที่แม่พยายามรักษาไว้ด้วย “ราคาที่ต้องจ่ายแพงแสนแพง” เด็กชายก็เลือกจะแลกความสุขคืนมาให้กับแม่ที่ต้องหย่าร้างจากบิดาที่เขารัก          หลังจากผ่านมรสุมมากมายในสมรภูมิ “สงครามสมรส” แล้ว หากสังคมสร้างมายาคติไว้ว่า การหย่าคือข้อผิดพลาดที่คู่สมรสมิอาจรักษาครอบครัวในอุดมคติเอาไว้ได้ แต่ถึงที่สุดแล้ว ถ้าการรักษาความคาดหวังของสังคมไม่ได้เกิดขึ้นด้วยข้อตกลงของทั้งสองฝ่ายอีกต่อไป บางทีตัวเลือกของผู้หญิงอย่างบัวบงกชก็ถูกต้องที่จะ “บอกตัวเองได้แต่บอกตัวเองว่า…หย่าดีกว่า…ลืมเสียดีกว่า ลืมเสียเรา”

อ่านเพิ่มเติม >
ฉบับที่ 279 เรือนทาส : ไม่มีใครเป็นคนดีในเรื่องเล่าของคนอื่น

                กับคำถามชวนสงสัยว่า มนุษย์คืออะไร? บางคนก็ให้คำตอบว่า มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่มีเหตุผล (แม้เราจะเห็นภาพสงครามหรือการห้ำหั่นฆ่ากันอย่างไร้เหตุผลอยู่เนืองๆ) บางคนก็อาจบอกว่า มนุษย์เป็นสัตว์ช่างสงสัยใคร่รู้ (อย่างน้อยก็เคยมีมนุษย์ที่อยากรู้ว่า ทำไมแอปเปิลจึงหล่นจากต้นตกสู่พื้น แทนที่จะลอยกลับขึ้นไปบนฟ้า) ไปจนถึงคำอธิบายว่า มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ เป็นเวไนยสัตว์ผู้สามารถเรียนรู้และเกิดความเข้าใจได้         แต่ที่แน่ๆ คำตอบที่เราได้ยินในยุคหลังๆ อยู่เสมอว่ามนุษย์เราคืออะไร ก็มักให้ข้อสรุปไปในทิศทางเดียวกันว่า มนุษย์เป็น “สัตว์เล่าเรื่อง” โดยที่หลายคนเชื่อว่า หากไร้ซึ่งเรื่องเล่าต่างๆ ที่สรรค์สร้างขึ้นแล้ว มนุษย์ก็มิอาจจะดำรงตนอยู่บนโลกใบนี้ได้         แล้วเหตุใดเรื่องเล่าจึงมีพลานุภาพได้เพียงนั้น กล่าวกันว่า สำหรับมนุษย์เรา หากไม่เป็นผู้เล่าเรื่อง เราก็มักจะกลายเป็นผู้ที่ถูกเล่า เรื่องเล่าเป็นประดิษฐกรรมที่มนุษย์รังสรรค์ขึ้นมา จะมีของจริงรองรับหรือไม่ หรือของจริงจะเป็นเช่นไรไม่สำคัญ เพราะการร้อยเรียงเรื่องเล่าที่ต่างกันสามารถเนรมิตให้ความเป็นจริงปรากฏอยู๋ได้ตามแต่วิธีเล่าเรื่องที่ออกแบบมานั่นเอง         เพราะฉะนั้น ผู้เล่าเรื่องจึงมีอำนาจเสกสรรปั้นแต่งและกำหนดทิศทางให้ผู้คนรับรู้เรื่องราวและความเป็นจริงออกมาเยี่ยงไร และยิ่งไปกว่านั้น เพราะเรื่องเล่าอาจจะมีหลายเวอร์ชัน ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้เล่าเรื่องนั้นๆ จึงยากมากที่เราจะสร้างให้ผู้อื่นดูดีกว่าในเรื่องเล่าที่เรามีอำนาจกำหนดขึ้นมา         เหมือนกับบรรดาตัวละครใหญ่น้อยที่สร้างเรื่องเล่าความสัมพันธ์ระหว่างตนกับตัวละครอื่นๆ ในเรือนหลังใหญ่ริมน้ำของ “พระยาธรรมานุรักษ์” หรือ “คุณธรรม” ผ่านละครโทรทัศน์แนวผีผสมอรรถรสพีเรียดดรามาเรื่อง “เรือนทาส” ที่ผูกโยงการเปิดปมความตายในอดีตของ “มะลิ” ว่า ตกลงแล้วใครคือคนผิด และใครบ้างที่มีส่วนร่วมในการเสียชีวิต จนทำให้มะลิกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนไม่สามารถไปผุดไปเกิดได้         ละคร “เรือนทาส” เล่าเรื่องราวความรัก ความแค้น และมีความลับอันเป็นปริศนาที่ผู้คนร่ำลือถึงวิญญาณผีมะลิที่แสนเฮี้ยน เพราะถูกจองจำไว้ด้วยอำนาจมืดให้สิงสถิตอยู่ในเรือนทาสรกร้างหลังเล็กของพระยาธรรมานุรักษ์ โดยมีหญิงสาวกำพร้าอย่าง “บุษบง” ผู้เติบโตมาในเรือนหลังใหญ่ ที่พยายามสืบเสาะความจริงเรื่องผีมะลิและชาติกำเนิดของตัวเธอตั้งแต่ยังเด็ก “คุณหญิงแข” มารดาของคุณธรรมได้ให้ความเมตตารับอุปการะเลี้ยงดูบุษบงมาแต่เยาว์วัย ด้วยคุณหญิงแขเองเชื่อว่า เด็กน้อยเป็นลูกสาวของมะลิบ่าวในเรือนที่เสียชีวิตลง แต่กลับกัน เพราะคุณหญิงแขมอบความรักให้จนเกินงาม บุษบงจึงเป็นที่อิจฉาริษยาของ “สร้อย” ภรรยาของคุณธรรม ผู้มีกำพืดเดิมเป็นบุตรสาวของ “เศรษฐีสน” เจ้าของโรงบ่อนและโรงฝิ่น และยังพาลให้ลูกฝาแฝดพี่น้องของสร้อยอย่าง “แสงจันทร์” และ “สันติ” ก็พลอยเกลียดและคอยกลั่นแกล้งบุษบงอยู่เรื่อยมา         ย้อนกลับไปก่อนที่บุษบงจะลืมตาดูโลก เมื่อคุณธรรมได้พาสร้อยเข้ามาในเรือนและแนะนำมารดาให้รู้จักในฐานะหญิงสาวคนรัก คุณหญิงแขได้เริ่มต้นตั้งแง่กีดกันด้วยรังเกียจภูมิหลังของสร้อย กระทำทารุณต่อสร้อยทั้งกายวาจาและจิตใจ ไปจนถึงหาทางใส่ความจับสร้อยไปกักขังไว้ในเรือนทาสหลังเล็ก         ไม่ใช่ด้วยเล่ห์ก็ต้องเอาด้วยกลหรือใช้แม้แต่มนตร์คาถา สร้อยจึงไปขอความช่วยเหลือให้ “อาจารย์แคล้ว” หมอเสน่ห์ใช้อวิชชาทำของใส่คุณธรรมให้หลงรักเธอจนหัวปักหัวปำ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการที่อาจารย์แคล้วได้ใช้คุณไสยล่อลวงข่มขืนสร้อย จนตั้งครรภ์ลูกแฝดหญิงชายสองคนที่ต้องปกปิดตัวตนของพ่อที่แท้จริง         ด้วยความแค้นที่สร้อยไม่ยอมศิโรราบให้กับตน คุณหญิงแขจึงได้วางแผนจับ “สารภี” ลูกสาวคุณพระน้ำพระยามาแต่งงานเป็นภรรยาเอกของบุตรชาย รวมไปถึงส่งเสริมให้คุณธรรมขืนใจบ่าวในเรือนอย่างมะลิให้ตกเป็นเมียอีกหนึ่งคน โดยมีบ่าวคนสนิทอย่าง “ยายเจียม” สนับสนุนแผนการของคุณหญิงจนสำเร็จ         สมรภูมิที่ลุกโชนระหว่างผู้หญิงสามคน ที่คนหนึ่งเป็นเมียแต่งที่แม่หามาให้ อีกคนหนึ่งเป็นเมียมนตรามหาเสน่ห์ และอีกคนเป็นเมียบ่าวเมียทาส ซึ่งต่างหวังจะครอบครองตำแหน่ง “เมียเดียว” และเป็นเจ้าของเรือนหลังใหญ่ของพระยาธรรมานุรักษ์ ในที่สุดก็นำไปสู่โศกนาฏกรรมที่สร้อยเลือกวางยาพิษสารภี และฆาตกรรมมะลิจนจมน้ำตาย รวมทั้งยังให้อาจารย์แคล้วกักขังวิญญาณผีมะลิเอาไว้ในเรือนทาสด้วยเช่นกัน         จนความขัดแย้งดำเนินมาถึงรุ่นลูก ภารกิจหลักที่บุษบงต้องบรรลุให้ได้ก็คือ การหาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้นในอดีตกันแน่ และหลังจากสวมบทบาทเป็นนักวิจัยสืบค้นหลักฐานข้อมูล สิ่งที่พบก็ไม่ต่างจากวรรณกรรมคลาสสิกอย่าง “ราโชมอน” ที่ว่า ความจริงเป็นเช่นไรก็ขึ้นอยู่กับว่าเป็นเวอร์ชันที่ใครเป็นผู้เล่าเรื่อง         ด้วยเหตุดังกล่าว เมื่อมนุษย์ทุกคนมีผลประโยชน์ของตนเป็น “สารตั้งต้น” เรื่องเล่าที่บุษบงรับรู้จึงผันแปรไปตามผลประโยชน์ที่แต่ละคนจะเลือกส่วนเสี้ยวใดมาบอกกล่าว ปกปิดเสี้ยวส่วนใด หรือแม้แต่เบือนบิดให้เรื่องเล่านั้นผิดไปจากสัจจะหรือความจริงของเหตุการณ์         แน่นอนเวอร์ชันที่สร้อยเล่าให้บุษบงฟังก็จะโยนความผิดทั้งหมดไปที่มะลิว่าเป็นผู้ทำคุณไสยใส่คุณธรรม และเธอก็เป็นผู้ถูกกระทำในพล็อตเรื่องนั้น ส่วนคุณหญิงแขก็อาจจะเล่าถึงชีวิตของมะลิที่ทุกข์ลำเค็ญเพราะความโหดร้ายของสร้อย แต่ก็เลือกปกปิดว่าตนเองก็คือคนหนึ่งที่ผลักให้มะลิต้องได้รับชะตากรรมเช่นนั้น         สำหรับพระยาธรรมานุรักษ์ ก็ผูกเรื่องที่ตนเป็นพระเอกผู้ดูแลทุกข์สุขของบรรดาเมียๆ ทั้งสามคน แต่ก็ปิดบังอำพรางว่าตนเคยกระทำย่ำยีและพรากมะลิมาจาก “รอย” ชายคนรัก ส่วนยายเจียมก็เลือกจะอธิบายเหตุผลที่ส่งเสริมให้มะลิไปเป็นเมียบ่าวก็เพื่ออนาคตที่ดีของมะลินั่นเอง หรือแม้แต่อาจารย์แคล้วที่ภายหลังสำนึกผิดและตัดสินใจออกบวช ทว่าหลวงพี่ก็เลือกแต่จะเทศน์ให้ผีมะลิ “ตัดเวรกรรม” โดยไม่เคยเอ่ยถึงความผิดที่ตนเคยกระทำไว้ในอดีต         หลังจากสงครามต่อสู้ช่วงชิงความเป็นใหญ่ในเรือนพระยาธรรมานุรักษ์เดินมาถึงฉากจบ และมีหลากหลายชีวิตที่ล้มตายไปเป็นมหกรรมของเวรกรรม ที่น่าขันยิ่งก็คือ เรือนใหญ่หลังนั้นก็เหลือเพียง “กลอย” บ่าวคนสนิทของสร้อยคนเดียว ที่อยู่ดูแลและเช็ดถูทำความสะอาดโกศบรรจุกระดูกบนหิ้งเท่านั้น         ถึงที่สุดของเรื่องละครแล้ว กำเกวียนกงเวียนก็หมุนเวียนไปตามผู้กระทำกรรมนั้น และการอโหสิกรรมก็คือคำตอบที่มนุษย์จะหลุดพ้นจากบ่วงกรรม เหมือนที่คุณธรรมตัดสินใจเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์เพื่ออนุโมทนากุศลบุญให้ทุกชีวิต บุษบงได้ลงเอยแต่งงานกับ “เกื้อกูล” พระเอกหนุ่ม ผีมะลิยอม “ตัดกรรม” เพื่อไปสู่สุคติ ในขณะที่สร้อยก็ตายกลายเป็นผีถูกจองจำอยู่ในเรือนทาสแทนมะลิ         แต่คำถามที่น่าจะคงอยู่ต่อไปก็คือ แล้วเรื่องเล่าเรื่องใหม่เกี่ยวกับ “ผีแม่สร้อย” ในเรือนทาส จะมีสักกี่เวอร์ชัน และใครกันจะกลายเป็นตัวเอกหรือตัวร้ายในเรื่องเล่าเรื่องนั้น

อ่านเพิ่มเติม >
ฉบับที่ 278 มือปราบมหาอุตม์ : ฉันจะเป่าคาถา…เพื่อทวงหาคุณธรรม

                หากใครเป็นคอภาพยนตร์แนวบู๊ของฮอลลีวูด จะพบว่า ในกลุ่มหนังบู๊นั้น มีหนังแนวหนึ่งที่เน้นต่อสู้แอ็กชันผสมแฟนตาซีโรมานซ์ โดยใช้ฉากย้อนยุคแบบพีเรียดในอดีต ซึ่งรู้จักกันดีในชื่อภาษาอังกฤษว่า ภาพยนตร์บู๊ประเภท “swashbuckler film”         หนังแนว “swashbuckler” มักผูกโยงเรื่องราวของตัวละคร “สีเทาๆ” ที่แม้ด้านหนึ่งจะเป็นพระเอกของเรื่อง แต่อีกด้านหนึ่งก็สวมบทบาทเป็นจอมโจรผู้เชี่ยวชาญอาวุธ โดยเฉพาะการต่อสู้ด้วยดาบ เพื่อปกป้องทั้งหญิงสาวคนรัก และปล้นมิจฉาชีพผู้ร่ำรวยเพื่อมาอภิบาลชาวบ้านผู้อ่อนแอจากอความอยุติธรรมที่ได้รับจากชนชั้นนำหรือชนชั้นปกครอง แบบที่เราเห็นได้จากตัวละครคลาสสิกอย่าง “โรบิน ฮู้ด” แห่งป่าเชอร์วูด หรือ “จอมโจรโซโร” ผู้ผดุงคุณธรรมใต้หน้ากาก ไปจนถึง “กัปตันแจ็ค สแปร์โรว์” จ้าวแห่งโจรสลัดจากทะเลแคริบเบียน         ถ้าการปรากฏขึ้นของตัวละครในโลกสัญลักษณ์ไม่ได้ตกฟากมาอย่างเลื่อนลอย แต่มีเหตุผลรองรับจากความเป็นจริงแห่งปัจจุบันขณะ ดังนั้น ด้วยเรื่องราวของตัวละครย้อนยุคที่ต่อสู้เพื่อความถูกต้องซึ่งอยู่ในเส้นเรื่องของภาพยนตร์แนวนี้ ก็น่าจะสะท้อนย้อนให้เห็นว่า เมื่อไรก็ตามที่สังคมมิอาจไล่ล่าตามหาความยุติธรรมในโลกจริงได้แล้ว ตัวละครแบบ “swashbuckler” ก็จะลุกขึ้นมาทวงหาความเที่ยงธรรมแบบนี้ในโลกจินตนาการของเราเป็นการทดแทน         ออกจากป่าเชอร์วูดและทะเลแคริบเบียนมาสู่ชุมชน “เขาสมิง” ในปีพุทธศักราช 2508 ตัวละครโรบิน ฮู้ด จอมโจรโซโร และกัปตันแจ็ค สแปร์โรว์ ก็ได้แปลงรูปโฉมโนมพรรณเสียใหม่ มาอยู่ในคราบไคลของจอมโจรคาดหน้าภายใต้สมัญญาว่า “เสือผาด” ผู้คอยปล้นสะดมคนรวยเพื่อเอาเงินไปช่วยเหลือคนจนผู้ยากไร้ ในละครโทรทัศน์แนวบู๊แฟนตาซี หรือ “swashbuckler” แบบไทยๆ เรื่อง “มือปราบมหาอุตม์”         จุดเริ่มต้นของเรื่องเกิดขึ้นด้วยการแนะนำให้เรารู้จักกับ “กระทิง” หรือชื่อในอดีตว่า “สันติ” นายตำรวจหนุ่มอนาคตไกลผู้ไม่เคยกลัวใคร ยึดมั่นในคุณธรรม และคอยปราบปรามเหล่าร้ายนอกกฎหมาย หลังจากที่ติดยศเป็น “ผู้กองกระทิง” เขาได้เดินทางมายังเขาสมิง ดินแดนไกลปืนเที่ยงที่เสือผาดได้ใช้ชีวิตอยู่ในชุมโจรอันลึกลับเพื่อหลบเร้นจากอำนาจแห่งกฎหมายหรือข้อกำหนดใดๆ ของสังคม         ในขณะเดียวกัน แม้จะได้ชื่อลือเลื่องว่าเป็นจอมโจรใต้หน้ากากที่คนรวยตีตราให้เป็นประหนึ่งปีศาจ แต่กับคนยากคนจนทั้งหลาย กลับชื่นชมเสือผาดไม่ต่างจากพระเจ้าที่คอยช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากเหล่านั้น และที่สำคัญ แม้ยังไม่เคยมีใครที่ได้เห็นใบหน้าแท้จริงของเสือผาด แต่จริงๆ แล้ว ขุนโจรผู้นี้ก็คือเพื่อนวัยเยาว์ของกระทิงที่ชื่อ “ไม้” ที่มีปมพ่อแม่ถูกฆ่าตาย จนเป็นกำพร้าตั้งแต่ยังเด็ก         ภายใต้เส้นเรื่องที่พระเอกสองคนผู้เล่นบทบาทต่างกันได้เวียนวนมาพบกันหลังจากพลัดพรากไปตั้งแต่ยังเล็ก โดยที่คนหนึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่รักษากฎหมาย อีกคนหนึ่งเป็นผู้ขบถต่อกฎเกณฑ์แห่งสังคม ละครก็ได้เพิ่มปมขัดแย้งให้เข้มข้นขึ้น เพราะบุรุษหนุ่มทั้งคู่ไปตกหลุมรักผู้หญิงคนเดียวกันคือ “บุหลัน” หรือในอดีตชื่อ “กำไล” เพื่อนวัยเด็กของทั้งสอง ที่ปัจจุบันเป็นนักร้องสาวสวยประจำบาร์เขาสมิง และต้องปกปิดความลับของตัวตนไม่ให้ผู้อื่นรับรู้เช่นกัน         ในขณะที่ฮอลลีวูดสร้างตัวละครแบบ “swashbuckler” ผู้อยู่ “นอกกฎหมาย” มาเฝ้าคอยผดุงคุณธรรมของสังคม รวมถึงปกป้องหญิงสาวคนรักและผู้คนจากอำนาจมืดที่อยู่ “เหนือกฎหมาย” นั้น ละคร “มือปราบมหาอุตม์” ก็เดินเรื่องบนโครงพล็อตไม่แตกต่างกันนัก         ด้วยเหตุดังกล่าว แม้พระเอกทั้งสองจะเคยผูกพันด้วยมิตรภาพที่มีมาตั้งแต่เด็ก แต่เสือผาดในฐานะจอมโจรแห่งเขาสมิงผู้อยู่ “นอกกฎหมาย” ก็มิวายต้องขัดแย้งกับผู้กองกระทิงที่เล่นบทบาทเป็นผู้ “พิทักษ์กฎหมาย” ควบคู่ไปกับสี่ห้องหัวใจที่เขาทั้งคู่ต่างมอบให้กับหญิงสาวคนเดียวกันอีก         ที่สำคัญ อำนาจที่อยู่ “เหนือกฎหมาย” ของตัวร้ายอย่าง “เสือหาน” ตัวละครที่ทำให้ชาวบ้านเขาสมิงล้วนประหวั่นพรั่นพรึง ก็คือเหตุปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดตำนานเสือผาดจอมโจรใต้หน้ากากผู้เฝ้าคอยดูแลปกป้องชาวบ้านร้านตลาดจากอำนาจมืดดังกล่าว และก็เป็นเสือหานนี้อีกเช่นกันที่ทำให้เพื่อนรักอย่างไม้ สันติ และกำไล ต้องพลัดพรากบ้านแตกสาแหรกขาด จนต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างยากลำบากมานานเกินกว่าสิบปี         ไม่เพียงเสือหานจะเป็นอภิมหาเจ้าพ่อผู้ทรงอิทธิพลด้านมืดเพื่อขึ้นเป็นใหญ่ในเขาสมิงเท่านั้น แต่เมื่อตัดสินใจจะเข้าสู่สนามการเมืองระดับชาติ เสือหานก็พยายามชุบตัวเสียใหม่กลายเป็น “เฮียหาน” และซื้อตัวบรรดาตำรวจยศใหญ่หลายคน รวมถึง “ทวี” หนึ่งในนายตำรวจผู้เป็นลูกน้องที่เขาปลุกปั้นจนได้มียศเป็นผู้กำกับประจำสถานีตำรวจเขาสมิง         เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศแบบไทยๆ และสอดรับกับกระแส “มูเตลู” วิถีความเชื่อที่ไม่เคยตกยุคตกสมัยในสำนึกของคนไทยแล้วนั้น แทนที่เราจะได้เห็นฉากดวลดาบดวลปืนแบบที่คุ้นเคยในหนังอเมริกัน ทั้งฮีโร่นักบุญในคราบจอมโจรและพระเอกหนุ่มผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ก็เลยสวมวิญญาณเจ้าพ่อแห่งวิชาอาคม เสกเป่าคาถามนตราต่างๆ เพื่อต่อสู้กับเฮียหานผู้ที่ได้ชื่อว่าอาคมแก่กล้าเกินกว่าใครในปฐพี         จากนั้น เพื่อสร้างอรรถรสในการเสพฉากบู๊สายมูเยี่ยงนี้ ละครจึงได้หวนให้เราเห็นภาพภูมิปัญญาอันหลากหลายของศาสตร์วิชชามหาอุตม์ ที่ชื่ออาจจะฟังดูไม่คุ้นหู ณ กาลปัจจุบัน แต่ก็ถูกขุดกรุออกมาเป็นอาวุธห้ำหั่นฟาดฟันกันทั้งจากฝ่ายธรรมะและฝ่ายอธรรม ไม่ว่าจะเป็นว่านกำบังกาย ยันต์ไขคำปาก นกคุ้มส่งข่าว อานุภาพเหล็กไหล คาถานาคราชนาราชันย์ มนต์ธรรมราช ตรีศูลศาสตราวุธ และอื่นๆ อีกมากมาย         หลังจากต่อสู้เป่ามนตรามหาอุตม์อย่างชวนตื่นเต้นเร้าใจตลอดทั้งเรื่องแล้ว แม้ตามหลักกฎหมายแล้ว จอมโจรนักบุญกับตำรวจมือปราบจะเล่นบทบาทที่ยืนอยู่กันคนละขั้วคนละฝ่าย แต่ทว่าทั้งด้วยมิตรภาพและด้วยจุดมุ่งหมายที่ต้องการโค่นล้มมาเฟียใหญ่แห่งเขาสมิง การผนึกกำลังของชายสองคนต่างขั้วตรงข้ามกันก็ยืนยันให้เห็นว่า ต่อให้เสือหานจะมีวิชาอาคมเก่งกาจเพียงใด หากไร้คุณธรรมกำกับด้วยแล้ว ฝ่ายอธรรมก็ต้องแพ้พ่ายต่อพลังแห่งธรรมะและกฎแห่งกรรมเสมอ         เมื่อถึงฉากจบของการทวง “คืนความสุขให้เขาสมิง” กลับมาได้แล้ว ด้วยบทบาทที่เล่นกันคนละจุดยืน กอปรกับมิตรภาพที่เคยมีมาตั้งแต่วัยเด็กของบุรุษหนุ่มตัวเอกทั้งสองของเรื่อง ไม้ในนามเสือผาดได้เลือกหายสาบสูญจากเขาสมิงไปตลอดกาล เพื่อให้ส้นติและกำไลได้ลงเอยครองคู่กันอย่างแฮปปี้เอนดิ้งไปในที่สุด          คู่ขนานไปกับการคลี่คลายปมรักปมแค้นและปมขัดแย้งหลักของเรื่องละครเช่นนี้ บางทีการปรากฏตัวและลาจากไปของเสือผาดก็อาจตั้งคำถามกับเราไม่มากก็น้อยด้วยว่า ทุกวันนี้ที่สังคมเป็น “สีเทาๆ” ความดีความเลวแยกขาดกันได้ไม่ชัดเจน เราจะยังหวังทวงหาคุณธรรมและความยุติธรรมในโลกจริงกันได้เพียงไร หรือต้องรอให้จอมโจรใต้หน้ากากลุกขึ้นมาเป่าคาถากอบกู้คุณธรรมความถูกต้องให้เรากันอีกกี่ครั้งครา

อ่านเพิ่มเติม >
ฉบับที่ 277 ชีวิตภาคสอง : หากเราได้เจอกันอีกสักครั้ง อยากขอกอดเธอไว้ให้อุ่นเหมือนเก่า

         นักปรัชญากรีกโบราณอย่างเฮราไคลตัสเคยกล่าววาทะที่คลาสสิกบทหนึ่งเอาไว้ว่า “you cannot step into the same river twice” หรือแปลความเป็นภาษาไทยว่า “คุณไม่สามารถจะก้าวลงไปในแม่น้ำสายเดียวกันได้เป็นครั้งที่สอง”                คำคมของเฮราไคลตัสข้างต้นนี้ อธิบายความโดยนัยได้ว่า เวลาไม่เคยหยุดนิ่ง แต่ดำเนินอยู่บนกฎแห่งความเปลี่ยนแปลง แค่เพียงเราก้าวเท้าลงแม่น้ำ สายน้ำก็ไหลไปอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ภายใต้กฎความเปลี่ยนแปลงแห่งเวลาเช่นนี้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่ “สายน้ำจะหวนคืนกลับ” หรืออีกนัยหนึ่ง โอกาสของมนุษย์แทบจะไม่มีทางย้อนกลับมาเกิดเป็นครั้งที่สองได้เลย         แต่จะเป็นเช่นไร หากสายน้ำบังเอิญได้หวนกลับ และโอกาสในชีวิตของคนเราได้ย้อนทวนหวนคืนมาอีกเป็นคำรบที่สอง คำตอบข้อนี้เป็นเส้นเรื่องหลักที่ผูกไว้อยู่ในละครโทรทัศน์แนวดรามาเรื่อง “ชีวิตภาคสอง”         ด้วยพล็อตเรื่องที่ประหนึ่งโชคชะตาเล่นตลกกับผู้ชายสองคนจากต่างรุ่นวัยและต่างชนชั้นทางเศรษฐกิจสังคม ละครได้เปิดเรื่องด้วยการแนะนำให้ผู้ชมได้รู้จักกับตัวละครแรกคือ “ปรเมศ” พ่อม่ายนักธุรกิจผู้มั่งคั่ง แต่มีความสัมพันธ์อันไม่ลงรอยกับ “ปิ่น” บุตรสาวเพียงคนเดียวของเขา กับอีกตัวละครหนึ่งคือ “สอง” ชายหนุ่มแสนดี แต่มีฐานะยากจนและมีชีวิตหาเช้ากินค่ำไปในแต่ละวัน         แล้วความขัดแย้งของเรื่องก็ยิ่งปะทุหนักขึ้น เมื่อปรเมศตัดสินใจเข้าสู่ประตูวิวาห์อีกครั้งกับ “รตา” หญิงสาวที่มีอายุรุ่นลูก ซึ่งปิ่นเชื่อว่า รตาต้องการแต่งงานกับบิดาสูงวัยของเธอเพียงเพื่อปอกลอกสมบัติจากปรเมศเท่านั้น ปัญหาความขัดแย้งระหว่างพ่อลูกจึงเพิ่มดีกรีมากขึ้น จนพ่อกับลูกสาวทะเลาะกัน และทำให้ปรเมศเกิดอาการโรคหัวใจกำเริบเฉียบพลันขึ้นมา         ประจวบเหมาะกับในเวลาเดียวกันนั้น ทางฝั่งของแรงงานรับจ้างรายวันหนุ่มอย่างสอง ก็เกิดอาการโรคหัวใจกำเริบขึ้นเฉียบพลัน จนเข้าขั้นโคม่า และได้เข้ามานอนบนเตียงโรงพยาบาลแห่งเดียวกับที่ปรเมศถูกแอดมิทอยู่นั่นเอง        บนความบาดหมางไม่ลงรอยกันระหว่างพ่อกับลูกนี้เอง นำไปสู่การจากไปแบบกะทันหันของปรเมศ โดยที่ทั้งคู่ยังไม่ได้คลี่คลายความขัดแย้งกัน กลายเป็นปมติดค้างในใจที่ทั้งปรเมศและปิ่นต่างก็เหมือนจะมีเสียงร้องก้องอยู่ว่า “ใจฉันยังคิดถึงเหมือนเคย ไม่มีใครแทนที่เธอได้เลย” ในเวลาเดียวกับที่ปิ่นผู้เป็นบุตรสาวเองก็ยังคงมีข้อสงสัยในสาเหตุการตายของบิดา และคิดว่าเป็นฝีมือการวางแผนฆาตกรรมของรตาที่ต้องการฮุบสมบัติทั้งหมดไว้เป็นของตน         แต่ทว่า ภายใต้ปมในใจที่ค้างคาระหว่างพ่อลูก ภายใต้ปมปริศนาการเสียชีวิตของตัวละครที่ยังไม่คลี่คลาย และภายใต้ห้วงนาทีชีวิตที่มีความเป็นกับความตายเป็นเส้นกั้นแบ่งบางๆ อยู่ระหว่างกลางนั้น ความมหัศจรรย์แห่งโชคชะตาก็บังเกิดขึ้นในชีวิตของผู้ชายทั้งสองคน         ในเสี้ยวชีวิตที่วิญญาณของปรเมศหลุดลอยออกจากร่างนั้น ก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันที่สองได้หมดสิ้นลมหายใจลง เพราะฉะนั้นดวงจิตของเขาจึงถูกโชคชะตา “โอนไฟล์” เข้ามาอยู่ในร่างของสองแทน ในขณะที่ร่างจริงของปรเมศก็ได้ถูกรตาเร่งจัดการฌาปนกิจจนเป็นเถ้าสลายหายไป             “ถ้าเราได้เจอกันอีกสักวัน อยากถาม เธอจำฉันได้อยู่หรือเปล่า เธอจะยิ้มให้ฉันหรือเปล่า…” หลังจากที่ปรเมศได้ “โอกาสที่สอง” หรือ “second chance” ในร่างของชายหนุ่มที่ชื่อว่าสองเช่นนี้ เขาจึงต้องการใช้โอกาสดังกล่าวเพื่อแก้ไขปมขัดแย้งต่างๆ ที่ผูกมัดไว้เมื่อเขายังมีลมหายใจอยู่ในคราแรก         เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่า สำหรับกลุ่มทุนที่เป็นชนชั้นนำบนยอดปิรามิดของสังคมไทยนั้น แม้ชีวิตของคนกลุ่มนี้จะประสบความสำเร็จในการสร้างฐานะทางเศรษฐกิจการเมืองมาช้านานแล้วก็ตาม แต่ในชีวิตทางสังคมนั้น ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอันมหาศาลก็คือชนวนเหตุหลักแห่งความขัดแย้งต่างๆ และก็มักลุกลามเข้าไปมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกครอบครัวของคนกลุ่มดังกล่าว         เมื่อชนชั้นนำมีความเปราะบางยิ่งในชีวิตครอบครัว   ดังนั้นการกลับมาสิงสถิตอยู่ในร่างของผู้ชายอีกคน ปรเมศจึงค้นพบข้อเท็จจริงหลายอย่าง ตั้งแต่เงื่อนงำการเสียชีวิตของเขาที่มีรตากับชู้รักอย่าง “จิรัน” สมคบคิดวางแผนฆาตกรรมอยู่เบื้องหลัง และในขณะเดียวกัน รตาเองก็ยังร่วมมือกับทั้ง “อรัญญา” ผู้เป็นมารดา “สิตางค์” ลูกพี่ลูกน้อง และ “เฮียหมง” เจ้าของธุรกิจสีเทา เพียงเพื่อจะยึดครองมรดกทางธุรกิจที่เขาก่อร่างสร้างไว้ให้บุตรสาวมาทั้งชีวิต         ด้วยเส้นเรื่องของการที่มนุษย์ผู้หนึ่งสามารถได้ในสิ่งที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า “second chance” นี้เอง ก็อาจจะไม่เกินการคาดเดาได้ว่า “โอกาสที่สอง” ของปรเมศ ต้องสัมฤทธิ์ผลในท้ายที่สุดแน่นอน เพียงแต่ละครจะทำให้เราลุ้นกันว่า กว่าจะคลี่คลายปมขัดแย้งทั้งหมดได้นั้น ตัวละครทั้งหลายจะมีเส้นทางฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ กันด้วยวิธีการใด         เพราะฉะนั้น เมื่อมาอยู่ในร่างที่ต่างไปจากเดิม แต่สิงไว้ด้วยจิตสำนึกใหม่ที่ต้องการแก้ไขข้อผิดพลาดในครั้งเก่า ปรเมศในร่างของสองจึงคอยช่วยเหลือปิ่นที่ต้องปะทะประมือกับรตาและสหพรรคพวกเกินกว่าครึ่งเรื่อง จนปิ่นเองก็ยิ่งเกิดความสงสัยในตัวตนที่แท้จริงของสอง เพราะไม่เพียงเขาจะรู้เรื่องทุกอย่างเกี่ยวกับปรเมศ หรือมีพฤติกรรมคล้ายกับบิดา แต่สองยังดูคุ้นเคยและปรับตัวเข้ากันได้ดีกับสุนัข “ไฟเตอร์” ที่ปรเมศรักและเลี้ยงดูมาตั้งแต่ครั้งที่ยังมีชีวิตอยู่         ยิ่งเมื่อความโหดร้ายของรตาเริ่มอัพเลเวลทับทวีขึ้นเรื่อยๆ ปรเมศในร่างของสองก็คอยทุ่มเทปกป้อง เพื่อใช้ “โอกาสที่สอง” ยืนยันกับลูกสาวของตนว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่มีชีวิตอยู่จนถึงวิญญาณหลุดไปอยู่ในร่างชายหนุ่มรุ่นลูก แต่ความรักที่พ่อมีให้กับปิ่นนั้น “ยังคงเหมือนเดิม ไม่เคย…จางหายไป…”         “มีพบก็ต้องมีจาก” เป็นสัจธรรมที่มิอาจปฏิเสธได้ เหมือนกับภาษิตจีนที่กล่าวว่า “การได้พบกันถือเป็นโชคชะตา การจากลาก็เช่นเดียวกัน” ด้วยเหตุนี้ แม้ในตอนท้ายเรื่อง ความบาดหมางระหว่างพ่อลูกจะแก้ไขไปได้แล้วก็ตาม แต่เพราะปรเมศได้ตัดสินใจใช้ “โอกาสที่สอง” เอาชีวิตของตนปกป้องบุตรสาวในห้วงเวลาความเป็นความตาย ทำให้ทั้งคู่ต้องพลัดพรากจากกันอีกครั้ง ทั้งๆ ที่รู้ว่าคงไม่มี “โอกาสที่สาม…สี่…ห้า…” ให้ได้กลับมาพบลูกสาวของตนครั้งใหม่ก็ตาม         เมื่อฉากละครจบลง และฉากชีวิตของครอบครัวชนชั้นนำของปรเมศและปิ่นได้รับ “โอกาสที่สอง” เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งไม่เข้าใจกันผ่านพื้นที่ของโลกสัญลักษณ์กันผ่านไปแล้ว บางทีก็น่าคิดเหมือนกันว่า แล้วกับมนุษย์ผู้หาเช้ากินค่ำหรือมีสถานะเป็นชนชั้นล่างของสังคมอย่างสองนั้น “โอกาสที่สอง” จะบังเกิดขึ้นในชีวิตของคนกลุ่มนี้เฉกเช่นเดียวกับที่ครั้งหนึ่งเคยเกิดขึ้นกับปรเมศได้บ้างหรือไม่

อ่านเพิ่มเติม >
ฉบับที่ 192 น้ำปลา

ผลิตภัณฑ์คู่ครัวไทยและอีกหลายชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งเวียดนาม ฟิลิปปินส์ ลาว กัมพูชา เป็นเครื่องจิ้มที่ขาดไม่ได้ เรียกว่าอร่อยทั่วภูมิภาคแต่ถ้าไปสืบค้นทางโบราณคดี การนำปลามาหมักเกลือนั้นเป็นการถนอมอาหารที่มีมานานแล้ว หลายชนชาติเขาก็ทำกันมา ในยุโรปกรีกเป็นชาติแรกที่ทำน้ำปลาเป็นผลิตภัณฑ์หรูหราระดับเลี้ยงชนชั้นสูง พวกโรมันก็รับไม้ต่อไป แต่การหมักปลาเพื่อเป็นน้ำปลานั้น กว่าจะย่อยปลาจนเป็นน้ำใสๆ ได้ ต้องหมักกันเป็นปี คนในแถบยุโรปเลยชอบกินแบบปลาหมักเกลือระยะกลางอย่างปลาเค็มฝรั่ง หรือ แองโชวี มากกว่า ส่วนบ้านเราการทำปลาหมักเกลือก็เป็นวิถีพื้นบ้านอยู่แล้ว ทั้งปลาร้า ปลาเจ่า ภาคใต้เองก็มีน้ำเคย ซึ่งใช้สร้างรสเค็มในอาหารแต่ดั้งเดิม น้ำปลาแบบปัจจุบันบางตำราจึงว่า อาจได้จากวิธีการของคนจีน แต่บางคนก็คิดว่า อาจจะเป็นการเผลอหมักปลาร้านานไปหน่อยก็ได้ จนปลาเปื่อยยุ่ยเป็นน้ำน้ำปลาอย่าไปคิดว่าพื้นที่ ที่ใกล้ทะเลจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ เพราะกล่าวกันว่าคนภาคกลางที่มีแม่น้ำสำคัญหลายสายนี่แหละเป็นตัวจริง เราคงเคยได้ยินว่าน้ำปลาจากปลาสร้อยอร่อยมาก แต่คงหากินไม่ง่ายแล้วเพราะปลาสร้อยแทบจะหาไม่ได้อีกแล้ว ปลาทะเลเลยเข้ามาแทนที่ ปลาทะเลไทยที่นิยมกันว่าทำน้ำปลาได้อร่อยก็ต้องยกให้ปลากะตักและปลาไส้ตัน โรงงานที่ทำน้ำปลาใส่ขวดจำหน่ายรายแรกมีอายุมากกว่า 100 ปีแล้ว ก็เริ่มจากการหมักปลากะตักนั่นเองน้ำปลาดี ต้องดีตั้งแต่ปลา วิธีการหมัก ระยะเวลา ตลอดจนอุณหภูมิและภาชนะที่หมักบ่ม ของเวียดนามน้ำปลาที่อร่อยนั้นถึงกับต้องฝังภาชนะลงดิน ในน้ำปลาจะมีโปรตีนเป็นสารอาหารหลัก และมีวิตามิน บี 12 สูง แต่สำหรับคนที่มีปัญหาโรคไต ความดัน ก็เพลาน้ำปลาลงนิดนึงเพราะโซเดียมก็สูงเช่นกัน

อ่านเพิ่มเติม >
ฉบับที่ 188 แมงกะพรุน

สัตว์ทะเลดึกดำบรรพ์ที่อยู่คู่โลกมามากกว่า 500 ล้านปี มีลำตัวใส นิ่ม ไร้สมองและหัวใจมาตั้งแต่แรกมีบนโลกแมงกะพรุนมีหลายชนิดนับได้เป็นหมื่น มีทั้งชนิดกินได้และชนิดที่มีพิษร้ายแรง แมงกะพรุนป้องกันตัวเองด้วยเข็มพิษที่หนวด ถ้าโดนทิ่มตำเข้าไปจะเกิดอันตรายต่อร่างกาย ตั้งแต่เบาะๆ อย่างทำให้คัน เป็นผื่น บวมแดง เป็นรอยไหม้ปวดแสบปวดร้อน เป็นแผลเรื้อรังหรืออาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ หากไปเจอพิษชนิดร้ายแรงเข้า โดยเฉพาะแมงกะพรุนไฟหมวกโปรตุเกส ซึ่งเป็นแมงกะพรุนที่ถูกจัดอันดับให้มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลกแต่คนเรานั้นช่างสังเกตทำให้เจอะเจอแมงกะพรุนชนิดที่สามารถนำมาบริโภคได้ และจัดว่ามีคุณค่าทางอาหารพอสมควรเสียด้วย โดยเฉพาะเจลาตินที่เป็นส่วนของเนื้อตัวใสๆ นั้นจัดเป็นโปรตีนชั้นดี แคลอรีต่ำ กล่าวกันว่าคนจีนนั้นจับแมงกะพรุนมากินกว่า 1,000 ปีแล้ว เชื่อว่ากินแล้วบำรุงข้อ บรรเทาโรคเก๊าท์เมื่อชาวประมงเก็บแมงกะพรุนขึ้นมาจากทะเลจะนำมาล้าง ตากแห้งแล้วหมักด้วยเกลือ สารส้ม และโซเดียมไบคาร์บอเนต(ผงฟู) หลายวันก่อนจะนำออกขาย เป็นแบบแมงกะพรุนแห้ง ซึ่งจากแมงกะพรุนสดหนักประมาณ 30-50 กิโลกรัม พอแห้งจะเหลือเพียงแค่ 1 กิโลกรัมเท่านั้น แมงกะพรุนแห้งมีหลายเกรด ราคาจะสูงต่ำไปตามคุณภาพ ซึ่งส่วนใหญ่เกรดเอจะถูกส่งขายตลาดต่างประเทศอย่างไต้หวัน ญี่ปุ่น เพราะคนที่นั่นเขานิยมรับประทานกันมากแมงกะพรุนแห้งนำมาทำอาหารได้หลายอย่าง เช่น ยำ ใส่ในเย็นตาโฟหรือลวกจิ้มในร้านสุกี้ และบางพื้นที่อย่างชลบุรี ก็มีการนำแมงกะพรุนสดไปดองกับเปลือกไม้ เช่น เปลือกต้นมะยม จะได้แมงกะพรุนดองที่มีสีออกแดงๆ รสชาติอร่อยแปลกไปอีก โดยแมงกะพรุนชนิดที่รับประทานได้ ส่วนใหญ่ที่พบในทะเลบ้านเราคือ แมงกะพรุนหนัง แมงกะพรุนจาน แมงกะพรุนหอม และแมงกะพรุนลอดช่อง

อ่านเพิ่มเติม >
ฉบับที่ 185 มะขามเปียก

คือ เนื้อในฝักมะขามที่แก่จัด แกะเอาเมล็ดออก นำไปตากแดดให้หมาด เก็บไว้กินได้นาน มะขามเปียกที่นำมาปรุงอาหารและยา ต้องเป็นพันธุ์มะขามเปรี้ยวเท่านั้น ในเนื้อมะขามเปียกมีกรดอินทรีย์หลายชนิด มีฤทธิ์ช่วยระบาย หากท้องผูก ลองหยิบมะขามเปียกมาจิ้มเกลือรับประทานสักฝักสองฝักเป็นอันได้ผล  นอกจากนั้นยังมีกรดผลไม้ หรือ AHAs ที่ช่วยให้ผิวหนังชั้นนอกที่หยาบกระด้างหลุดลอกและกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ๆ ทำให้ผิวหนังอ่อนวัยอยู่เสมอ จึงนิยมนำมาขัดผิวตั้งแต่สมัยโบราณ  มะขามเปียกยังเป็นสิ่งสำคัญประจำครัวไทย ช่วยสร้างรสเปรี้ยวให้กับอาหารที่ต่างจากรสมะนาวที่เปรี้ยวจี๊ด และบางทีก็ติดรสขมจากเปลือกเนื่องจากการบีบคั้น ส่วนรสเปรี้ยวจากมะขามเปียกจะนุ่มนวลกว่า มีรสหวานเล็กๆ ติดมาด้วย อาหารที่ปรุงด้วยมะขามเปียกจะมีเนื้อสัมผัสที่ข้นขึ้นเล็กน้อย แกงส้ม ต้มส้ม แกงเทโพ ต้องใช้มะขามเปียกจึงจะได้รสที่อร่อย หรือในบางฤดูที่มะนาวแพง การปรุงต้มยำก็ใช้น้ำมะขามเปียกแทนกันได้ มะขามเปียกแม้เก็บได้นาน แต่ก็ต้องระวังเรื่องความสะอาด หากเก็บไม่ดีอาจเกิดเชื้อราได้ง่าย มีคำแนะนำว่า หากได้มะขามเปียกมาอาจนำไปเข้าไมโครเวฟก่อน หรือควรเก็บรักษาไว้ในตู้เย็น และไม่ซื้อมากักตุนไว้เยอะเกินไป

อ่านเพิ่มเติม >
ฉบับที่ 184 คาเวียร์

เป็นชื่อของไข่ปลาปรุงรส ทำมาจากปลาได้หลายชนิด แต่ที่นิยมกันมากคือไข่ปลาสเตอร์เจียน ที่มนุษย์ใช้เป็นอาหารมานานแล้ว คาเวียร์จากปลาสเตอร์เจียนยังนับเป็นอาหารราคาแพงที่สุดชนิดหนึ่งของโลกอีกด้วยสเตอร์เจียน เป็นปลาสองน้ำที่กำเนิดมาตั้งแต่ยุคโบราณ ตามธรรมชาติจะพบแต่เฉพาะซีกโลกทางเหนือซึ่งเป็นเขตหนาวเท่านั้น สถานะของปลาชนิดนี้ในธรรมชาติใกล้สูญพันธุ์เต็มที แต่ปัจจุบันสามารถเพาะขยายพันธุ์ได้แล้วในบางชนิด จากความนิยมบริโภคไข่ของมันนั่นเองทำให้ต้องมีการออกกฎควบคุมการจับปลาในแหล่งธรรมชาติ เพราะขืนปล่อยไว้มีหวังปลาที่อายุเฉลี่ยมากกว่า 150 ปีและอยู่บนโลกมาร่วมร้อยล้านปีได้สูญพันธุ์แน่ ไข่จากปลาสเตอร์เจียนบางทีก็เรียกว่า คาเวียร์ดำ แบ่งเป็นหลายชนิด เช่น เบลูกา  เซฟรูกา ซึ่งเรียกจากปลาต่างอายุ ต่างสายพันธุ์ และแหล่งที่อยู่อาศัย ด้วยเหตุนี้ชนิด สี และรสชาติของคาเวียร์ดำจึงมีความหลากหลาย อะไรอร่อยสุด ดีสุด ก็ขึ้นอยู่กับรสนิยมของผู้บริโภค   อย่างไรก็ตามคนที่จะบริโภคคาเวียร์ได้ต้องมีเงินทองเหลือใช้เท่านั้น จึงนิยมบริโภคกันเฉพาะในหมู่ชนชั้นสูง จัดเป็นอาหารหรูหราแสดงถึงฐานะและรสนิยมมาตั้งแต่ยุคศักดินา ยิ่งเป็นคาเวียร์ที่ได้จากปลาสเตอร์เจียนพันธุ์ที่หายากราคายิ่งแพงมากๆ คาเวียร์ที่ได้จากสเตอร์เจียนในทะเลสาบแคสเปียนคนส่วนใหญ่เชื่อว่า มีคุณภาพดีที่สุด ราคาจึงแพงที่สุด เฉลี่ยกิโลกรัมละ 120,000 -  150,000 บาท แม้ปัจจุบันมีการเพาะเลี้ยงได้ ราคาของคาเวียร์จากปลาเลี้ยงก็ยังอยู่ในระดับกิโลกรัมละ 40,000 - 50,000 บาท ปัจจุบันประเทศไทยก็สามารถเพาะเลี้ยงปลาสเตอร์เจียนและนำไข่มาวางขายได้แล้วเช่นกัน  

อ่านเพิ่มเติม >
ฉบับที่ 183 พะโล้

อาหารจีนที่อยู่ในวิถีชีวิตไทยมาเนิ่นนาน ไม่ว่าจะเป็นไข่พะโล้ เป็ดพะโล้ หรือข้าวขาหมู ที่เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของพะโล้  พะโล้ คือการเคี่ยวน้ำกับน้ำตาลทรายแดง เกลือและซีอิ๊วให้งวดพร้อมกับผงปรุงพะโล้ แล้วใช้ปรุงเนื้อสัตว์อย่างห่าน เป็ดหรือขาหมู หมูสามชั้น และเคี่ยวต่อให้งวดจนน้ำปรุงซึมเข้าไปในเนื้อสัตว์  เครื่องปรุงสำคัญคือผงพะโล้นั้น มีกันหลากหลายสูตรมากตามแต่ท้องถิ่นนิยม แต่ที่คุ้นกันทั่วไปจะเป็นผงพะโล้ที่ประกอบด้วยเครื่องเทศห้าชนิด ได้แก่ โป๊ยกั๊ก(เครื่องเทศรูปดาวแปดแฉก) อบเชย กานพลู ยี่หร่าและพริกหอมหรือชวงเจีย(บางที่อาจแทนด้วยลูกผักชี) ฝรั่งจึงเรียกผงพะโล้ว่า  เครื่องเทศห้าอย่าง (Five-Spice Powder) และหากจะเพิ่มความหอมอย่างไทยก็ต้องมีสามเกลอ ได้แก่ กระเทียม รากผักชีและพริกไทยใส่ปรุงไปด้วย     พะโล้ทำครั้งหนึ่งเก็บได้หลายวัน การอุ่นหรือเคี่ยวบ่อยๆ จะยิ่งทำให้น้ำปรุงซึมซาบเข้าไปในเนื้อสัตว์จนมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ โดยเฉพาะไข่พะโล้ที่ผ่านการอุ่นหลายครั้งรสชาติจะดีมากเพราะไข่จะรัดตัวมีความเหนียวหนึบเป็นพิเศษ พะโล้นอกจากเราจะได้คุณค่าจากไข่และเนื้อสัตว์แล้ว เรายังได้สรรพคุณดีๆ จากเครื่องเทศที่ประกอบเป็นผงพะโล้ด้วย ซึ่งจากงานวิจัยพบว่า เครื่องเทศส่วนใหญ่จะช่วยขับลม แก้ท้องอืดเฟ้อ  อย่างไรก็ตามผงพะโล้สำเร็จรูป หากเก็บไว้นานๆ อาจเจอปัญหาการปนเปื้อนของเชื้อราดังนั้นควรเลือกที่ผลิตใหม่ โรงงานได้มาตรฐานการผลิต และไม่ใช้ผงพะโล้เก่าเพราะอาจเสี่ยงต่อสารพิษจากเชื้อราได้  

อ่านเพิ่มเติม >
ฉบับที่ 181 ดินประสิว

เราอาจคุ้นเคยว่าดินประสิว ใช้ในการทำพลุ ดอกไม้ไฟ แต่ในอุตสาหกรรมอาหารดินประสิวก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน     ในการถนอมอาหารประเภทเนื้อแดดเดียว เนื้อเค็ม ปลาเค็ม ไส้กรอก แหนม กุนเชียงลักษณะของเนื้อที่ดูสีแดง สด สวยงามนั้น เกิดมาจากการใช้ดินประสิวเป็นสารปรุงแต่งในผลิตภัณฑ์ ดินประสิวหรือชื่อทางเคมี โปแตสเซียมไนเตรท(Potassium nitrate) นอกจากมีคุณสมบัติช่วยให้เนื้อมีสีแดงทนนานแล้ว ยังช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดการเน่าเสียในอาหารด้วย จึงเป็นที่นิยมนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์ข้างต้น     ดินประสิวหรือโปแตสเซียมไนเตรท โดยตัวมันเองอาจมีความเป็นพิษต่ำ แต่มันสามารถเปลี่ยนไปเป็นรูปแบบของไนไตรท์ ซึ่งมีความเป็นพิษสูงกว่าได้ในร่างกายของเรา และยังอาจเปลี่ยนหรือกลายเป็นสารก่อมะเร็งที่เรียกว่า ไนโตรซามีน ได้อีกด้วย ในหลายประเทศจึงห้ามไม่ให้ใช้ดินประสิวในการผสมในอาหารเพราะมีความเสี่ยงในการก่อมะเร็งหรือเร่งให้เกิดเป็นมะเร็งเร็วขึ้น     สำหรับในประเทศไทยยังอนุญาตให้มีการใช้แต่ในปริมาณจำกัดมากๆ แต่ผู้ผลิตบางรายก็ไม่ค่อยรับผิดชอบ ใส่เกินมาตรฐานจนน่าห่วง แม้แต่หมูกรอบ หมูแผ่น หมูทุบ ซึ่งไม่ควรใส่ดินประสิว ก็ยังพบการตกค้างสูง ดังนั้นจึงไม่ควรรับประทานอาหารประเภทนี้มากนักหรือบ่อยเกินไป ควรรับประทานอาหารสดให้มากขึ้น และเมื่อรับประทานอาหารประเภทนี้ ควรรับประทานร่วมกับอาหารที่มีวิตามินซี วิตามินบี มากๆ ในมื้ออาหารเดียวกันด้วยจะช่วยให้ร่างกายลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งได้บ้าง  

อ่านเพิ่มเติม >